2 หุ้นบิ๊กแคปกอดคอดิ่งหนัก หลังกำไรต่ำคาดอย่างมีนัย ฉุด SET ทำนิวโลว์รอบ 5 ปี โบรกฯ พร้อมใจกระหน่ำลดเป้ากำไร-ราคาเหมาะสม DELTA เหลือต่ำสุดแค่ 60 บาท ส่วน AOT ได้กรอบล่างที่ 42 บาท ฟากกลยุทธ์ AOT สะสมได้ เพราะธุรกิจแนวโน้มยังดีตามการท่องเที่ยว และเชื่อสุดท้าย King Power จะจ่ายหนี้ได้ แต่แนะเลี่ยง DELTA เหตุปีนี้ลุ้นเหนื่อย ค่าใช้จ่ายพุ่ง-อัตราทำกำไรลด แถม DeepSeek จ่อทำกำลังซื้อ High-end GPU chip วูบแรง !

*** SET เช้านี้ดิ่งลึกสุด 35 จุด หลังประเด็นลบ DELTA - AOT กด
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เช้านี้ (17 ก.พ.2568) ปรับตัวลงลึกสุดที่บริเวณช่วงดัชนี 1,236.80 จุด คิดเป็นการปรับตัวลงจากวันทำการก่อนหน้า 35.30 จุด หรือ -2.77% ซึ่งการปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ยังเป็นการปรับตัวลงต่ำกว่าระดับจุดต่ำสุดเดิมของปีนี้ที่เคยลงไปที่บริเวณ 1,252.26 จุด ณ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา และยังเป็นการปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 5 ปี อีกด้วย
ปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้ SET Index เช้านี้ ปรับตัวลงอย่างรุนแรงมีหลายสาเหตุ คือ การรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 4/67 ในประเทศไทยที่ออกมาเพียง 3.2% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.8% ส่งผลให้ GDP ในประเทศปี 2567 ขยายตัวได้เพียง 2.5% เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่ 2 บริษัทเป็นปัจจัยถ่วงด้วย คือ การรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4/67 ของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงดังกล่าว DELTA มีกำไรสุทธิ 2,155 ล้านบาท ลดลง 54% จากปีก่อน และลดลง 64% จากไตรมาสก่อน โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ถึง 60% อีกด้วย
สำหรับ ราคาหุ้น DELTA เปิดซื้อขายเช้านี้ ปรับตัวลงต่ำสุดที่ระดับ 79.25 บาท/หุ้น ลดลง 33.75 บาท/หุ้น หรือ -29.86% จากวันทำการก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับตัวลงแตะระดับฟลอร์ (Floor) ทำนิวโลว์รอบ 8 เดือน และยังมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจาก 5 วันทำการก่อนหน้าถึง 331% อีกด้วย
ขณะที่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ก็เป็นอีกหนึ่งหุ้นขนาดใหญ่ที่มี่ข่าวร้ายส่งผลกระทบมาถึง SET Index ด้วย หลัง King Power เผชิญกับสภาวะสภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องขอเลื่อนชำระหนี้ค่าเช่าพื้นที่งวด ส.ค.2567 - ก.พ.2568 เป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยจะยอมจ่ายค่าปรับที่ 18% ต่อปี จึงเกิดความเสี่ยงในกรณีที่ King Power อาจจะไม่สามารถชำระค่าสัปทานดังกล่าวได้ รวมถึงกรณี Worst Case อาจจะต้องมีการประมูลสัญญาใหม่
ส่งผลให้ราคาหุ้น AOT เปิดซื้อขายเช้านี้ ปรับตัวลงต่ำสุดที่ระดับ 41.50 บาท/หุ้น (ทำนิวโลว์รอบ 8 ปี) ลดลง 5.50 บาท/หุ้น หรือ -11.70% จากวันทำการก่อนหน้า มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจาก 5 วันทำการก่อนหน้าถึง 183%
*** โบรกฯพาดเหรดหั่นเป้ากำไร DELTA - AOT รับข่าวร้าย !
บทวิเคราะห์ บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุว่า ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ของ DELTA ลงจากเดิมอีก 32% เหลือ 18,560 ล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อน สาเหตุหลักเป็นเพราะรายได้ในงวดไตรมาส 4/67 ที่ต่ำกว่าคาดการณ์เดิม และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์และภาระภาษี อีกทั้ง ยังมีผลกระทบจากการบังคับใช้นโยบาย Global Minimum Tax (เพิ่มอัตราภาษีอีก 15% ต่อปี) ซึ่งจะเห็นผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาส 1/68 เป็นต้นไป ทำให้อัตราการทำกำไรของบริษัทมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน
ขณะที่ นักวิเคราะหือีก 7 ราย ก็ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2568 และราคาเหมาะสมของ DELTA ลงด้วย ดังนี้
7 โบรกฯหั่นเป้ากำไร – ราคาเป้าหมาย DELTA |
บล. | กำไรสุทธิปี 68 (ลบ.) | %เปลี่ยนแปลง | ราคาเหมาะสม (บ.) | เปลี่ยนแปลง (บ.) |
บียอนด์ | 18,560 | -33.29 | 70 | -34 |
อินโนเวสท์ฯ | 20,383 | -11.85 | 80 | -29 |
ดีบีเอสฯ | n/a | n/a | 84 | -21 |
ยูโอบีฯ | n/a | n/a | 99 | -16 |
หยวนต้า | n/a | n/a | 78 | -20 |
บัวหลวง | n/a | กำลังทบทวน | 88 | -22 |
ทิสโก้ | n/a | กำลังทบทวน | 60 | -52 |
เช่นเดียวกับ บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอเกินคาดช่วงไตรมาส 1/68 ของ AOT พบว่าประเด็นหลักคือรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่การบินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายได้ค่าเช่า และสัมปทานต่ำกว่าที่คาด ดังนั้น จึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิช่วง 2 - 3 ปีข้างหน้าลง โดยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ลงประมาณ 10.9% เหลือ 2.08 หมื่นล้านบาท (ยังเติบโตขึ้น 8.5% จากปีก่อน) และปี 2569 ปรับลง 10.8% เหลือ 2.35 หมื่นล้านบาท (ยังเติบโต 12.8% จากปีก่อน)
สะท้อนถึง การปรับลดประมาณการรายได้ลง 8.2% และ 8.3% ตามลำดับ เนื่องจากรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่การบินต่ำเกินคาดในไตรมาส 1/68 อีกทั้ง ยังมีการการปรับลดสมมติฐาน EBITDA margin ลง 0.8 ppt ตามการปรับลดประมาณการรายได้ลง
นอกจากจะปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลงแล้ว ยังนำความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ และความเสี่ยงที่ King Power จะเลื่อนชำระค่าตอบแทนให้ AOT ซึ่งจะกระทบกับการเติบโตในระยะยาวเข้ามาพิจารณาด้วย ดังนั้น จึงปรับลดสมมติฐาน Terminal Growth (TG) ลงเหลือ 1% (จากเดิม 3%) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงจากธุรกิจส่วนที่ไม่ใช่การบิน จึงปรับลดคำแนะนำลงเป็น "ถือ" (เดิมแนะนำ "ซื้อ") ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 50 บาท/หุ้น
นอกจากนี้ ยังมีนักวิเคราะห์อีก 5 ราย ที่ปรับประมาณการกำไรสุทธิ และราคาเหมาะสมของ AOT ลง ดังนี้
5 โบรกฯหั่นเป้ากำไร – ราคาเป้าหมาย AOT |
บล. | กำไรสุทธิปี 68-69 (ลบ.) | %เปลี่ยนแปลง | ราคาเหมาะสม (บ.) | เปลี่ยนแปลง (บ.) |
บัวหลวง | 17,929 | -19.54 | 42 | -30 |
พาย | 21,204 | -5.69 | 50 | -13 |
ดาโอ | 21,754 | ไม่เปลี่ยนแปลง | 58 | -9 |
ทิสโก้ | 20,360 | ไม่เปลี่ยนแปลง | 43 | -7 |
เอเซีย พลัส | 20,390 | ไม่เปลี่ยนแปลง | 52 | -17 |
*** กูรูยังมั่นใจ King Power จ่ายหนี้ได้ แต่อาจล่าช้า
บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า AOT ยังไม่มีการตั้งสํารองลูกหนี้การค้า King Power เพราะว่ามี Bank Guarantee ซึ่งรายได้สัมปทานจาก King Power คิดเป็น 74% ของรายได้สัมปทานทั้งหมดของบริษัทในปี 2568 โดยการตั้งสํารองสัมปทาน King Power ทุก ๆ 5% จะทําให้คาดการณ์กําไรสุทธิปี 2568-69 ลดลง 3% และทําให้ราคาพื้นฐานลดลง 0.40 บาท/หุ้น
อย่างไรก็ดี King Power น่าจะสามารถดําเนินสัญญาสัมปทานเดิมต่อไปได้ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มี.ค.2576 แต่หลังหมดสัญญา คาดว่าสัญญาสัมปทานใหม่สําหรับผู้ให้บริการรายใหม่จะกลับไปใช้รูปแบบการแบ่งรายได้ 20% ของรายได้จริง โดยที่ Minimum Guarantee อาจเท่ากับหรือต่ำกว่ารูปแบบแบ่งรายได้ 20%
สําหรับกรณีที่แย่สุด คือ King Power ตัดสินใจยกเลิกสัญญาทันที (มีผลตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568) จะทําให้กําไรสุทธิของ AOT ลดลง 20% ในปี 2568-69 และทำให้ราคาเหมาะสมของ AOT ลดลงได้อีก 3.1 บาท/หุ้น
ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า มีมุมมองเป็น "ลบ" จากประเด็น King Power ขอเลื่อนชำระเงินในช่วงเดือน ส.ค.2567 - ก.พ.2568 (ราว 4-5 พันล้านบาท) ออกไป 18 เดือน ถึงแม้ว่า AOT มองว่ายังมีความเสี่ยงน้อย และมี Bank Guarantee โดยปัจจุบันเชื่อว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ King Power จะยังสามารถกลับมาจ่ายหนี้การค้าได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ King Power จะขอเลื่อนชำระหนี้การค้าตั้งแต่เดือน มี.ค.2568 เป็นต้นไปเพิ่มขึ้นอีก โดยเป็นกังวลกับสถานะทางการเงินของ King Power ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2563 (ยกเว้นปี 2565 ที่มีกำรสุทธิ 3.75 พันล้านบาท) โดยปี 2566 ยังขาดทุนสุทธิ 621 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสที่ AOT จะต้องปรับสัญญาใหม่ เช่น ลด Minimum Guarantee เพื่อช่วยให้ King Power กลับมาจ่ายหนี้ได้
ฟาก บล.ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้จะมีมุมมองเป็น "ลบ" ต่อประเด็นการขอเลื่อนชำระหนี้ของ King Power หลังมีปัญหาความไม่แน่นอนทางการเงิน ทำให้กำไรสุทธิงวดปี 2568 ของ AOT ถูกจำกัดจากประเด็นรายได้สัมปทานหดตัวลง แต่ยังมองว่า ประเด็นนี้จะเป็นเพียงความล่าช้าในการรับรู้รายได้ของ AOT เท่านั้น
*** แต่ DELTA ยังหนัก คาดกำไรปี 68 มีดาวน์ไซด์ได้อีก !
บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ของ DELTA ที่คาดไว้ 23,863 ล้านบาท ยังมีดาวน์ไซด์ จากการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น ประกอบกับ ยังมีความเสี่ยงจ่ายค่าใช้จ่ายในการขายในส่วนของ Royalty Fee ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งซื้อจาก DELTA Taiwan รวมทั้ง ยังมีความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายภาษี จากการนำอัตราภาษีตามแนวทาง Global minimum tax rate มาใช้
ด้าน บทวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เสริมว่า การเติบโตกำไรสุทธิของ DELTA ในปี 2568 ยังมีความท้าทาย โดยเบื้องต้นประเมินว่ากำไรช่วงดังกล่าว มีแนวโน้มชะลอตัวจากปีก่อนค่อนข้างสูง สะท้อนจากอุปสงค์ที่กดดันต่อเนื่องในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2568 อีกทั้งเชื่อว่าอัตราภาษีของ DELTA จะเพิ่มขึ้นจาก 1.4-5.5% ในปี 2563 -67 เป็น 15% ในปี 2568 และปีต่อ ๆ ไป หลังรัฐบาลไทยนำเข้าอัตราภาษีขั้นต่ำ 15%
ฟาก บทวิเคราะห์ บล.อินโนเวสท์ฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ของ DELTA ยังมีความท้าทาย เนื่องจากตลาดมีความกังวลต่อการเปิดตัวของ AI ใหม่จากจีน อย่าง DeepSeek ซึ่งอาจส่งผลทำให้ความต้องการ High-end GPU chip ปรับตัวลง
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ DELTA จะต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 20% ในสิ้นปีนี้ ขณะเดียวกัน ความต้องการ EV ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงด้วยในปี 2568 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อธุรกิจ Mobility (คิดเป็น 27% ของรายได้ทั้งหมดของ DELTA)
*** วงการชี้สายเก็งกำไรสะสม AOT ได้ แต่ DELTA ชะลอก่อน
บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มองว่า ราคาหุ้น AOT เช้านี้ที่ปรับตัวลงกว่า 14% ใกล้กับกรณี Worst case หากต้องยกเลิกสัญญา King Power ขณะที่ประเมินมีความเป็นไปได้น้อย จากอุตสาหกรรมการบินฟื้นตัวหนุน King Power กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ นอกจากนี้หุ้น AOT ยังมีอัปไซด์ราว 10-20% จากการเรียกเก็บ PSC transit/transfer และขึ้นค่า PSC จึงมองเป็นโอกาส "ทยอยสะสม" ในช่วงนี้ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 64.50 บาท/หุ้น
ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เสริมว่า ยังคงแนะนำ "ซื้อ" AOT จากแนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตดี ตามจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นยังมีปัจจัยกดดัน Overhang จากปัญหาการขาดสภาพคล่องของ King Power ที่ทำให้การชำระผลตอบแทนล่าช้า และที่ผ่านมา AOT ได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือมาหลายครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่อาจทำให้ AOT ต้องมีการออกมาตราช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคตได้อีก จากความเสี่ยงที่สูงขึ้น
เช่นเดียวกับ บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ที่ยังแนะนํา "ซื้อ" AOT เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว และให้สมมติให้รายได้จากสัมปทานดิวตี้ฟรีที่สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) และสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง รวมถึงรายได้จากสัมปทานเชิงพาณิชย์ถูกปรับเป็นรูปแบบแบ่งรายได้ 20% หลังจากสัญญาปัจจุบันกับ King Power หมดอายุในวันที่ 31 มี.ค.2576 ปัจจัยกดดันระยะสั้น คือ กังวลว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสัมปทานที่ให้กับ King Power แล้วส่งผลกระทบทางลบกับบริษัท
แต่สำหรับมุมมองการลงทุนของ DELTA ดูเหมือนจะเป็น "ลบ" มากกว่า AOT สะท้อนจาก บทวิเคราะห์ บล.คิงส์ฟอร์ด ที่แนะนำลดน้ำหนักการลงทุนหุ้น DELTA เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการรักาาอัตราการทำกำไรของบริษัท ประกอบกับ แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะสูงขึ้น อีกทั้ง ผลการดำเนินงานของ GMT ที่จะกดดันในช่วงปี 2568 อีกด้วย
สอดคล้องกับ บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ที่เตือนให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้น DELTA ในช่วงสั้น แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง และมีการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดปี 2567 ที่อัตรา 0.46 บาท/หุ้น ก็ตาม เนื่องจากราคาหุ้น DELTA เพิ่งตอบรับเชิงลบต่อความคาดหวังการเติบโตของผลการดำเนินงานไตรมาส 4/67 ที่มีความผิดหวังรุนแรง ประกอบกับ ผลการดำเนินงานปี 2568 มีแนวโน้มท้าท้ายอย่างมีนัยสำคัญ หลังอัตราการทำกำไรมีแนวโน้มลดลง สวนทางกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
