วงการมองหุ้นไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว หลังคดีถอดถอนนายกฯมีความชัดเจน หนุน SET ต้นเดือน ก.ค.ฟื้นได้บ้าง แต่ยังต้องติดตามการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯต่อ ซึ่งคาดมีผลเชิงบวกอาจดันดัชนีหุ้นไทยไปต่อได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่เป็นผลดี ก็ตอบสนองเชิงลบแรงได้เหมือนกัน แนะกลางเดือนระวังความผันผวนเหตุกลุ่มแบงก์เริ่มรายงานงบฯ Q2/68 คาดไม่โดดเด่น ให้เป้าดัชนีทั้งเดือน 1,050 - 1,200 จุด กลยุทธ์ลงทุนส่วนใหญ่แนะธีมงบฯ Q2/68 เติบโตแข็งแกร่ง มีหุ้น 27 บริษัท แนะนำ พบถึง 15 หุ้น มีอัปไซด์มากกว่า 50% !
*** คาด SET ก.ค. เคลื่อนไหวกรอบ 1,050 - 1,200 จุด
"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เดือน ก.ค.นี้ พบว่า ส่วนใหญ่มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้บ้าง หลังผ่านความกังวลต่อประเด็นคำรองถอดถอนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ประกอบกับ การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังต้องระวังความผันผวนกลางเดือน หลังกลุ่มธนาคารพาณิชย์เตรียมรายงานงบการเงินไตรมาส 2/68 โดยทั้งหมดประเมินกรอบดัชนีเดือน ก.ค.นี้ไว้ที่ 1,050 - 1,200 จุด
บล. | กรอบดัชนี |
เอเซีย พลัส | 1,050 - 1,200 |
ฟินันเซียฯ | 1,050 - 1,180 |
หยวนต้า | 1,050 - 1,150 |
ลิเบอเรเตอร์ | 1,050 - 1,150 |
กสิกรฯ | 1,050 - 1,145 |
ดาโอ | 1,050 - 1,120 |
*** หุ้นไทยพ้นจุดต่ำสุด คดีนายกฯชัดหนุน SET ฟื้นได้บ้าง
"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินดัชนีหุ้นไทย (SET Index) เดือน ก.ค.2568 เคลื่อนไหวแบบ Side Way ในกรอบ 1,050 - 1,150 จุด โดยมองว่า SET Index ไม่น่าจะปรับตัวลงแรงกว่านี้ได้แล้ว เพราะคาดว่าหุ้นไทยได้ผ่านจุด Bottom Out ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในเดือน ก.ค.นี้ อาจมีปัจจัยลบที่กดดันดัชนีหุ้นไทยอยู่บ้าง คือ ประเด็นการเมืองในประเทศ ที่ต้นเดือนศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีมีคลิปเสียงสนทนากับ "ฮุน เซ็น" อดีตผู้นำกัมพูชา เข้าข่ายทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์หรือไม่ ? นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ค.นี้ ยังต้องตามต่อคดีที่รอการตัดสินของ "ทักษิณ ชินวัตร" ประเด็นชั้น 14 และ ม.112 ต่อไป
"แม้นายกรัฐมนตรีถูกศาลรับธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ SET Index มากนัก เนื่องจากรัฐบาลได้มีการทูลเกล้าถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ไปแล้ว ส่งผลให้เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่สะดุด เพราะคณะรัฐมนตรียังทำงานต่อไปได้ จึงไม่กระทบ SET อย่างรุนแรง" ณัฐพล คำถาเครือ กล่าว
เช่นเดียวกับ "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ ที่ประเมิน SET Index เดือน ก.ค.นี้ เคลื่อนไหวในกรอบ 1,000 - 1,150 จุด โดยมองว่า ในช่วงสั้นนี้ (ต้นเดือน) ตลาดหุ้นไทยจะได้รับ Sentiment เชิงบวก หลังนายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดทุนเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ทราบว่าผลคำตัดสินจะเป็นอย่างไร จะมีการเลื่อนที่ทำให้ยังไม่เห็นความชัดเจนหรือไม่ บรรยากาศการลงทุนก่อนหน้านี้จึงเป็นภาวะซึม ๆ เพื่อรอดูความชัดเจนดังกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มีการทูลเกล้าถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีความชัดเจนว่า "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" จะขึ้นมารักษาการนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ในช่วงที่ "แพทองธาร ชินวัตร" หยุดปฏิบัติหน้าที่ ภาพดังกล่าว ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นขึ้น เพราะผู้ที่ขึ้นมารักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังเป็นกลุ่มเดียวกันเหมือนเดิม ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลยังคงเดือนหน้าต่อไปได้
สอดคล้องกับ บทวิเคราะห์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ที่มองว่า รัฐบาลรักษาการในช่วงนี้จะยังสามารถทำงานที่จำเป็น รวมถึงทำ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ได้ แต่จะไม่สามารถยุบสภาได้ ทำให้โอกาสที่จะเกิดแรงฉุดทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไม่มี ดังนั้น SET Index จึงไม่ตอบสนองเชิงลบต่อประเด็นดังกล่าว
ด้าน "ภราดร เตียรณปราโมทย์" ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET Index เดือน ก.ค.นี้ ช่วงเช้าวันแรกของเดือนเคลื่อนไหวแบบ Sideway ออกข้าง แต่เมื่อเห็นความชัดเจนต่อประเด็นการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงกลับมารีบาวด์ได้ จากการคลาย Overhang ต่อประเด็นดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลยังมีแนวโน้มทำงานต่อไปได้จากการทูลเกล้าถวายรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ไปแล้ว โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวตลอดเดือนไว้ที่ 1,050 - 1,200 จุด
ฟาก "สรพล วีระเมธีกุล" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เสริมว่า การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยเดือน ก.ค.นี้ ในกรอบ 1,050 - 1,145 จุด โดยปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมือง แม้คดีนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่ยังมีคดีของ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่จะมีคำตัดสินของศาลฯออกมาตลอดเดือน ก.ค.นี้ อาจเป็นปัจจัยรบกวนตลาดหุ้นได้บ้าง

*** แนะจับตาคุยภาษี "ทรัมป์" ถ้ารู้เรื่องหนุน SET ต่อ
"ณัฐพล คำถาเครือ" กลับมากล่าวต่อว่า นักลงทุนยังต้องจับตาการเจรจาการค้าระหว่างไทย กับ สหรัฐฯ ที่คาดจะมีทิศทางเชิงบวกมากขึ้น ทำให้การขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯต่อไทยที่ก่อนหน้านั้นอยู่ในระดับ 36% จะปรับตัวลงมาได้ สะท้อนจากสหรัฐฯมีโทนเจรจากับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
สอดคล้องกับ "ภราดร เตียรณปราโมทย์" ที่ระบุว่า ในดือน ก.ค.นี้ ปัจจัยภายนอกดูสดใสขึ้น หลังหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ทำให้อาจเห็นการหมุนเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ค.นี้ได้บ้าง ประกอบกับ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับ ไทย มีโมเมนตั้มพูดคุยกันง่ายขึ้น จึงอาจเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย
ส่วน "สรพล วีระเมธีกุล" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในดือน ก.ค.นี้ แนะติดตามปัจจัยภายนอก คือ การเจรจาการค้าระหว่างไทย กับ สหรัฐฯ ถ้าการเจรจาเป็นบวก สามารถจบภายในสัปดาห์ที่มีการเจรจาได้เลย และสหรัฐฯยอมลดภาษีนำเข้าจากไทยลงมาเหลือที่ระดับ 10% จะช่วยเพิ่มอัปไซด์ต่อกรอบ SET Index ของเดือน ก.ค.นี้ ทะลุ 1,145 จุดได้
อย่างไรก็ดี การเจรจาดังกล่าวยังมีโอกาสออกได้อีก 2 หน้า คือ เป็นกลาง กล่าวคือยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และยังต้องเจรจาเพิ่มเติมภายหลัง ส่วนกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือ การเจรจาไม่เป็นผลและสหรัฐฯยืนยันเก็บภาษีนำเข้าจากไทยในอัตรา 36% ตามเดิม หากเป็นเช่นนี้ จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนีหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญได้เหมือนกัน
ด้าน บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เสริมว่า วันที่ 8 ก.ค.นี้ เป็นช่วงครบกำหนดผ่อนผันบังคับใช้ภาษีของ "โดนัลด์ ทรัมป์" คาดว่า อาจมีการประกาศปรับอัตราภาษีลงรายประเทศ อาจมีการหาจุดกลางได้ แต่ต้องติดตามประเด็นการไต่สวนของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ (31 ก.ค.นี้) หาก "โดนัลด์ ทรัมป์" ถูกตัดสินผิดจริงดังศาลการค้าระหว่างประเทศ การระงับหรือยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน
*** ระวังความผันผวนกลางเดือน หลัง บจ. เริ่มรายงานงบฯ
"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" กลับมากล่าวต่อว่า ในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่เริ่มรายงานงบการเงินไตรมาส 2/68 โดยประเมินทิศทางผลการดำเนินงานช่วงดังกล่าวไม่โดดเด่นมากนัก สะท้อนจากการเติบโตสินเชื่อที่ต่ำลง ขณะที่บางธนาคารเห็นสัญญาณหนี้เสีย (NPL) ปรับตัวขึ้นด้วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยช่วงดังกล่าวได้ด้วย
*** พบ 27 หุ้นเด่นเดือน ก.ค. เน้นธีมงบฯ Q2/68 แกร่ง
ขณะที่ เมื่อสำรวจกลยุทธ์การลงทุนจากโบรกเกอร์ทั้งหมด 7 แห่ง ปรากฏว่าในเดือน ก.ค.นี้ ส่วนใหญ่แนะนำกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/68 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีหุ้นแนะนำทั้งหมด 27 บริษัท ดังนี้
7 โบรกฯ คาด SET ก.ค.วิ่งกรอบ 1,050- 1,200 จุด พร้อมชี้เป้า 27 หุ้นเด่น |
บล. | ชื่อย่อหุ้น | เหตุผล | ราคาเหมาะสม (บ.) | %อัปไซด์* |
เอเซีย พลัส | PLANB | ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง | 10.6 | 115.45 |
CPALL | ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง | 79 | 79.55 |
BDMS | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 35 | 68.27 |
WHA | ลุ้นภาษีสหรัฐฯคลี่คลาย | 4.8 | 51.90 |
TRUE | ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง | 15.2 | 36.94 |
COCOCO | ลุ้นภาษีสหรัฐฯคลี่คลาย | 7.6 | 31.03 |
PR9 | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 31 | 30.25 |
PTT | ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง | 38 | 26.67 |
SCC | ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง | 210 | 25.00 |
หยวนต้า | BEM | Valuation น่าสนใจ | 9.5 | 98.74 |
CK | Valuation น่าสนใจ | 20 | 76.99 |
CPALL | Valuation น่าสนใจ | 65 | 47.73 |
ฟินันเซียฯ | ITC | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 23 | 98.28 |
NEO | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 49.5 | 92.23 |
SCGP | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 29 | 70.59 |
OSP | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 24 | 60.00 |
KCE | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 20 | 10.00 |
ดาโอ | CKP | ธุรกิจเข้าไฮซีซั่น | 4 | 80.18 |
CBG | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 79 | 61.22 |
MOSHI | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 58 | 44.10 |
TOP | ค่าการกลั่นฟื้นตัว | 36 | 33.33 |
PRM | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 7.5 | 32.74 |
CENTEL | รายได้โรงแรมฟื้นดีกว่าคาด | 29 | 19.83 |
เคจีไอ | CENTEL | อานิสงส์กระตุ้นท่องเที่ยว | 39 | 61.16 |
TOP | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 33 | 22.22 |
OSP | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 18 | 20.00 |
SYNEX | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 13 | 19.27 |
PTTGC | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 23 | 15.58 |
ลิเบอเรเตอร์ | GULF | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 60.89** | 57.14 |
CCET | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 7.60** | 39.45 |
PR9 | หุ้น Defensive | 30.11** | 26.51 |
ITC | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 13.50** | 16.38 |
PTTGC | อานิสงส์เศรษฐกิจจีนฟื้น | 22.35** | 12.31 |
กสิกรฯ | SYNEX | งบฯ Q2/68 จ่อโตแกร่ง | 16.6 | 52.29 |
BANPU | Valuation น่าสนใจ | 5.1 | 26.87 |
TRUE | งบฯ H2/68 มีแนวโน้มแกร่ง | 13.16 | 18.56 |
PTTGC | อานิสงส์เศรษฐกิจจีนฟื้น | 23.1 | 16.08 |
*อัปไซด์เทียบราคาปิด 30 มิ.ย.68 **ราคาเหมาะสมเฉลี่ยจาก IAA Consensus |
27 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 22 บริษัท โดยบริษัทนอกดัชนี SET100 ติดโผจำนวน 5 บริษัท กลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ติดโผมากสุด จำนวน 5 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ที่ติดโผจำนวน 4 บริษัท
บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เป็นบริษัทที่มีนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันมากที่สุด 3 แห่ง รองลงมา คือ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL), บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC), บมจ.โอสถสภา (OSP), บมจ.โรงพยาบาลพระรามเก้า (PR9), บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX, บมจ.ไทยออยล์ (TOP) และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่มีนักวิเคราะห์แนะนำตรงกัน 2 แห่ง เท่ากัน
*** ตะลึง "PLANB" ราคาหุ้นมีอัปไซด์สูงสุดถึง 115%
ทั้งนี้ บมจ.แพลน บี มีเดีย (PLANB) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันมีอัปไซด์มากที่สุดถึง 115.45% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 10.60 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 98.74% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 9.50 บาท/หุ้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกถึง 13 บริษัท ที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 50% ประกอบด้วย บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) ที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 98.28% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 23 บาท/หุ้น,บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท (NEO) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 92.23% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 49.50 บาท/หุ้น
ด้าน บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 80.18% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 4 บาท/หุ้น, บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 47.73 - 79.55% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 65 - 79 บาท/หุ้น, บมจ.ช.การช่าง (CK) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 76.99% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 20 บาท/หุ้น
ฟาก บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 70.59% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 29 บาท/หุ้น, บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 68.27% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 35 บาท/หุ้น, บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 61.22% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 79 บาท/หุ้น
ส่วน บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 19.83 - 61.16% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 29 - 39 บาท/หุ้น, บมจ.โอสถสภา (OSP) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 20 - 60% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 18 - 24 บาท/หุ้น, บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 57.14% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 60.89 บาท/หุ้น
ปิดท้ายด้วย บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 52.29% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 16.60 บาท/หุ้น และ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ราคาหุ้นมีอัปไซด์ 51.90% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 4.80 บาท/หุ้น
