หุ้นเด่นวันนี้

SCGP ฝืนไม่ไหว...หุ้นแพ็คเกจจิ้งดิ่งทั่วโลก แต่ตอนนี้อาจเป็นโอกาส?

SCGP ฝืนไม่ไหว...หุ้นแพ็คเกจจิ้งดิ่งทั่วโลก แต่ตอนนี้อาจเป็นโอกาส?

ไม่น่าเชื่อว่าหุ้นขนาดใหญ่ และมีกรีนชูรองรับอย่าง SCGP จะหลุดไปซื้อขายกันในราคาต่ำจองง่ายๆ เช่นนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะราคาหุ้นธุรกิจแพ็คเกจจิ้งชั้นนำทั่วโลกกำลังร่วงหนักอยู่เช่นกัน และยังมีประเด็นลบเฉพาะตัวอ ย่างกำไรไตรมาส 3/63 ที่ออกมาหดตัว YoY อีกด้วย .... แต่ถ้านักลงทุนมองว่าตอนนี้เป็นจังหวะขาย ก็อาจไม่ใช่ความคิดที่ถูกเสียทีเดียว แต่เพราะอะไรนั้น ? ต้องติดตาม!


*** ราคาไหลลงต่อ หลังหลุดต่ำกว่าราคาไอพีโอวานนี้


วันนี้ราคาหุ้น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ยังคงไหลลงต่อเนื่อง หลังจากที่วานนี้ทำนักลงทุนใจหายเจอถล่มขายทีเดียวหลุดลงมาซื้อขายราคาต่ำกว่าไอพีโอที่ 35 บาททันที โดยที่วันนี้ราคาหุ้นไหลลงมาแตะจุดต่ำสุดรอบเช้าไปที่ 32.75 บาท ก่อนที่จะดีดกลับมาปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 34 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ -0.73%


ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลผ่านฟังก์ชั่น Volume Analysis ของโปรแกรม efin Stock Pick Up หลัง SCGP เข้าซื้อขายแล้ว พบว่ามีผู้ได้หุ้น SCGP ไปที่ราคา 32.75 บาท ทั้งหมด 973,800 หุ้น และส่วนใหญ่ซื้อขายหุ้นกันอยู่ที่ราคา 35 บาท จำนวน 162,848,300 หุ้น ดังนั้นการเข้าซื้อในราคาปัจจุบันถือว่าได้ต้นทุนต่ำกว่าที่คนส่วนใหญ่ถือครองอยู่เหมือนกัน!

สนใจใช้โปรแกรม คลิ๊ก 


*** ไม่น่าแปลก....ดิ่งทางเดียวกันทั่วโลก แถมงบไตรมาส 3/63 หดตัวอีก


การที่ราคาหุ้น SCGP ดิ่งหนักเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะหลังจากที่เข้าซื้อขายไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นในกลุ่มแพ็คเกจจิ้งทั่วโลก ที่ SCGP ใช้เป็นหุ้นอ้างอิงในการกำหนดราคาขายไอพีโอ ก็ปรับตัวลดลงแรงในทิศทางเดียวกัน "เรียกว่าเข้าตลาดมาแบบผิดจังหวะอย่างมาก!"

 

บริษัท ราคาหุ้น 22 ต.ค. ราคาหุ้นล่าสุด เปลี่ยนแปลง
SIG Combibloc Group AG 19.27 CHF 19.03 CHF -1.24%
SCGP 35 บาท 34 บาท -2.85%
Huhtamaki Oyj 43.04 EUR 41.64 EUR -3.25%
Graphic Packaging Holding Company 13.91 USD 13.25 USD -4.74%
Packaging Corporation of America 118.19 USD 111.93 USD -5.29%
DS Smith Plc. 294.80 GBX 277.80 GBX -5.76%
Amcor plc 11.04 USD 10.32 USD -6.52%
International Paper Co 46.59 USD 43 USD -7.70%
Sonoco Products Co 53.50 USD 48.89 USD -8.61%


อีกประเด็นก็คือความผิดหวังจากงบไตรมาส 3/63

ประเด็นนี้สร้างความกังวลให้นักลงทุน โดยเฉพาะในแง่ความเชื่อมั่น เพราะหลังจากเข้าซื้อขายเพียงไม่กี่วันก็รายงานกำไรหดตัวมาให้ชมกันเสียแล้ว ... วานนี้ SCGP กำไรสุทธิไตรมาส 3/63 อยู่ที่ 1.34 พันล้านบาท (0.43 บาท EPS), -30% QoQ และ -9% YoY โดยที่บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กรุงศรี ระบุว่า การที่กำไรสุทธิลดลง QoQ เนื่องจากการขาดทุนค่าเงิน 201 ล้านบาท จาก Fajar Indonesia เทียบกับที่มีกำไรค่าเงิน 872 ล้านบาทในไตรมาส 2/63 หากตัดผลกระทบค่าเงินออกไป กำไรปกติเติบโต 10% QoQ แต่ -4% YoY สู่ระดับ 1.6 พันล้านบาท


อย่างไรก็ดีในงวด 9 เดือนปี 63 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4.97 พันล้านบาท เติบโตถึง +22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าเติบโตได้ดีมากในจังหวะที่บริษัทควรจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปในไตรมาส 2/63


*** ทำไมตอนนี้ไม่ใช่จังหวะขาย ?


กำไรจะโตอีกครั้งในไตรมาส 4/63

การมองผลประกอบการในไตรมาส 3/63 ก็เหมือนมองบริษัทในช่วงก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ การตัดสินใจขายเพราะข้อมูลนี้จึงอาจไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก  โดยเฉพาะสิ้นปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อ SOVI ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไฟเบอร์ใหญ่อันดับที่ 6 ในเวียดนาม และดอกเบี้ยลดลง กำไรจะกลับมาโตอีกครั้งในไตรมาส 4/63


บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า การเข้าซื้อ SOVI จะเกิด Synergy ทั้งในด้านฐานลูกค้าที่หลากหลายขึ้น การมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากการซื้อกิจการสำเร็จในเดือน ธ.ค. 63 


โดยที่กำไรกลับมาเติบโตในไตรมาส 4/63 ด้วยฐานกำไรในปีก่อนที่ไม่สูงราว 1.2 พันล้านบาท เมื่อประกอบกับต้นทุนการเงินจะลดลงมากทั้ง QoQ , YoY จากการนำเงิน IPO ราว 1.3 หมื่นล้านบาท ไปชำระคืนสถาบันการเงิน ทำให้เราคาดการณ์ในเบื้องต้นว่ากำไรในไตรมาสหน้าจะแสดงการเติบโตได้ทั้ง QoQ, YoY นอกจากนั้น มองว่ารายได้ยังได้แรงหนุนจากยอดขายที่น่าจะเติบโตตามการขายสินค้าคงทนในช่วงปลายปีและการรวมกิจการ SOVI ในช่วงเดือน ธ.ค. 63


สถาบันต่างชาติถือหุ้นน้อย มีโอกาสเก็บหุ้นเพิ่มอีก


นอกจากนี้ SCGP ยังคงมีสถาบันต่างชาติถือหุ้นไม่มากเพียง 3% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีต่างชาติถือหุ้น 10 - 15% ซึ่งหมายถึงมีโอกาสที่ต่างชาติจะเข้ามาถือหุ้นมากขึ้นในระยะถัดไป ราคาหุ้นที่ลดลงต่ำกว่าราคา IPO จากการที่ตลาดผิดหวังกับตัวเลขกำไร "เราจึงมองเป็นโอกาสซื้อ"


*** ต่อไปคือช่วงซื้อกิจการ และขยายกำลังผลิต ถ้าตลาดโตจริงก็เข้าล็อค!


จะเห็นภาพการซื้อกิจการต่อไปอีก


บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หลังจากการเข้าซื้อกิจการในเวียดนามเสร็จสิ้นในปีนี้ จะมีดีลลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพราะมีเงินทุนจากไอพีโอราว 2.7 หมื่นล้านบาท ไว้ใช้ขยายธุรกิจ ทั้งนี้ หากรายได้ในไทยไม่หดตัวไปมากกว่านี้ เราคาดว่าน่าจะเห็นรายได้ในภาพรวมของ SCGP กลับมาเติบโตได้ หลักๆ จากการทำ M&A 


โดยบริษัทจะใช้ Business Model ที่มุ่งเน้นการขยายตัวแบบบูรณาการไปใช้ในต่างประเทศให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากกว่าไทยและ SCGP ยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่มาก 


อยู่ในช่วงขยายกำลังผลิต หนุนปี 64 รายได้แตะ 1 แสนล้านบาท และอาจสะท้อนว่าบริษัทเห็นแนวโน้มคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ?


บริษัทมีโครงการขยายกำลังผลิตที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างทั้งหมด 4 โครงการ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 8,266 ล้านบาท ได้แก่


1.โครงการขยายการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัว กำลังผลิตส่วนเพิ่ม 84 ล้านตารางเมตรต่อปี คิดเป็น 20% ของกำลังผลิตปัจจุบัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 543 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 4/63
     

2.โครงการขยายการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (containerboard) และกระดาษกล่องเคลือบขาว (duplex paper) ที่ประเทศอินโดนีเซีย มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี คิดเป็น 29% ของกำลังผลิตปัจจุบัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,735 ล้านบาท และคาดดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 1/64


3.โครงการขยายการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ที่ฟิลิปปินส์ มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 220,000 ตันต่อปี คิดเป็น 88% ของกำลังผลิตปัจจุบัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 5,388 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 3/64


4.โครงการขยายการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัวโดยมี ในประเทศไทย มีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 53 ล้านตารางเมตรต่อปี คิดเป็น 14% ของกำลังผลิตปัจจุบัน  โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท  คาดดำเนินการได้ในไตรมาส 3/64 


ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าหากโครงการดังกล่าวทั้ง 4 แห่งสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังผลิต และบริษัทรับรู้ผลประกอบการแบบเต็มปี จะทำให้บริษัทมียอดรายได้จาก 4 โครงการนี้ "ประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี" และหากอ้างอิงจากนายกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน SCGP ระบุ ในปี 64 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ทะลุ 100,000 ล้านบาท 


*** โบรกฯ แนะซื้อ แต่ราคาเหมาะสมไม่ได้สูงมาก


บล.กรุงศรี มีความเห็นว่า ราคาหุ้น SCGP น่าจะถูกกดดันจากแรงขายในระยะสั้น เนื่องจากความคาดหวังผลการดำเนินงานจากตลาด แต่หากมองในแง่ความต้องการ(Demand)สำหรับบรรจุภัณฑ์แล้วจะเติบโตเร็วกว่า GDP โลก เพราะได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ (e-commerce)

 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสม(บ.)
กรุงศรี ซื้อ 42
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซื้อ 39 - 45


การปรับตัวลงของหุ้นแพ็คเกจจิ้งทั่วโลกที่บริษัทนำมาใช้อ้างอิงราคาไอพีโอ เมื่อผนวกกับงบไตรมาส 3/63 ที่ออกมาลดลงแบบนี้  ย่อมทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในหุ้นตัวนี้ไปบ้าง ซึ่งก็ไม่แปลก แต่นักลงทุนควรมองไปที่โอกาสข้างหน้าด้วย 

เพราะหลังจากสิ้นปีนี้ พื้นฐานของ SCGP จะเริ่มเปลี่ยนแปลงทั้งการขยายไปตลาดโลกผ่านการซื้อกิจการ ดอกเบี้ยที่ลดลง กำไรกลับมาโตในไตรมาส 4/63 และสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศที่มีโอกาสเข้ามาถือเพิ่ม ทำให้ระยะถัดไปมีโอกาสสูงมากที่ราคาหุ้นจะฟื้นกลับมาได้เช่นกัน!







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด