หุ้นเด่นวันนี้

KTC จับตานาโน-พิโกไฟแนนซ์เพิ่มอัพไซด์ แต่ยังไม่ใช่ปีนี้

KTC จับตานาโน-พิโกไฟแนนซ์เพิ่มอัพไซด์ แต่ยังไม่ใช่ปีนี้

           KTC อ่อนแอกว่าตลาดฯ ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นติดลบ 5.97% ขณะที่ SET50 ติดลบ 0.06% อย่างไรก็ตามหากย้อนหลังไปในรอบ 12 เดือน KTC ยังนับว่าแข็งแกร่งกว่าดัชนีฯ โดยบวกถึง 176.32% เทียบกับ SET50 ที่บวก 6.63% (ตามฟังก์ชั่น Comparative Relative Strength) ล่าสุดปิดที่ 31.50 บาท ลดลง 0.25 บาท การอ่อนตัวลงในรอบนี้ จึงน่าจับตาว่าหุ้นตัวนี้ยังมีโอกาสในการเข้าลงทุนหรือไม่

           บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ดำเนินธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และบริการรับชำระค่าสาธารณูปโภค ณ สิ้นปี 60 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จาก ธุรกิจบัตรเครดิต 59.6% ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล 37.8% และรายได้อื่นๆ 2.6%
           ผลการดำเนินงาน KTC กำไรสุทธิทำสถิตินิวไฮต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิในปี 57 - 60 อยู่ที่ 2,072 ล้านบาท 2,494 ล้านบาท และ 3,304 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนงวด 9 เดือนปี 61 มีกำไรสุทธิ 3,911 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนทั้งปี 
           ด้านราคาหุ้น KTC ขึ้นทำ All Time Hight ที่ 38.20 บาท ในเดือน พ.ค. 61 ก่อนอ่อนตัวลงและไซด์เวย์ออกด้านข้าง  
           ล่าสุดผู้บริหาร KTC ระบุถึงแผนธุรกิจปีนี้ เตรียมให้บริการนาโน-พิโกไฟแนนซ์ ในไตรมาส 1/62 และใช้เวลา 18 เดือนในการทำกำไร พร้อมกับย้ำเป้ากำไรปี 62 โตต่อเนื่องอีก 10% จากปีก่อน
           นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจนาโนไฟแนนซ์-พิโกไฟแนนซ์อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ก่อนส่งเรื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาต่อไป และคาดว่าภายในไตรมาส 1/62 จะเปิดให้บริการได้ โดยยอมรับว่า ช่วงปีแรก ธุรกิจดังกล่าวยังไม่มีกำไร แต่เชื่อว่าจะเห็นผลกำไรภายใน 18 เดือน หลังเปิดให้บริการ
           สำหรับปีนี้ ยังย้ำเป้าหมายการทำกำไรเติบโต 10% โดยไม่รวมธุรกิจใหม่อย่างนาโน-ฟิโกไฟแนนซ์
           "กำไรที่ตั้งไว้ 10% ยังไม่รวมธุรกิจนาโน-ฟิโกไฟแนนซ์ ที่อาจทำให้กำไรรวมโตไม่ถึง 10% เพราะการที่เราเริ่มธุรกิจใหม่ ไม่มีทางที่จะมีกำไรในทันที แต่ก็เชื่อว่าการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆนี้ จะสร้างการเติบโตให้กับเราในอนาคต ไม่นับที่คิดดอกเบี้ยได้ 36% จากธุรกิจบัตรเครดิต 18% และ สินเชื่อส่วนบุคคล 28% ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยง"
           สำหรับมุมมองนักวิเคราะห์ต่อหุ้น KTC คาดไตรมาส 4/61 กำไรยังคงนิวไฮ ขณะที่ธุรกิจใหม่คือ นาโนไฟแนนซ์และพิโกไฟแนนซ์ จะเป็นหัวใจสำคัญต่อบริษัทในปี 2563 ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการปัจจุบัน
           บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดกำไรสุทธิ 4Q61 ที่ 1.5 พันล้านบาท (+58.6% YoY และ +6.7% QoQ) การเติบโต YoY เด่น หนุนจาก 1) การลดลงของต้นทุนทางการเงินจาก 3.2% ใน 4Q60 เป็น 3.0% ใน 4Q61 ตามการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ต้นทุนต่ำ (2.2%-3.8%) ทดแทนชุดเดิมซึ่งมีต้นทุนสูง (2.5%-5.0%) และ 2) คาด Credit cost หดตัวจาก 917 bps ใน 4Q60 เป็น 770 bps ใน 4Q61 ตามคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น คาด NPL ratio ลดลงจาก 1.3% ใน 4Q60 เป็น 1.1% ใน 4Q61 ประกอบกับคาด Coverage ratio ทรงตัวระดับสูงถึง 616% ด้าน QoQ คาดเติบโตจาก 1) การขยายตัวของสินเชื่อในช่วงปลายปี (คาด +7.6% YoY และ +8.5% QoQ) เพราะเทศกาลจับจ่าย และ 2) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) เติบโตตามค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ และรายได้หนี้สูญรับคืน
           เราคงประมาณการกำไรปี 2562 ที่ 6.0 พันล้านบาท เติบโต 15.7% YoY ด้วยปัจจัยบวกจาก 1) คาดสินเชื่อขยายตัว 8.9% YoY จากธุรกิจหลักอย่างบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล แม้ภาพรวมการแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นจากธนาคารขนาดใหญ่ที่เร่งขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทาง Online/Mobile App แต่เรามองว่า KTC ได้เตรียมความพร้อมด้าน Mobile App มายาวนาน ประกอบกับจุดเด่นของ KTC ด้านโปรโมชั่นร้านค้าหลากหลาย และการจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างจากธนาคารขนาดใหญ่ เป็นหัวใจสำคัญต่อ KTC ขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง 2) คาด NIM ทรงตัว 14.4% ในปี 2562 ด้วยอานิสงค์จากการออกหุ้นกู้ระยะยาวในปี 2561 ลดผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 3) คาดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ และหนี้สูญรับคืน เป็นปัจจัยหนุนหลักต่อ Non-NII และ 4) คาด Credit cost หดตัวจาก 760 bps ในปี 2561 เป็น 740 bps ในปี 2562
           ประมาณการกำไรปี 2562 มี Upside จาก 1) ธุรกิจใหม่นาโน และพิโกไฟแนนซ์ คาดเริ่มดำเนินงานได้ในปลาย 1Q62 และเริ่มมีกำไรใน 4Q62 ทั้งนี้เรามองว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นหัวใจสำคัญต่อ KTC ในปี 2563 และ 2) การตั้งสำรองที่ลดลงมากกว่าคาด เพราะปัจจุบันมีสำรองส่วนเกินมากเพียงพอต่อ IFRS9 และธุรกิจใหม่ ลดความจำเป็นในการเร่งตั้งสำรอง เราประเมินทุกการลดลง 10 bps ของ Credit cost เป็นบวกต่อประมาณการกำไรปี 2562 ราว 1.1% และราคาเหมาะสม 0.15 บาท
           เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมกับคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2562 ที่ 45.00 บาท เรามองว่า KTC มีความน่าสนใจจากแนวโน้มกำไรเติบโตดีต่อเนื่องจากการดำเนินงานหลัก และมี Upside ที่ยังไม่ถูกรวมในประมาณการจากธุรกิจใหม่ที่รอการอนุมัติ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นด้านคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง สามารถรองรับการเติบของธุรกิจใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งตั้งสำรอง
           บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดกำไรสุทธิ 4Q18 ที่ 1.5 พันล้านบาท (+61%YoY, +8%QoQ) หนุนโดย 1) รายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นที่ +20% YoY, +12% QoQ จากฤดูกาลใช้จ่ายปลายปี และสินเชื่อที่ขยายตัวกว่า 11%YTD และ 2) คาด NPLs มีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 1.20% จาก 3Q18 ที่ 1.23% ตามความสามารถในการจ่ายชำระที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการตั้งสำรองที่ลดลง 15%YoY, 2%QoQ คิดเป็น Credit Cost ที่ 683 bps
           คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2019 ที่ 6.0 พันล้านบาท (+11% YoY) จากสินเชื่อที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น 11.5% ตามความได้เปรียบในด้านต่างๆ เช่น ความรวดเร็วในการอนุมัติสินเชื่อ และการให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย รวมทั้งการบริหารจัดการสินเชื่อที่ดีขึ้น คาด NPLs อยู่ที่ 1.19% ส่งผลให้บริษัทมีแนวโน้มในการตั้งสำรองที่ต่ำลง คิดเป็น Credit Cost ที่ 661 bps ในขณะที่บริษัทยังสามารถรักษาระดับ Coverage Ratio ได้ในระดับที่สูงกว่า 567% ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อการตั้งสำรองเพื่อรองรับการบังคับใช้ TFRS9 ในปีหน้า
           ในขณะที่การดำเนินธุรกิจใหม่ (สินเชื่อนาโน-พิไฟแนนซ์) นั้น ณ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขออนุมัติจาก KTB ซึ่งเราคาดว่าจะแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินงานได้ในช่วง 2Q19 โดยมองว่าในช่วงต้นของการดำเนินงานบริษัทจะมีต้นทุนในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าจะต้องอาศัยระยะเวลาประมาณ 1-2 ปีที่จะถึงจุดคุ้มทุน เราจึงยังไม่รวมปัจจัยบวกนี้ในประมาณการ
           คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม 40.00 บาท (อิง Justified PBV 5.5x เทียบเท่า 3Yr Avg. PBV +2SD) จากแนวโน้มการดำเนินงานในสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง, ความจำเป็นในการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นสูงลดลง, คุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น และโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ที่จะช่วยหนุนผลการดำเนินงานในระยะยาว ทั้งนี้เรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานั้น เกิดจากมาตรการช็อปช่วยชาติที่ไม่หนุนให้เกิดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่สูงเหมือนปีก่อน อย่างไรก็ตามเรามองว่าบริษัทจะมีการออกโปรโมชั่นมากระตุ้นการใช้จ่ายในรูปแบบต่างๆ ทั้งการแลกคะแนน หรือ การลุ้นรับคูปองอั่งเปาในช่วงเทศกาลตรุษจีนเหมือนปีที่แล้ว เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า และรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
           อย่างไรก็ตาม พบว่า บล.โนมูระ พัฒนสิน ให้ราคาเหมาะสม KTC ต่ำสุดเพียง 34 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังในปัจจัยบวกด้านผลประกอบการที่ยังเติบโต และคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งไปเรียบร้อยแล้ว 
           บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า เราคาดกำไรสุทธิ 4Q18F ที่ 1,480 ล้านบาท (+57% y-y , +6% q-q)  ทำ New High ต่อเนื่อง การเติบโตทั้ง y-y จากการเติบโตทั้งรายได้ดอกเบี้ย  และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองมีแนวโน้มลดลง ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น q-q มาจากเป็นช่วง high season โดยประมาณการกำไรสุทธิ 2019F ที่ 5,717 ล้านบาท อาจมี upside ประมาณ 6-12% จาก OPEX ปี 2018 เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาด 
           อย่างไรก็ตามเรามองว่ากำไรสุทธิเริ่มเติบโต y-y ในอัตราที่ชะลอตัว จากสินเชื่อรวมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง เพราะถูกแรงกดดันจากอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์รุกตลาด unsecured loans มากขึ้น  ประกอบกับราคาตลาดเทียบกับราคาเป้าหมายมี upside จำกัด ทำให้เรามองว่าสะท้อนความคาดหวังในปัจจัยบวกด้านผลประกอบการที่ยังเติบโต และคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งไปเรียบร้อยแล้ว  
           จึงคงคำแนะนำ NEUTRAL ที่ TP19F 34 บาท โดยเราชอบ AEONTS มากกว่า (BUY, TP19/20F 235 บาท) มากกว่าจากสินเชื่อรวมยังเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

           KTC เป็นหุ้นที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลการดำเนินงานและราคาหุ้น จนมาถึงจุดที่ตลาดฯ เริ่มกังวลต่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งบริษัทก็มีแผนรักษาการเติบโตต่อเนื่องด้วยธุรกิจใหม่ นาโน-พิโกไฟแนนซ์ อย่างไรก็ตามดอกผลที่จะเกิดขึ้นจะได้เห็นในปีหน้า ขณะที่กำไรปีนี้ผู้บริหารเองก็ยอมรับว่าจะเติบโตระดับ 10% ซึ่งชะลอลงจากช่วงหลายปีก่อนหน้า ที่อาจยังคงกดดันต่อราคาหุ้นอยู่







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด