หุ้นเด่นวันนี้

CPF ระยะสั้นยังไร้เสน่ห์..รอลุ้นงบครึ่งปีหลังแจ่ม

CPF ระยะสั้นยังไร้เสน่ห์..รอลุ้นงบครึ่งปีหลังแจ่ม

เช้านี้ CPF ดิ่งนิวโลว์รอบ 4 เดือน คาดรับปัจจัยลบ ปิดโรงแปรรูปไก่ 5 วัน หลังพนักงานติดเชื้อโควิด 245 คน โบรกฯคาดกระทบรายได้เล็กน้อย 0.05%/ปี เท่านั้น กังวลประเด็นราคาเนื้อสัตว์ขาลงมากกว่า ชี้เนื้อหมูต่ำ 70 บ./ก.ก. อาจต้องหั่นเป้ากำไร แต่มองผลงานครึ่งปีหลังเด่นกว่าครึ่งปีแรก เหตุเข้าไฮซีซั่น – โควิดคลี่คลาย
 

*** นิวโลว์ 4 เดือน กังวลปิดโรงงานสกัดโควิด
 

ราคาหุ้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ช่วงเช้าวันนี้ (31 พ.ค.64) ร่วงไปทำจุดต่ำสุดที่ราคา 26.50 บาท ทำนิวโลว์ในรอบ 4 เดือน ก่อนปิดซื้อขายช่วงเช้าไปด้วยราคา 27 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ -0.92% มีปริมาณการซื้อขาย 131.22% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า

โดย สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น CPF ช่วงเช้าวันนี้ ปรับตัวลงไปทำนิวโลว์ในรอบ 4 เดือน เนื่องจากราคาหุ้นกำลังได้รับ Sentiment เชิงลบ หลังพบพนักงานที่โรงงานแปรรูปไก่ จ.สระบุรี ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 245 คน ส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ต้องสั่งปิดโรงงานดังกล่าวของ CPF ชั่วคราว (30 พ.ค. – 3 มิ.ย.) เพื่อทำความสะอาด และ ฆ่าเชื้อ
 

*** ปิดโรงงาน กระทบรายได้เล็กน้อยเท่านั้น
 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินการปิดโรงงานดังกล่าวของ CPF จำนวน 5 วัน จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของ CPF เพียง 0.05% เท่านั้น ขณะเดียวกัน CPF ยังมีโรงงานแปรรูปไก่ อีก 3 โรงงานที่สามารถช่วยแปรรูปไก่ทดแทนโรงงานที่ จ.สระบุรี ได้บ้าง ทั้งนี้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจเชื้อโควิด-19 ให้พนักงาน และค่าทำความสะอาดพ่นเชื้อต่างๆ แต่ค่าใช้จ่ายดังกล่าว จะไม่กระทบต่อกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า การปิดโรงงานดังกล่าวของ CPF ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งโรงงานดังกล่าว มีสัดส่วนรายได้เพียง 3% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น และแม้ว่า CPF จะไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ภายในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ และจำเป็นต้องปิดการดำเนินงานยาว จะกระทบรายได้ของ CPF เพียง 0.25% ต่อเดือน เท่านั้น

สอดคล้องกับ บล.กรุงศรี ที่ประเมินว่า หากการปิดโรงงานดังกล่าว มีความล่าช้าเกินกว่า 1 เดือน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจาก CPF มีธุรกิจต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานไก่เนื้อในไทย (Feed และ Farm) คิดเป็น 12% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าประเด็นนี้ จะทำให้รายได้ของ CPF ลดลงไม่เกิน 0.4% ต่อเดือน เท่านั้น
 

*** ที่น่ากังวลกว่า คือ ราคาเนื้อสัตว์ขาลง
 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า ราคาเนื้อหมูในประเทศไทย ที่เริ่มอ่อนตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 70 บาท/กิโลกรัม จะเป็นปัจจัยลบ กดดันให้กำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ของ CPF ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน

ขณะที่ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/64 ของ CPF มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาเนื้อสัตว์ที่อ่อนตัวลง จากการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ส่งผลให้ต้องปรับประมาณการยอดขายปี 64 ของ CPF ลงเป็น 4.92 แสนล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคาเนื้อหมูในประเทศไทย และเวียดนาม เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งปัจจุบันราคาเนื้อหมูในประเทศ ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 68 บาท/กิโลกรัม จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสาม ส่งผลให้การบริโภคในประเทศลดลง

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น อาจกดดันให้ราคาเนื้อหมูทรงตัวต่ำกว่า 70 บาท/กิโลกรัม ต่อไปอีกระยะ ซึ่งอาจทำให้ต้องปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 และราคาเป้าหมายของ CPF ลงด้วยเช่นกัน
 

*** แต่กูรูมองผลงานครึ่งปีหลัง เด่นกว่าครึ่งปีแรก
 

บล.กรุงศรี ประเมินว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ของ CPF จะเติบโตได้โดดเด่นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยหนุนจากไตรมาส 3 ของทุกปี เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ประกอบกับ ต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโมต่ำลง โดยคาด ต้นทุนกากถั่วเหลืองผ่านระดับสูงสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 1/64 และจะอ่อนตัวลงในช่วงไตรมาส 2/64 เนื่องจากเข้าฤดูเก็บเกี่ยวใหม่ 

โดย CPF มีสต๊อกข้าวโพดและกากถั่วเหลืองล่วงหน้า 3 - 4 เดือน ดังนั้น จึงคาดต้นทุนอาหารสัตว์จะลดลงในไตรมาส 2/64 และจะส่งผลต่อกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังประเมินส่วนแบ่งกำไรกิจการร่วมค้าของ CPF มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน อีกด้วย

ขณะที่ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่เหลือของปี CPF จะได้ส่วนช่วยจากการฟื้นตัวของการรับรู้ส่วนแบ่งกำไร จากกิจการร่วมค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะ CPALL หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายลง โดยประเมินปีนี้ CPF จะรับรู้กำไรจากกิจการร่วมค้า ราว 1.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วน บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า ผลกระทบราคาเนื้อหมูในประเทศจีน และเวียดนาม ที่อ่อนตัวลงในช่วงนี้ จะเป็นการอ่อนตัวลงในระยะสั้นเท่านั้น จากการเทขายหมู ของเกษตรกรจากการระบาดรอบใหม่ของโรค ASF แต่คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง จะไม่มีการเทขายดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว จึงทำให้ราคาเนื้อหมูในประเทศจีน และเวียดนามในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานในช่วงดังกล่าว
 

*** ระยะสั้นราคาหุ้นยังไม่ไปไหน แต่ระยะยาวยังพอไหว
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ราคาหุ้น CPF จะกลับมา Outperform ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) อีกครั้ง ต่อเมื่อการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ เริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจากปัจจุบัน อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น

ส่งผลให้กลุ่ม Food service หรือร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า รวมถึง โรงแรมต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดดำเนินการปกติ ดังนั้น กลยุทธ์ในระยะสั้น จึงแนะนำให้นักลงทุน Wait & see เพราะ CPF ยังขาดปัจจัยบวกใหม่ หนุนราคาหุ้นในระยะสั้น

ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส มองว่า ช่วงนี้ เป็นจังหวะเข้าทยอยสะสมหุ้น CPF เพื่อลงทุนในระยะกลาง – ยาว เนื่องจากมูลค่า (Valuation) ณ ปัจจุบัน มีความน่าสนใจ เพราะมีค่า PER เพียง 8 เท่า และ PBV เพียง 1.1 เท่า และคาดทิศทางผลการดำเนินงาน ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
 

*** โบรกฯ ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำ"ซื้อ" เนื่องจากมองว่า ณ ปัจจุบัน CPF มี Valuation น่าสนใจ ประกอบกับ ผลการดำเนินงานยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ตามการแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่ลาย ประกอบกับรับรู้ส่วนแบ่งบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น
 

บล.  คำแนะนำ ราคาเหมาะสม (บ.)
หยวนต้า   ซื้อ     49.50
กรุงศรี   ซื้อ     43.50
เอเชีย พลัส  ซื้อ     42.00
ฟิลลิป   ซื้อ     38.00
ราคาเฉลี่ย 43.25

หากอิงจากข้อมูลของนักวิเคราะห์ คงต้องยอมรับว่าการเข้าลงทุนระยะสั้นเพื่อหวังเก็งกำไรในหุ้น CPF ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเท่าไรนัก เนื่องจากในช่วงนี้ ดูเหมือนว่า CPF ยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาหนุนราคาหุ้น 

แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว อาจเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยเข้าสะสมหุ้น CPF หลังมูลค่าหุ้นขณะนี้ ปรับตัวลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี แต่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มเติบโตเด่นกว่าครึ่งปีแรก นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถคาดหวังเงินปันผลปี 64 คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ราว 3.6% จากการประเมินของนักวิเคราะห์ IAA Consensus ได้อีกด้วย ...







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด