หุ้นเด่นวันนี้

OSP ล็อกดาวน์เมียนมา ..เจ็บหนักแค่ไหน?

OSP ล็อกดาวน์เมียนมา ..เจ็บหนักแค่ไหน?

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมา ประกาศล็อกดาวน์ประเทศ หลังพบการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ รอบ 2 ส่งผลให้ราคาหุ้น OSP ร่วงไปราว 7.1% เพราะ OSP เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วย เนื่องจากยอดขายในเมียนมาคิดเป็น 60% ของยอดขายต่างประเทศ แต่จะเจ็บหนักอย่างที่คิดหรือไม่? ต้องติดตาม!

 

*** ราคาหุ้นเข้าโหมดขาลง หลังล็อกดาวน์เมียนมา

 

ราคาหุ้น บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP วานนี้ (29 ก.ย.63)  ร่วงไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ราคา 35.50 บาท ก่อนปิดซื้อขายด้วยราคา 35.75 บาท ลดง 0.25 บาท หรือ -0.69% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 38.18% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า ซึ่งตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น OSP ปรับตัวลดลงราว 7.1% หลังรัฐบาลเมียนมาประกาศล็อกดาวน์ประเทศ และราคาหุ้นอยู่ในช่วงขาลงมาอย่างต่อเนื่อง

 

*** OSP เผชิญล็อกดาวน์รอบ 2

 

แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2/63 OSP จะไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 มากนัก โดย OSP ยังสามารถรายงานกำไรสุทธิจำนวน 804 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุที่ทำให้กำไรสุทธิในช่วงดังกล่าวของ OSP ยังคงเติบโต เพราะมีปัจจัยหลักจากการลดต้นทุน แต่เมื่อพิจารณารายได้ ปรับตัวลดลง 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์

สิ่งเหล่านั้นได้กลับมาเกิดขึ้นกับ OSP อีกครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 63 แม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรง เท่ากับในช่วงไตรมาส 2/63 ก็ตาม แต่ก็อาจทำให้อัตราการทำกำไรลดลงได้เช่นกัน เมื่อรัฐบาลเมียนมาประกาศล็อกดาวน์ประเทศในช่วงกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา  หลังพบการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศรุนแรง ซึ่ง OSP มีสัดส่วนรายได้จากประเทศเมียนมา คิดเป็น 60% ของยอดขายต่างประเทศ

 

*** กระทบแค่ไหน?

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า การล็อกดาวน์ประเทศของเมียนมาในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อ OSP ไม่มากเท่าไรนัก เนื่องจาก OSP มีสัดส่วนรายได้จากประเทศเมียนมา คิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การล็อกดาวน์ประเทศเมียนมาครั้งนี้ จะส่งผลให้การขนส่งสินค้าระหว่างชายแดนประเทศไทย และประเทศเมียนมา ทำได้ช้าลง นอกจากนี้ยังคาดว่าจะกระทบต่อยอดขายของ OSP แน่นอน แต่เป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากร้านค้าในประเทศเมียนมาต้องปิดให้บริการ และประชาชนออกนอกบ้านลดลง

ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า การล็อกดาวน์ของประเทศเมียนมา หลังพบการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 2 จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลประกอบการของ OSP เพียงระยะสั้น และเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าสัดส่วนยอดขายในประเทศเมียนมา จะคิดเป็น 60% ของยอดขายจากต่างประเทศ แต่คิดเป็นเพียง 9 - 10% ของยอดขายทั้งหมดเท่านั้น 

ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายของ OSP ในประเทศเมียนมา จะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงปลายไตรมาส 4/63 หลังรัฐบาลเมียนมา ประกาศคลายล็อกดาวน์ และยังได้แรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตเครื่องดื่มไปอยู่ที่ประเทศเมียนมา

ส่วน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การล็อกดาวน์ของประเทศเมียนมาครั้งนี้ จะปิดเฉพาะเมืองใหญ่เท่านั้น ซึ่งไม่ได้ปิดทุกเมืองทั่วประเทศเหมือนช่วงไตรมาส 2/63 ทำให้ผลกระทบครั้งนี้ไม่รุนแรงเท่าไรนัก ด้านโรงงานใหม่เพื่อบรรจุที่เปิดดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการดำเนินงาน เพียงแต่อาจจะมีผลต่อ SupplyChain ทำให้ส่งสินค้าได้ช้าลงเท่านั้น

 

*** โบรกฯ หั่นเป้ากำไรลง แต่ยังโต YoY

 

แม้ว่า นักวิเคราะห์หลายสำนักจะมีความคิดเห็นตรงกันว่า การล็อกดาวน์ประเทศของเมียนมา จะส่งผลกระทบเชิงลบกับ OSP เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือบรรดานักวิเคราะห์ ต่างปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ของ OSP ลงจากปัจจัยดังกล่าว แต่กำไรสุทธิที่นักวิเคราะห์ปรับใหม่ยังคงเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ตารางแสดงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ของ OSP โดย 2 สำนักวิเคราะห์

บล.  กำไรสุทธิปี 63 เดิม (ลบ.) กำไรสุทธิปี 63 ใหม่ (ลบ.)
ฟิลลิป 3,650 (+12%YoY)  3,526 (+8.2%YoY)
ดีบีเอส วิคเคอร์ส  3,712 (+14%YoY)  3,519 (+8%YoY)


 

*** ครึ่งปีหลังหวังโตจากในประเทศ

 

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองว่า แม้ OSP จะได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้ต้องปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ลงเหลือ 3.5 พันล้านบาท (เดิม 3.6 พันล้านบาท)  แต่ยังมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 63 ของ OSP จะเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี โดยได้แรงหนุนจากยอดขายในประเทศเป็นหลัก 

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 63 รัฐบาลไทยประกาศคลายล็อกดาวน์ และกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการใกล้ภาวะปกติ ส่งผลให้ Demand ในประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ OSP ยังขยายกำลังผลิตของเครื่องดื่ม C-vitt 15% ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ประกอบกับ มีการลดภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่ม Functional Drink ลงจาก 10% เหลือ 3% 

ขณะเดียวกัน OSP ยังมีโครงการลดต้นทุน Fit Fast Firm ที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 63 ซึ่งคาดว่ายังทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง และยังคาดว่า OSP จะได้ประโยชน์จากโครงการ “คนละครึ่ง” จากการเป็นผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาไม่แพง และขายผ่านทาง Traditional Trade กว่า 70%

สอดคล้องกับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ที่ประเมินว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ของ OSP จะอยู่ที่ 926 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมองว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/63 จะถูกผลักดันจากการขยายกำลังการผลิตของเครื่องดื่ม C-vitt และการประหยัดต้นทุนจากโครงการ Fit Fast Firm อีกทั้งภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่ม Functional Drink ลดลงจาก 10% เป็น 3% ตั้งแต่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา 

 

*** โบรกฯ ยังมั่นใจศักยภาพเติบโต แนะนำ"ซื้อ"

 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ"ซื้อ" เนื่องจากยังมองว่า ผลประกอบการของ OSP ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีศักยภาพเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี

บล.  คำแนะนำ ราคาเหมาะสมปี 64 (บ.)
ฟิลลิป ซื้อ 42.00
ฟินันเซีย ไซรัส ซื้อ 43.00
ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซื้อ 45.00
โนมูระ พัฒนสิน ซื้อ 48.00
เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  ซื้อ 50.00
ราคาเฉลี่ย 45.60

 

จากการประเมินของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ มองว่า การล็อกดาวน์ประเทศเมียนมา จะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับ OSP เท่านั้น ซึ่งกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ยังมีแนวโน้มเติบโตจาก Demand ในประเทศฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงราว 7.1% นับตั้งแต่มีข่าวล็อกดาวน์ประเทศเมียนมา และอยู่ในช่วงขาลงมาตลอด 

ดังนั้น หากนักลงทุนมั่นใจว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ของ OSP ยังมีแนวโน้มเติบโตจากแรงหนุนในประเทศ จังหวะนี้ก็เป็นโอกาสทยอยเข้าสะสมหุ้น OSP เพื่อเก็งกำไรงบไตรมาส 3/63 ได้เช่นกัน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด