หุ้นเด่นวันนี้

KBANK โดนถล่มขาย! จับตาคุมค่าฟี SME กระทบแค่ไหน?

KBANK โดนถล่มขาย! จับตาคุมค่าฟี SME กระทบแค่ไหน?

KBANK ยังน่าลงทุนอยู่ไหม หลังธปท.เตรียมออกเกณฑ์คุมค่าธรรมเนียมแบงก์ คาดเริ่มใช้ไตรมาสแรกปี 63 นำร่องลูกค้า SME โบรกฯชี้ KBANK โดนหนักสุด เหตุมีลูกค้ากลุ่ม SME มากสุด แถมล่าสุดเพิ่งโดนนักวิเคราะห์หั่นประมาณการกำไร เพราะค่าธรรมเนียมไม่โต!


ราคาหุ้น ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ลงไปแตะจุดต่ำสุดของวัน(4ธ.ค.)ที่ 146 บาท ก่อนมาปิดตลาดที่ 147 บาท ลดลง 5 บาท หรือ 3.29% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 196.48% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า


KBANK เป็นอีกหนึ่งในหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ราคาหุ้นปรับตัวเป็นขาลงมาตั้งแต่ต้นปี 61 สาเหตุหลักคือความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการยกเลิกค่าธรรมเนียม ขณะที่ผลการดำเนินงานก็ลดลงต่อเนื่อง ดังนี้

 

ปี กำไรสุทธิ(ลบ.) เปลี่ยนแปลง(YoY)
59 40,174 +1.77%
60 34,338 -14.52%
61 38,459 +12%
9M62 29,924 -4.78%


*** ล่าสุด KBANK เจอปัจจัยลบอีก! หลังธปท. เตรียมออกแนวทางคุมค่าธรรมเนียมแบงก์ เริ่มไตรมาส 1/63


หุ้นกลุ่มแบงก์ถูกปัจจัยลบอีกครั้ง หลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า อยู่ระหว่างออกแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงค่าธรรมเนียมการใช้บริการทางการเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับ Market Conduct สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของธนาคารพาณิชย์มากขึ้น


โดยคาดว่าภายในไตรมาส 1/63 จะสามารถออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการปรับปรุงค่าธรรมเนียมใหม่ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เป็นแนวทางในการคิดค่าธรรมเนียม และดูว่าค่าธรรมเนียมในปัจจุบันมีความเหมาะสมหรือไม่ หลังจากนั้นภายในกลางปี 63 ธปท. จะออกสุ่มตรวจโดยจะเริ่มที่ธุรกิจ SME ก่อน และลูกค้ารายย่อยในระยะถัดไป


ซึ่งสาเหตุมาจากธนาคารพาณิชย์ในไทยถูกร้องเรียนเรื่องค่าธรรมเนียมสูง


*** โบรกฯชี้ KBANK กระทบหนักสุด เพราะมีสัดส่วนลูกค้า SME อยู่มาก จนถูกแนะนำ "หลีกเลี่ยง" ไปก่อน


บล.เคทีบี ระบุว่า แนวทางลดค่าธรรมเนียมเป็นประเด็นลบ เพราะนำมาใช้ทันทีในไตรมาส 1/63 ซึ่งถือว่าเร็วมาก และจะส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมโดยตรง และหากเป็นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการให้สินเชื่อ(Loan Related Fee)จะส่งผลกระทบมาก เพราะธนาคารส่วนใหญ่มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้อยู่มาก 


ทั้งนี้ KBANK จะได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้มากที่สุด เพราะ ธปท. จะเริ่มจากลูกค้า SME ซึ่ง KBANK มีสัดส่วนลูกค้ามากที่สุด


บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า จากที่ KBANK มีสัดส่วนรายได้ลูกค้า SME มากสุดถึง 34% และธปท.จะเริ่มที่ลูกค้า SME ก่อน ดังนั้นจึงแนะนำว่าให้ "หลีกเลี่ยง" การลงทุนในธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ SME ค่อนข้างมาก อย่าง KBANK ออกไปก่อน


*** แม้ธนาคารพาณิชย์จะถูกร้องเรียนว่าค่าธรรมเนียมสูงไป แต่ก่อนหน้านี้ KBANK เพิ่งถูกปรับลดประมาณการกำไร จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง


บล.เคจีไอ ระบุ ได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 63 - 64 ลง 16 - 14% ตามลำดับ ตามการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมลงเหลือ -5% และ +2.5% ตามลำดับ (จากเดิม +6% และ 6% ตามลำดับ) จากการตัดรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อออกไป 2.4 พันล้านบาท เนื่องจากการนำมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 มาใช้ในปี 63 จะส่งผลกระทบทางลบกับ KBANK มากที่สุด


เนื่องจากประมาณสองในสามของรายได้ค่าธรรมเนียม up front จากสินเชื่อ 2.4 พันล้านบาท จะหายไปจากงบ P/L ในปี 63 ถึงแม้ว่า KBANK จะมีรายได้เพิ่ม 1.2 พันล้านบาทจากการบันทึก EIR ของการจดจำนอง แต่ก็ยังไม่พอที่จะชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่หายไปได้ 


นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาก็ยังฉุดให้รายได้ดอกเบี้ยลดลงประมาณ 3.3 พันล้านบาทอีกด้วย ดังนั้น เราจึงประเมินว่าการใช้มาตรฐานบัญชี IFRS9 และการลดดอกเบี้ยจะทำให้รายได้ของ KBANK ลดลงประมาณ 4.3 พันล้านบาท หรือ 11% ของกำไรสุทธิ 


และปรับลดอัตราการเติบโตของสินเชื่อในปี 63 - 64 เหลือ 4% และ 5% จากเดิม 8% และ 8% ตามลำดับ


*** จับตาสินเชื่อดิจิทัลอีกหนึ่งทางรอด จะเข้ามาพลิก KBANK ได้แค่ไหน ?


บล.เคจีไอ ระบุว่า การจับมือล่าสุดระหว่าง KBANK กับ LINE ตั้ง KS LINE จะเป็นเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการขยายสินเชื่อผู้บริโภค และก้าวไปสู่การพัฒนาออนไลน์ดิจิทัลแบงก์ ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นกับทุกภูมิภาคทั่วเอเชีย ดังนั้นกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ KBANK สามารถขยายโมเดลธุรกิจได้สองทาง ทั้งลูกค้าเดิม 17 ล้านบัญชี และ จากลูกค้าของ LINE ที่มีอยู่ 44 ล้านบัญชี 


ซึ่งจากการวิเคราะห์ sensitivity ของรายได้ และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจาก KS LINE หากมีสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น 5 พันล้านบาท - 2.5 หมื่นล้านบาท โดยใช้สมมติฐานผลตอบแทนสินเชื่อในช่วง 16% - 28%, ต้นทุนทางการเงินที่ 3.5%, สัดส่วนต้นทุน/รายได้ที่ 30%, และอัตราภาษีที่ 20% 


จากสัดส่วนการถือหุ้นใน KS Line ที่ 50% จะทำให้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิของ KS Line อยู่ที่ประมาณ 150 - 290 ล้านบาท จากสินเชื่อ 5 พันล้านบาท ซึ่งมี yield 16% - 28% โดยส่วนแบ่งกำไรจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 พันล้านบาท


จากแนวโน้มที่เป็นบวกจากการเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลแบงก์ ทำให้ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 194 บาท (จากเดิมที่ 213 บาท)


บล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า การที่ KBANK รุกการปล่อยสินเชื่อผ่านดิจิทัลเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อปี 63 อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 62 ที่ 2 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ารายย่อยที่มีศักยภาพ (High Potential Customer) แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอลง


แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายปี 63 ที่ 182 บาท อิงค่า PBV ที่ 1.0 เท่า


แม้ KBANK จะเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็อย่าลืมว่าพื้นฐานของธุรกิจหลักๆก็ยังมาจากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยอยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาให้ดีก็คือความชัดเจนของเกณฑ์คุมค่าธรรมเนียม ว่าจะบังคับในส่วนใดกันแน่?







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด