หุ้นเด่นวันนี้

AWC หุ้นดี แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

AWC หุ้นดี แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

AWC เริ่มแผ่ว หลังมีผลเข้าคำนวณ SET50-SET100 และ FTSE All-World Index ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่พบ NVDR ขายออก 2 วันต่อเนื่องรวมกว่า 100 ล้านหุ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าราคาจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ ซึ่งคงต้องมองไปถึงปัจจัยและความเสี่ยงในระยะถัดไป ว่าอะไรจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน 


หลังจากหุ้น บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 62 ที่ผ่านมา แม้ราคาจะเปิดเท่าราคาไอพีโอที่ 6 บาท แต่หลังจากนั้นก็สร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้รายย่อยอาจทนไม่ไหวอยากร่วมแจมในหุ้นตัวนี้ด้วย เพราะราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง จนแตะระดับสูงสุดที่ 6.80 บาท เมื่อวันที่ 17-18 ต.ค. ก่อนจะเริ่มมีแรงเทขายส่งผลให้หุ้นปิดล่าสุดที่ 6.55 บาท


**ใครเทหุ้น AWC 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจาก AWC เข้าเทรด NVDR มียอดซื้อต่อเนื่อง 4 วันทำการ (10-11 ต.ค. และ 15-16 ต.ค.)  ส่งผลให้มียอดถือครองรวม 192. 74 ล้านหุ้น ก่อนจะเทขายในวันที่ 17-18 ต.ค. รวมราว 101 ล้านหุ้น ส่งผลให้ยอดการถือครองลดลงเหลือ 91.49 ล้านหุ้น



**ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ AWC ปรับเพิ่มขึ้นหลังเข้าเทรด 

อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยเดียวที่ผลักดันราคาหุ้น AWC คือความ "ใหญ่" ของบริษัท เพราะหลังจากเข้าเทรดก็ได้ฟาสต์แทร็กเข้า SET50-SET100 ทันที เพราะคุณสมบัติเข้าเงื่อนไข

   - มาร์เก็ตแคปมากกว่า 1% ของทั้งตลาด (AWC 1.13%)
   - มาร์เก็ตแคปติด 20 อันดับแรก ใน SET50 (AWC = 1.92 แสนลบ.อันดับ 19 ณ ราคาไอพีโอ)


จากนั้นก็ตามมาด้วย FTSE ที่ประกาศนำ AWC เข้าคำนวนแบบ fast entry ในดัชนี FTSE All-World Index, FTSE MPF All-World Index, FTSE Global Large Cap, FTSE Emerging Index และ FTSE Global Style Index โดยมีผลวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา


ในขณะที่ MSCI คาดว่าจะประกาศเพิ่ม  AWC ในการคำนวณช่วงปลายปีนี้ เพื่อเริ่มใช้ในรอบต้นปีหน้า


**เปิดตัว GIC เข้าถือหุ้นใหญ่กว่า 7% โดยได้รับจัดสรรไอพีโอ 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการได้มา หุ้น AWC โดย GIC PRIVATE LIMITED ซึ่งเป็นการได้มา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มา คิดเป็น 7.4191% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ 


ทั้งนี้เป็นการจัดสรรหุ้นไอพีโอจาก MERRILL LYNCH (SINGAPORE) PTE. LTD. ซึ่งจะทำให้ GIC ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 แทนทันที


**ด้านราคาพื้นฐานไม่ต้องพูดถึง เพราะราคาไอพีโอของ AWC ที่ 6 บาท นับว่ามีพรีเมียมค่อนข้างมาก เทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบุชัดเจนในไฟลิ่ง

AWC ระบุในไฟลิ่งว่าราคาไอพีโอที่ 6 บาทต่อหุ้น พิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ที่ 5 เท่า โดยหากเทียบกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งมี P/BV เฉลี่ย 3.8 เท่า เป็นดังนี้ 


1.บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN มี P/BV ที่ 5.2 เท่า
2.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มี P/BV ที่ 4.3 เท่า
3.บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW มี P/BV ที่ 3.2 เท่า
4.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มี P/BV ที่ 2.5 เท่า


ส่วนมูลค่าเหมาะสมพบว่า AWC เป็นหุ้นบิ๊กแคปที่ไม่มีบทวิเคราะห์ประเมินมูลค่าที่เหมาะสม โดยมีเพียงแค่ บล.ทิสโก้ ที่คำนวณไว้ให้เป็นมูลค่ามาร์เก็ตแคป 


บล.ทิสโก้คาด AWC จะมีกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาทหรือคิดเป็นการเติบโต 210% YoY ใน 2019F หลังเพิ่มสินทรัพย์กลุ่ม 3 เข้ามา ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ AWC ที่มูลค่าตลาดที่ 198,000-207,000 ล้านบาท โดยวิธี DCF เนื่องจากรายได้ของบริษัทเป็น Recurring income เรามีสมมติฐาน WACC อยู่ที่ 6.7% (Rf ที่1.7%, CoE ที่ 11%, Market-risk premiumที่ 7.8%, average cost of debtที่ 4% และ terminal growth rate ที่ 1%)


ทั้งนี้ มูลค่าตลาดที่ 198,000-207,000 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของ AWC ที่ 30,957 ล้านหุ้น จะได้เท่ากับ 6.19-6.47 บาท


ความเสี่ยงที่สำคัญคือความล่าช้าในแผนโครงการใหม่ เงินลงทุนที่อาจจะสูงกว่าคาด การพึ่งพาผู้บริหารโรงแรมภายนอก ความขัดแย้งกับถือหุ้นรายอื่นๆรวมถึงการแข่งขันจากกลุ่มบริษัททีซีซี


หากคำนวณจากคาดการณ์กำไร AWC ของบล.ทิสโก้ที่ 1,400 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ จะได้กำไรต่อหุ้นที่ราว 0.04 บาท และราคาปิดที่ 6.55 บาท ทำให้ P/E สิ้นปีนี้จะลดลงเหลือ163 เท่า จากปัจจุบันที่ 302 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่  33.7 เท่า 


คิดเล่นๆ ว่า AWC ต้องมีกำไรเท่าไหร่ ค่า P/E จึงจะลงมาเทียบเท่าอุตสาหกรรม คำตอบก็คือต้องมีกำไรต่อหุ้น 0.19 บาท หรือมีกำไรสุทธิ 5,881 ล้านบาท


**อย่ามองข้าม DW เพราะล่าสุดเริ่มมีการออก DW ในฝั่ง Put แล้ว 

ตั้งแต่ AWC เข้าซื้อขายเพบว่ามีการออก DW ในฝั่ง Call (ฝั่งซื้อ)โดย 4 โบรกเกอร์ ประกอบด้วย บล.เจพีมอร์แกน บล.แมคควอรี่ บล.เคจีไอ และบล.บัวหลวง 


จากนั้นวันที่ 17 ต.ค. เริ่มมีการออก DW ในฝั่ง Put (ฝั่งขาย) โดยบล.เคจีไอ ต่อด้วยวันที่ 18 ต.ค. ออกโดยบล.บัวหลวง


** AWC มีหุ้นไม่ติด Silent Period จำนวน 6,984 ล้านหุ้น คิดเป็น 22.6% ของหุ้นทั้งหมด 

อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารของบริษัท” ที่ไม่ติด Silent period ที่มีจำนวน 6,984.09 หุ้น คิดเป็น 22.6% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้


แม้ว่า AWC จะเป็นหุ้นใหญ่ หุ้นดี ที่ทั้งกองทุนและต่างชาติต้องมีในพอร์ต แต่ราคาหุ้นนับว่าพรีเมียมมากตั้งแต่การตั้งราคาขายไอพีโอ ดังนั้นสำหรับรนักลงทุนายย่อยที่ต้องการเล่นทำกำไรตามน้ำ อาจต้องศึกษาความเสี่ยงและกำหนดจุดคัทให้ดีด้วย หากราคาไปต่อไม่ไหว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด