หุ้นเด่นวันนี้

EA รู้แล้ว...กำไรนิวไฮถึงปี 63 แต่หลังจากนั้นล่ะ?

EA รู้แล้ว...กำไรนิวไฮถึงปี 63 แต่หลังจากนั้นล่ะ?

EA ไต่ระดับกลับมาทำนิวไฮรอบเกือบ 1 เดือน แม้ประเด็นกำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่องในปี 62 - 63 จะเป็นเรื่องที่ตลาดรับรู้อยู่แล้ว แต่การเติบโตหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร? ส่องปัจจัยบวกแรกคือ นโยบายผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐที่น่าจะทำให้ปี 63 ยอดจองทะลุ 5 พันคันได้สบายๆ สองคือ ธุรกิจแบตเตอร์รี่จะรับช่วงต่อดันกำไรนิวไฮถึงปี 65 และสุดท้ายธุรกิจดั้งเดิมอย่างไบโอดีเซลเริ่มทันสมัยขึ้น อาจเป็นพระเอกช่วยหนุนผลงานอีกแรง

 

ราคาหุ้น บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA เปิดตลาดวันนี้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดรอบเช้า 49.75 บาท ทำนิวไฮรอบเกือบ 1 เดือน และปิดตลาดในระดับเดียวกัน เพิ่มขึ้น 2 บาท หรือ 4.19% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 265.14% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า 

 

ตั้งแต่ EA เข้าสู่ตลาดหุ้นใน ม.ค. 56 ก็เดินหน้าทำกำไรสุทธินิวไฮต่อเนื่องมาโดยตลอดจากระดับ 267 ล้านบาทในปีแรก ขึ้นมาทำกำไรสุทธิไปได้ถึง 4,975 ล้านบาทในปี 61 คิดเป็นความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 18.6 เท่าจากวันแรกที่เข้าตลาด 

 

ส่วนครึ่งแรกปี 62 มีกำไรสุทธิ  2,653 ล้านบาท ลดลง 9.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนเพราะไม่มีกำไรพิเศษ ดังนั้นหากไม่นับรายการนี้ถือว่ากำไรเติบโตถึง 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

 

ปัจจัยที่ผลักดันราคาหุ้น EA มาโดยตลอดคือกำไรสุทธิที่มีแนวโน้มจะทำนิวไฮต่อเนื่องในปี 62 - 63 

 

บล.เอเซีย พลัส ฉายภาพกำไรสุทธิ ปี 62 - 63 ของ EA จะทำนิวไฮต่อเนื่องที่ 6,092 ล้านบาท และ 6,750 ล้านบาทตามลำดับ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาส 3/62 กำไรสุทธิจะเติบโตมาที่ 1.5 พันล้านบาท โต 7.2% QoQ ซึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าพลังลม 385 เมกะวัตต์ ได้รับผลบวกจากฤดูมรสุม และการรับรู้โรงไฟฟ้าหนุมานเต็มไตรมาส

 

ส่วนไตรมาส 4/62 กำไรจะทำจุดสูงสุดของปี จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หลังจากหมดฤดูฝน และได้ผลบวกจากธุรกิจไบโอดีเซลทั้งปริมาณและราคาขาย B100

 

ปี 63 จะรับรู้กำลังการผลิตไฟฟ้าครบทั้งหมดของบริษัท 664 MW เข้ามาเต็มปี แบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 278 MW และพลังงานลม 386 MW และรับรู้รายได้จากธุรกิจแบตเตอรี่ระยะแรก 1 GWh ส่วนประเด็นธุรกิจใหม่ๆ อาจต้องรอความชัดเจนก่อน

 

แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 56 บาท (วิธี SOTP) ราคาหุ้นที่ผ่านมาได้ผ่านการปรับฐานไปแล้วจนมีอัพไซด์ที่น่าลงทุน

 

แต่หลังจากปี 63 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประเด็นแรกคือ นโยบายสนบัสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล ที่น่าจะทำให้ยอดจองปี 63 ของ EA ทะลุ 5 พันคัน ไปได้สบายๆ

 

นางสาวออมสิน ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร EA เปิดเผยกับ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จากกรณีที่กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและผู้ผลิต จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น คาดหนุนยอดจองรถยนต์ไฟฟ้า "MINE Mobility" ของ EA ในปี 63 ไม่ต่ำกว่า 5 พันคัน โดยปีนี้ที่ทำไปได้แล้ว 5 พันคัน

 

ซึ่งหากอ้างอิงจาก บล.เคทีบี ที่ระบุ รถยนต์ไฟฟ้า MINE Mobility ของ EA มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่คันละ 1 ล้านบาท และคาดมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 20% ดังนั้นยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าน่าจะเข้ามาหนุนกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี (หมายเหตุ : คำนวณโดยกอง บก.)

 

ปัจจัยบวกที่สองคือธุรกิจแบตเตอรี่ ที่จะเข้ามารับหน้าที่ผลักดันกำไรสุทธิต่อจากธุรกิจโรงไฟฟ้า

 

    บล.หยวนต้า ระบุว่า ธุรกิจแบตเตอรี่ระยะแรก 1 GWh จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/63 โดยได้ประเมินการเติบโตไว้ที่ 36% CAGR ในปี 63 - 68 ดังนี้
    ปี 63 มีรายได้ 2,900 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 47 ล้านบาท     
    ปี 65 มีรายได้ 5,800 ล้านบาท กำไรสุทธิ 616 ล้านบาท 
    ปี 68 มีรายได้ 13,530 ล้านบาท กำไรสุทธิที่ 1,110 ล้านบาท (กำลังผลิตเพิ่มเป็น 3 GWh)
    ปี 70 มีรายได้ 17,395 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,894 ล้านบาท

 

ขณะที่ธุรกิจ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EA Anywhere) จะโตตามจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น ซึ่งแนวโน้มการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น โดยตัวเลขคาดการณ์สมาคมรถยนต์ไฟฟ้าไทยคาดจะเติบโต 13% เป็น 1.2 ล้านคันในปี 2579 

 

ปัจจัยบวกสาม ธุรกิจไบโอดีเซล อาจกลับมาเป็นพระเอก เพราะได้คิดค้น Bio-PCM เป็นรายแรกของโลก แม้รายได้โตไม่เยอะ แต่อัตรากำไรพุ่ง

 

นอกจากรัฐจะออกนโยบายหนุนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แล้ว รัฐยังช่วยตรึงราคาน้ำมันปาล์มดิบหนุนธุรกิจไบโอดีเซลด้วย โดยล่าสุดบริษัทได้เพิ่มสินค้า Green Diesel(GD)ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า B100 ถึง 10 เท่าเข้ามา

 

นอกจากนี้ EA ยังได้คิดค้น Bio-PCM เป็นรายแลกของโลกและจดลิขสิทธิ์ไปแล้ว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะกักเก็บความร้อนจากภายนอกในตอนกลางวัน และคายความร้อนเมื่ออากาศหนาวในตอนกลางคืน ส่งขายญี่ปุ่น และเยอรมันเป็นหลัก โดยมีกำลังผลิต GD และ Bio-PCM ขนาด 65 ตันต่อวันในปัจจุบัน และจะเริ่มก่อสร้างโรงงานระยะที่ 2 อีก 65 ตันต่อวันในปี 63

 

จากผลิตภัณฑ์ใหม่ คาดจะทำให้รายได้ธุรกิจดีเซลในปี 62 อยู่ที่ 3 พันล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 6.3% CAGR ในปี 63 - 68 เติบโตไม่มาก แต่อัตรากำไรขั้นต้นคาดเพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในปี 62 เป็น 10.6% ในปี 63 และ 16.8% ในปี 66 

 

จากแนวโน้มธุรกิจ ทำให้กำไรปี 63 - 65 นิวไฮต่อเนื่อง

 

บล.หยวนต้า ระบุเพิ่มเติมว่า ด้วยธุรกิจใหม่ทั้งหมด จะทำให้กำไรสุทธิจะทำนิวไฮต่อเนื่องไปถึงปี 65 อย่างไรก็ดีได้ประเมินกำไรสุทธิเบื้องต้นในปี 62 - 64 ไว้ที่ 6,152 ล้านบาท 6,990 ล้านบาท 7,980 ล้านบาท ตามลำดับ 

 

แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 60.24 บาทด้วยวิธี SOTP จากไบโอดีเซล 0.99 บาท พลังงานทดแทน 21.19 บาท แบตเตอรี่ 38.06 บาท 

 

แนวโน้มดูดี แล้วราคาตอนนี้แพงหรือยัง 

 

จากการสำรวจ IAA Consensus พบว่า 4 โบรกเกอร์ ให้ราคาเหมาะสมเฉลี่ยที่ 57.70 บาท โดยราคาเหมาะสมสูงสุดอยู่ที่ 62 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 52.50 บาท ดังนั้นราคาหุ้นในปัจจุบันมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสมเฉลี่ยอยู่ราว 16%

 

แต่หากเทียบกับค่า P/E เฉลี่ยของ EA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (จากฟังก์ชั่น P/E Zone Analysis บนโปรแกรม efin StockPickUp) อยู่ที่ราว 35 เท่า ก็นับว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังเทรดที่ P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

 

EA น่าจะยังรักษาการเติบโตของกำไรที่จะทำนิวไฮไปได้อีกหลายปี หากธุรกิจแบตเตอรี่ประสบความสำเร็จตามแผน แต่การที่ธุรกิจใหม่ของ EA เกือบทั้งหมดต่อยอดมาจาก"แบตเตอรี่" ก็เป็นความเสี่ยงเช่นกัน หากธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด