ข่าวนี้ที่ 1

SET พ.ย.เสี่ยงร่วงแตะ 1,150 จุด - เปิดหุ้น 5 กลุ่มงบสวยน่าเก็บ

SET พ.ย.เสี่ยงร่วงแตะ 1,150 จุด - เปิดหุ้น 5 กลุ่มงบสวยน่าเก็บ

    หุ้นไทยปิดเดือนต.ค.หลุด 1,200 จุด ต่างชาติขาย 3 แสนลบ. ฟากโบรกฯ ประเมินตลาดเดือนพ.ย.ยังไม่น่าไว้ใจ เสี่ยงลงไปถึง 1,150 จุด หากการเมืองกลับมารุนแรง จับตาผลเลือกตั้งสหรัฐฯ - โควิด พร้อมเปิดโพยหุ้น 5 กลุ่มงบ Q3 เด่นน่าลงทุน  

 

* SET ปิดเดือน ต.ค.หลุด 1,200 จุด ต่างชาติขาย 3 แสนลบ. 
 
    ตลาดหุ้นไทยปิดเดือนต.ค.63 (30 ต.ค.63) ที่ระดับ 1,194.95 จุด ลดลง 6.69 จุด หรือ 0.56% มูลค่าการซื้อขาย 52,725 หมื่นล้านบาท จากความกังวลสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง หลังจากหลายประเทศในยุโรปเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่จนต้องประกาศล็อกดาวน์ และหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ในประเทศยังมีปัจจัยการเมือง และความกังวลผลประกอบการไตรมาส 3/63 ของบริษัทจดทะเบียนที่กำลังจะประกาศออกมา    

    ขณะที่สัดส่วนการซื้อขายนักลงทุนรายกลุ่ม ยังพบว่านักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิออกมาต่อเนื่อง โดยพบว่า 10 เดือน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ขายสุทธิออกมาแล้ว 2.99 แสนล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อสุทธิมากที่สุดเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ 2.40 แสนล้านบาท ตามมาด้วยนักลงทุนสถาบัน และ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ที่ซื้อสุทธิ  5.5 หมื่นล้านบาท และ  4.2 พันล้านบาท ตามลำดับ             

 

* ลุ้น "ไบเดน" นั่งปธน.สหรัฐฯ หนุนหุ้นไทย  

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนพ.ย.นี้ยังมีความผันผวน โดยมีปัจจัยสำคัญ ต้องติดตามไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

    ทั้งนี้หากผลการเลือกตั้ง ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ หากนายโจ ไบเดน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง มีโอกาสหนุนภาพรวมตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจที่ประนีประนอมกับต่างประเทศมากกว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินดังกล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากกำไรการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนน้อยกว่าตลาดภูมิภาค  
         
    ภาพรวมการระบาดรอบ 2 ในตลาดต่างประเทศที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อบรรยากาศตลาดหุ้นไทยทางอ้อมเท่านั้น

    "ต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้วตั้งแต่ต้นปีกว่า 3 แสนล้านบาท เพราะเข้าไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น หุ้น Tech ของสหรัฐฯ ซึ่งหากไบเดนชนะแม้จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นภูมิภาค ซึ่งอาจเห็นเม็ดเงินไหลกลับมาบ้าง แต่ไทยคงได้รับอานิสงส์แค่หางแถว เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนและการฟื้นตัวเศรษฐกิจเรายังน้อยกว่าเพื่อนบ้าน " นายวีระวัฒน์ กล่าว

 

* หวั่นการเมืองแรง ทำ SET แตะ 1,150 จุด  

    สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายวีระวัฒน์ กังวลเรื่องกลุ่มชุมนุมทางการเมือง ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงไม่รุนแรงจะมีแนวรับเพียง 1,180 จุด แต่หากมีสถานการณ์รุนแรง หรือภาครัฐบาลออกนโยบายที่จุดฉนวนความรุนแรง อาจเห็นภาพรวมดัชนีปรับตัวลดลงทดสอบแนวรับที่ 1,150 จุด ด้านกรอบแนวต้านประเมินที่ 1,230 และ 1,240 จุด    

     นอกจากนี้ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังน้อยกว่าตลาดภูมิภาคเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 

 

* แนะหุ้น 5 กลุ่ม งบ Q3 เด่นน่าเก็บ 

     สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส3/63 ที่ทยอยออกมาเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2/63 ซึ่งภาพรวมระดับดัชนีในปัจจุบันยังมีกลุ่มหุ้นที่ทยอยซื้อสะสมได้ ดังนี้  

    กลุ่มอาหารเครื่องดื่มได้แก่ TU , SAPPE , CBG   

    กลุ่มโรงพยาบาลที่รับประโยชน์ประกันสังคม BCH , CHG  
    
    กลุ่มสินค้า IT ได้แก่ SYNEX  

    กลุ่มสื่อสารหลังราคาปรับตัวลดลงมากแล้วก่อนหน้านี้ ADVANC , INTUCH  

    กลุ่มอสังหาริมทรัพย์หลังผลประกอบการไตรมาส3/63 ยังดีกว่าไตรมาส2/63 ต่างจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเริ่มชะลอตัวในไตรมาสนี้ ได้แก่ AP, ORI, SC  

 

* บล.ไอร่ามองกรอบ 1,220 -1,160 จุด 

    นายณรงค์เดช จันทรไพศาล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย.63 จะแกว่งตัวสร้างฐานอยู่ในกรอบ 1,220 - 1,160 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ หรือ โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง ก็จะทำให้ตลาดหุ้นคลายความกังวลเช่นกัน เพราะสหรัฐฯ จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมา

    ขณะที่ ปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มผ่อนคลายขึ้น หลังจากที่รัฐบาลประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ทำให้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมลดน้อยลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเตรียมพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งต้องติดตามต่อในช่วงกลางเดือน พ.ย.63 แต่ยังถือว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อ Sentiment ตลาด

    ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3/63 โดยรวมของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดยังออกมาไม่ดีมากนัก เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่คาดกำไรจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4/63 เนื่องจากเป็นช่วงที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

    ด้านการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ที่หลายประเทศมีการแพร่ระบาดรอบ 2 ยังเป็นปัจจัยที่ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเหมือนการแพร่ระบาดครั้งแรก เพราะครั้งนี้ภาคการผลิตไม่ได้รับผลกระทบเท่าที่ควร แต่ภาคบริการไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงส่งผลเสียไปยังกลุ่มหุ้นท่องเที่ยว และโรงแรม จึงแนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน

    ทั้งนี้ ในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่า 1,200 จุด ทำให้เริ่มมี Down side จำกัด กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำสะสมหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงเกินราคาพื้นฐาน แต่กำไรยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS และ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO 

 

* แนะรับมือหุ้นหลุด 1,200 จุด กลับมาใหม่หลังเลือกตั้งปธน.สหรัฐฯ  

    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์ (30 ต.ค.63) หลุด 1,200 จุด เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนสถาบันปรับพอร์ตการลงทุน ขณะที่ดัชนีดาวน์โจนส์ล่วงหน้าก็ติดลบราว 300 - 400 จุด จึงทำให้ Sentiment ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นไปในทางลบ

    ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,190  แนวต้าน  1,220 จุด สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงแนะนำเข้าเก็งกำไรแบบแบ่งไม่ซื้อในหุ้นที่คาดงบไตรมาส 3/63 จะออกมาดี ประกอบด้วย บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS และ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER 
     
    นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำกลับมาลงทุนอีกครั้งหลังวันที่ 3 พ.ย.63 เมื่อสิ้นสุดการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นในช่วงดังกล่าว จะเริ่มคลายความกังวลมากขึ้น

    ขณะที่ นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า  นอกจากดัชนีดาวน์โจนส์ล่วงหน้าที่ติดลบราว 500 จุด ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไม่มีปัจจัยที่เป็นบวกต่อตลาด

    ประเมินแนวรับ และแนวต้าน 1,185 - 1,205 จุด สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และงบไตรมาส 3/63 คาดออกมาดี ประกอบด้วย บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด