ประเด็นร้อน

ครึ่งแรกปี 64 พบ 10 ดีลเทกโอเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 1.9 แสนลบ.

ครึ่งแรกปี 64 พบ 10 ดีลเทกโอเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 1.9 แสนลบ.

แห่เทคโอเวอร์ บจ. ครึ่งปีแรกมาแล้ว 10 ดีล มูลค่ารวมกว่า 1.9 แสนล้านบาท GULF จ่อทำบิ๊กดีลมูลค่ากว่า 1.69 แสนล้านบาท ส่วน NVD ถูกเสนอซื้อ 2 ครั้งรอบ 6 เดือน แถมพบ 3 บจ.ทำเทนเดอร์ฯ เพื่อเพิกถอนออกจากตลาดฯ 


*** แห่เทคโอเวอร์ บจ.ครึ่งปีแรก 10 ดีล มูลค่ารวมกว่า 1.9 แสนล้านบาท


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจการข้อมูลการเข้าซื้อกิจการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ครึ่งแรกปี 64 พบมีการประกาศเข้าครอบงำกิจการและต้องทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) ถึง 10 รายการ มูลค่ารวมกว่า 5.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย
 

10 บจ.ถูกทำ Tender Offer ปี 64

บจ.ที่ถูกซื้อ

ผู้เสนอซื้อ

มูลค่า (ลบ.)

ADVANC***

GULF

359,556*

INTUCH

GULF

168,982*

COL**

CRC

12,127

VNT**

PTTGC

7,507*

SABUY

TBSP

2,047*

NVD

“วัฒนา สมวัฒนา”

"ศรศักดิ์ สมวัฒนา"

2,028

NVD

“ฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล”

1,349*

OTO

“บุญเอื้อ จิตรถนอม”

"ณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์"

"สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์"

"วิรัตน์ อนุรักษ์พุฒิ"

"นพพร อาชวกุลเทพ"

"กนกรัตน์ วงศ์ประไพโรจน์"

465

RCI**

DCC

196*

ARIP

“มินทร์ อิงค์ธเนศ”

169*

ASK

“ไชยลีส แคปปิตอล (ประเทศไทย)”

23

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย-สำนักงาน ก.ล.ต. ข้อมูล ณ 2 ก.ค.64

* คาดการณ์มูลค่าการเข้าซื้อ (รวมการเข้าซื้อหุ้นก่อนทำ Tender Offer)

** บจ.ที่ถูกทำเทนเดอร์ฯ และเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์
*** ดีล 
ADVANC อาจจะไม่มีผู้เสนอขาย เนื่องจากราคาเทนเดอร์ต่ำกว่าราคาตลาดฯ


ทั้งนี้มีดีลที่เสร็จสิ้นแล้ว 4 รายการ ที่เหลืออยู่ระหว่างการทำเทนเดอร์ฯ โดยเป็นการซื้อกิจการโดย บจ.จำนวน 5 รายการ และซื้อโดยบุคคลหรือบริษัทนอกตลาด  จำนวน 5 รายการ ขณะเดียวกันมี 3 บริษัทที่ถูกเทคโอเวอร์และเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม กรณี บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ทำเทนเดอร์ฯ บมจ.บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) จำนวน 2,973.26 ล้านหุ้น สัดส่วน 100% ราคา 120.93 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 3.6 แสนล้านบาท อาจจะไม่เกิดขึ้นหรือไม่มีผู้เสนอขายหุ้น เนื่องจากราคาเสนอซื้อต่ำกว่าราคากระดานมาก โดยราคากระดาน ณ 2 ก.ค.64 อยู่ที่ 171.50 บาท


*** GULF ขอทำเทนเดอร์ INTUCH-ADVANC มูลค่ากว่า 5.3 แสนล้านบาท


บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เดินหน้าซื้อกิจการ 2 ดีลใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 5.3 แสนล้านบาท โดยขอทำเทนเดอร์ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) จำนวน 2,599.72 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 81.07% ราคาหุ้นละ 65 บาท คิดเป็นรวมมูลค่า 1.69 แสนล้านบาท ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.- 4 ส.ค.64  

ทั้งนี้ปัจจุบัน GULF ถือ INTUCH จำนวน 606.88 ล้านหุ้น สัดส่วน 18.93%

ขณะเดียวกัน GULF เข้าทำเทนเดอร์ฯ บมจ.บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) จำนวน 2,973.26 ล้านหุ้น สัดส่วน 100% ราคา 120.93 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 3.6 แสนล้านบาท ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-13 ส.ค.64

อย่างไรก็ตาม การเสนอซื้อ ADVANC อาจจะไม่เกิดขึ้นหรือไม่มีผู้เสนอขายหุ้น เนื่องจากราคาเสนอซื้อต่ำกว่าราคากระดานมาก โดยราคากระดาน ณ 2 ก.ค.64 อยู่ที่ 171.50 บาท

 

*** CRC ซื้อ COL มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมเพิกถอนจากตลาดฯ


ด้าน บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ส่ง บริษย่อย "พีบีเอชดี" ทำคำเสนอซื้อ บมจ.ซีโอแอล (COL) ทั้งหมด 640 ล้านหุ้น สัดส่วน 100% ราคาหุ้นละ 19 บาท โดยดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งซื้อหุ้นได้ทั้งสิ้น 638.24 ล้านหุ้น สัดส่วน 99.73% คิดเป็นมูลค่ารวม 1.21 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ COL ถูกเพิกถอนไปแล้วเมื่อ 22 ก.พ.64 โดยซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครั้งสุดท้าย 19 ก.พ.64
 

*** PTTGC ทำเทนเดอร์ VNT มูลค่า 7.5 พันล้านบาท พร้อมเพิกถอนจากตลาดฯ


ส่วน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ประกาศทำเทนเดอร์ฯ บมจ.วีนิไทย (VNT) จำนวน 889.15 ล้านหุ้น สัดส่วน 75.02% ซึ่งปัจจุบัน PTTGC ถืออยู่ 296.04 ล้านหุ้น สัดส่วน 24.98% 

อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง "AGC Inc." ที่ถือหุ้น 696.66 ล้านหุ้น สัดส่วน 58.78% แสดงเจตนาไม่ขายหุ้นที่ถือทั้งหมด ดังนั้น PTTGC จะซื้อหุ้นได้สูงสุด 192.49 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 16.24% คิดเป็นมูลค่า 7,507 ล้านบาท

หลังจากการทำเทนเดอร์ฯ เสร็จสิ้น จะเพิกถอน VNT ออกจากตลาดหลักทรัพย์ โดยให้เหตุผลว่า ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่ต้องระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไป รวมถึงเป็นการลดต้นทุนจากการดำรงสถานะเป็น บจ. และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ 

ทั้งนี้ยังไม่มีกำหนดช่วงเวลาการทำเทนเดอร์ฯ และวันที่จะเพิกถอน VNT ออกจากตลาดหลักทรัพย์


*** น้องใหม่ SABUY เทค TBSP มูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านบาท


ขณะที่ บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY) จะเข้าซื้อหุ้น 150.06 ล้านหุ้น สัดส่วน 73.48% ราคา 13.36 บาท ของ บมจ.บมจ.ทีบีเอสพี (TBSP) จาก บมจ.ที.เค.เอส. เทคโนโลยี (TKS) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ TBSP จำนวน 201.11 ล้านหุ้น สัดส่วน 98.48% 

โดย SABUY ต้องทำเทนเดอร์ฯ หุ้นทั้งหมดของ TBSP แต่ TKS แสดงเจตนาจะไม่ขายหุ้นที่เหลือ ดังนั้น SABUY จะทำเทนเดอร์ฯ อีกเพียง 3.11 ล้านหุ้น ราคา 13.36 บาท เท่ากับเมื่อรวมหุ้นที่ซื้อจาก TKS และเทนเดอร์ฯ มูลค่ารวมในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะอยู่ทที่ราว 2,047 ล้านบาท


*** NVD ถูกทำเทนเดอร์ฯ 2 รอบ ใน 6 เดือน


ด้าน บมจ.เนอวานา ไดอิ (NVD) ถูกทำเทนเดอร์ฯ 2 รอบในช่วงเวลา 6 เดือน โดยปลายปีก่อน "วัฒนา สมวัฒนา" และ "ศรศักดิ์ สมวัฒนา" เข้าซื้อ NVD จากผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) ทั้งหมดจำนวน 711.86 ล้านหุ้น สัดส่วน 51.56% ราคา 2.52 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 1,794 ล้านบาท ซึ่งรวมกับหุ้นที่มีก่อนหน้าส่งผลให้หลังการซื้อดังกล่าวถือหุ้นรวม 927.17 ล้านหุ้น หรือ 67.16% และต้องทำเทนเดอร์ฯ หุ้นที่เหลือ

ซึ่งซื้อหุ้นได้ทั้งหมด 104.62 ล้านหุ้น หรือ 7.58% ราคา 2.52 บาท รวมมูลค่า 234 ล้านบาท ส่งผลให้จบดีลมูลค่าการเทคโอเวอร์ทั้งหมดรวม 2,028 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.64 "ฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล" ซึ่งเดิมถือ 138.06 ล้านหุ้น สัดส่วน 10% ได้ซื้อหุ้นบิ๊กล็อตจาก "วัฒนา สมวัฒนา" จำนวน 207.09 ล้านหุ้น สัดส่วน 15% ราคา 2.52 บาท คิดเป็นมูลค่า 522 ล้านบาท ส่งผลให้มีหุ้นรวม 345.15 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% และต้องทำเทนเดอร์ฯ ทั้งหมด 1,035.45 ล้านหุ้น หรือ 75% ที่ราคา 2.52 บาท ระหว่างวันที่ 15 มิ.ย. - 19 ก.ค.64

อย่างไรก็ตามผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 รายคือ "วัฒนา สมวัฒนา" ถืออยู่ 340.66 ล้านหุ้น สัดส่วน 24.67%, "ศรศักดิ์ สมวัฒนา" ถืออยู่ 363.44 ล้านหุ้น หรือ 26.33% และ "จุฑามาศ สมวัฒนา" ถืออยู่ 3.11 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.23% แสดงเจตนาที่จะไม่ขายหุ้น รวม 707.22 ล้านหุ้น หรือ 51.23%

ทำให้หุ้นที่จะเหลือทำเทนเดอร์ฯ เท่ากับ 328.23 ล้านหุ้น หรือ 23.77% ที่ราคา 2.52 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 827 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับมูลค่าที่ "ฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล" ซื้อหุ้นจาก "วัฒนา สมวัฒนา" มูลค่า 522 ล้านบาท ดังนั้นหลังสิ้นสุดดีลนี้จะมีมูลค่าการเข้าเทคโอเวอร์ราว 1,349 ล้านบาท


*** 6 นักลงทุนเข้าเทคฯ OTO มูลค่ารวม 465 ล้านบาท


ขณะที่ บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) มีนักลงทุน 6 ราย ประกอบด้วย "บุญเอื้อ จิตรถนอม", "ณัฐพงศ์ ศีตวรรัตน์", "สุทธิพจน์ อริยสุทธิวงศ์", "วิรัตน์ อนุรักษ์พุฒิ", "นพพร อาชวกุลเทพ" และ "กนกรัตน์ วงศ์ประไพโรจน์" เข้าทำเทนเดอร์ฯ ซึ่งเป็นดีลแรกที่ดำเนินการสำเร็จของปีนี้

ทั้งนี้นักลงทุน 6 รายข้างต้นได้เข้าซื้อหุ้น OTO จากผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมคือ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) และ บริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด เมื่อปลายปีก่อน รวม 193.7 ล้านหุ้น สัดส่วน 69.18% ราคา 2.4 บาท คิดเป็นมูลค่า 465 ล้านบาท ซึ่งต้องทำเทนเดอร์ฯ หุ้นที่เหลือ ราคา 2.4 บาท เช่นกัน

อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอขายหุ้นช่วงทำเทนเดอร์เพียง 99 หุ้นเท่านั้น ส่งผลให้ดีลการเทคโอเวอร์ครั้งนี้มีมูลค่ารวม 465 ล้านบาท


*** ดีลเทนเดอร์ฯ ASK ขายได้เพียง 23 ล้านบาท


ฟาก บมจ.เอเซีย เสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) ถูกทำคำเสนอซื้อจาก บริษัท ไชยลิส  แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของ "Chailease Company Limited" เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน โดยปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ ASK คือ "CHAILEASE FINANCE CO.,LTD." และ "CHAILEASE INTERNATIONAL COMPANY (MALAYSIA) LIMITED" ถือหุ้นรวม 175.91 ล้านหุ้น หรือ 49.99% ซึ่งการเข้าทำเทนเดอร์ครั้งนี้เพราะต้องการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น

ทั้งนี้ "ไชยลิส  แคปปิตอล (ประเทศไทย)" เสนอซื้อหุ้น ASK จำนวน 175.98 ล้านหุ้น หรือ 50.01% ราคา 18.30 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 3,220 ล้านบาท

แต่มีผู้เสนอขายหุ้นเพียง 1.24 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.35% คิดเป็นมูลค่า 23 ล้านบาท ซึ่ง "ไชยลีส แคปปิตอล (ประเทศไทย)" เดิมถืออยุ่ 5.18 ล้านหุ้น หรือ 1.5% หลังการซื้อถือเพิ่มเป็น 6.51 ล้านหุ้น หรือ 1.85%
 

*** DCC เทนเดอร์ RCI มูลค่า 192 ล้านบาท พร้อมเพิกถอนจากตลาดฯ


ด้าน บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม (RCI) สัดส่วน 91.87% ทำเทนเดอร์หุ้น RCI จำนวน 50.15 ล้านหุ้น สัดส่วน 8.13% ราคา 3.9 บาท คิดเป็นมูลค่า 196 ล้านบาท และเตรียมเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ โดยชี้แจงว่า ต้องการขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพราะทั้ง 2 บริษัทอยู่ในธุรกิจเดียวกัน กรรมการและผู้บริหารกลุ่มเดียวกัน รวมถึงเพื่อลดต้นทุนจากการดำรงสถานะเป็น บจ. และ ตัดปัญหาการกระจายการถือหุ้นรายย่อยตามเกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้การทำเทนเดอร์ฯ สิ้นสุดแล้วเมื่อ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีรายงานผลการเสนอซื้อ


*** บิ๊ก ARIP ไล่เก็บหุ้นทั้งหมด


นอกจากนี้ "มินทร์ อิงค์ธเนศ" ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 บมจ.เออาร์ไอพี (ARIP) เดินหน้าเก็บหุ้นทั้งหมด โดยเมื่อ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา เข้าซื้อหุ้นจาก "BNP Paribas Singapore Branch" คัสโตเดียนของ บริษัท แอพซีลอน เวนเจอร์ส พีทีอี แอลทีดี รวม 93.43 ล้านหุ้น สัดส่วน 20.05% ราคา 0.65 บาท ทำให้รวมกับหุ้นที่มีจะถือทั้งสิ้น 299.77 ล้านหุ้น สัดส่วน 64.33% 

ขณะเดียวกันเตรียมเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดอีก 166.23 ล้านหุ้น สัดส่วน 35.67% จากผู้ถือหุ้นที่เหลือ ราคา 0.65 บาท ซึ่งจะประกาศช่วงเวลาทำเทนเดอร์ฯ 5 ก.ค.นี้

 

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด