ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นรัฐบาลใหม่เกิน 275 เสียง ดัน SET พุ่งแตะ 1,660 จุด

ลุ้นรัฐบาลใหม่เกิน 275 เสียง ดัน SET พุ่งแตะ 1,660 จุด

    จับตาตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ฝากไว้กับประชุมรัฐสภาฯ นักวิเคราะห์ชี้หากฝั่งจัดตั้งรัฐบาลได้เก้าอี้เกิน 275 เสียง หนุนหุ้นพุ่งถึง 1,660 จุด  ชี้กลุ่มค้าปลีก - แบงก์ - EEC ตอบรับก่อนใคร ขณะที่กำไรบจ. Q1/62 ดีกว่าคาด อาจเป็นแรงหนุนให้ช่วยตัดสินใจเก็บหุ้นได้ง่าย ด้านปัจจัยลบ ยังมีผลกระทบจากเทรดวอร์กดดัน ชี้หากยังหวั่นให้ลงทุนในหุ้น  Defensive และหุ้นปันผลไปก่อน  ส่วนราคาน้ำมันยังไม่น่าไว้ใจ อาจกดดันหุ้นพลังงานต่อ           

     ตลาดหุ้นไทยปิดสัปดาห์ (21-24 พ.ค.62) ในแดนบวก หลังจากวันสุดท้ายของสัปดาห์มีแรงบวกจากความคาดหวังทางการเมืองในประเทศ  หลังมีการเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) เลือกประธานและรองประธาน  ก่อนที่ในวันเสาร์ที่ 25 พ.ค.2562 จะสู่ขั้นตอนเปิดประชุม สภาผู้แทนราษฎร โดยวาระแรกจะเป็นการเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานสภาฯ ถือเป็นตัวสะท้อนว่าพรรคการเมืองฝ่ายใด จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และจะมีคะแนนสนับสนุนเท่าไร ทั้งนี้โดยกลไกปกติที่ผ่านมาพบว่า ประธานสภาฯ จะมาจากพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนำในฝ่ายรัฐบาล
    โดยดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดการซื้อขายวันศุกร์ที่ 24 พ.ค. 62 ที่ระดับ 1,614 จุด เพิ่มขึ้น 4.33 จุด หรือ 0.27% มูลค่าการซื้อขาย 55,153.38 ล้านบาท   

*** ลุ้นรัฐบาลเกิน 275 เสียง หุ้นจะตอบรับเชิงบวก  
    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลในสัปดาห์หน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งให้จับตากรณีจัดตั้งรัฐบาลหากมีส.ส.เกิน 275 เสียง ตลาดหุ้นจะตอบรับในเชิงบวกมากมีโอกาสปรับตัวถึงแนวต้าน 1,650-1,660 จุด อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมีคะแนนเสียงเกินครึ่งเพียง 250 ต้นๆ คาดว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวแตะระดับแนวต้านเพียง 1,630-1,640 จุด   
    โดยการจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่ว่าจะเป็นขั้วการเมืองใดเข้ามามองว่าเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้น เพราะอย่างน้อยการเมืองไทยเดินหน้าสามารถเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นระบอบประชาธิปไตย ภาพรวมการลงทุนภาครัฐบาลเริ่มกลับมา ส่วนการลงทุนภาคเอกชนและภาคบริโภคยังมีแนวโน้มเติบโตดีช่วยหนุน 
    อย่างไรก็ตามไม่ว่าขั้วการเมืองฝั่งใดจะได้เป็นรัฐบาลจะช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีก , การลงทุน และธนาคารพาณิชย์ แต่หากขั้วเดิมกลับเข้ามาจะช่วยหนุนหุ้นในกลุ่ม EEC เพิ่มอีก 1 หมวด ทั้งนี้แนะนำหุ้นในกลุ่มที่อิงการลงทุนได้แก่ STEC , STPI , SCC , BTS เป็นต้น  

*** จับตานายกฯใหม่เรียกความเชื่อมั่นนลท.แค่ไหน   
     ฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส  ประเมินว่า กระบวนการในการโหวตเลือกนายรัฐมนตรีก็จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.2562 (27-31 พ.ค.62)   โดยในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นการโหวตจากคะแนนเสียงรวมของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งตัวเลขจำนวนที่ที่จะเข้ามาทำการโหวต ณ ปัจจุบันจะมาจาก ส.ส. 498 คน และ ส.ว. 250 คน โดยนายกรัฐมนตรีต้องได้รับคะแนนเสียงเกิน กึ่งหนึ่ง ของคะแนนเสียงรวม ในเชิงของกระบวนการแล้วต้องถือว่าทุกอย่างยังดำเนินไปตามกรอบเวลา ส่วนผลว่าพรรคการเมืองฝ่ายใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป โดยผลที่ออกมาจะเป็นบวกหรือลบ ต่อ SET Index คงต้องขึ้นอยู่กับ หน้าตาของรัฐบาลใหม่ ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้หับผู้ลงทุนได้มากน้อยเพียงใด

*** หมดการเมืองยังเหลือ Trade War
     บล.อาร์เอชบี เปิดเผยว่า  สัปดาห์หน้าคาดว่าจะมีความชัดเจนทางด้านการเมืองไทย  กำลังรอมติอย่างเป็นทางการจาก 2 พรรคคือ ประชาธิปปัตย์ และภูมิใจไทย  ทั้งนี้ยังมีการดึงเวลาเพื่อต่อรองตำแหน่งทางการเมืองและกระทรวง  ทั้งนี้เราคาดว่าตำแหน่งประธานสภาพรรคพลังประชารัฐน่าจะเก็บไว้เอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการควบคุมเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี  หรืออาจยกให้พรรคภูมิใจไทย เพราะสองพรรคนี้มีความใกล้ชิดกัน  ส่วนเสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้มีแรงซื้อเก็งกำไรตลาดหุ้นไทย  เราคาดว่ามีแนวโน้มที่รัฐบาลอาจจะได้เสียงบางส่วนเพื่อหนุนให้มีจำนวนสส. ในฝั่งรัฐบาลมีเสียงมากกว่า 270 เสียงขึ้นไป   
    บล.เคทีบี เปิดเผยว่า  ด้านปัจจัยในประเทศ คาดผลพวงจาก trade war และส่งออกไทยที่ชะลอตัว ส่งผลให้สถาบันวิจัยหรือหน่วยงานมีการปรับลด GDP ของไทยลงในช่วงสัปดาห์นี้ อาจมีผลลบต่อมุมมองนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต  ประกอบกับตลาดจะรอดูการประกาศตัวของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะตั้งรัฐบาล หลังจากเปิดประชุมรัฐสภาเป็นวันแรก ประเมินตลาดสัปดาห์หน้ายังไม่สดใสนัก มีdownside จากสงครามการค้า การจัดพอร์ตลงทุน ยังต้องเน้นเสี่ยงต่ำ และควรเพิ่มเงินสดในมือ (เรามีแผนจะปรับเงินสดเพิ่มจากเดิมที่ 30%) และเพิ่มสัดส่วน หุ้น Defensive และหุ้นปันผล  ประกอบด้วย AOT, CPALL, BEM, PTTEP, OSP, JMT* และเพิ่ม RATCH* เข้ามาจากแผนลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ๆ
  
*** กำไรบจ. Q1/62 ดีกว่าคาดถึง 10% เป็นจุดน่าซื้อหุ้น  
    บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า  ภาพรวมผลประกอบการ Q1/62 งบของบริษัทจดทะเบียนไทยรายงานแล้ว 521 บริษัท มีกำไรรวม 2.63 แสนล้านบาท ดีกว่าคาดการณ์โดย Bloomberg Consensus ยังมีผลประกอบการที่ดีกว่าคาดราว 10.3% สะท้อนพื้นฐานของ บมจ. ไทย ยังแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้ปัจจุบัน SET แกว่งที่ PE 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 15.8 เท่า ถือเป็นจุดที่น่าสนใจซื้อเชิงพื้นฐาน 1,620-1,550จุด 
    บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า  กำลังทบทวนตัวเลข EPS และเป้าหมาย SET Index ปีนี้ โดยมองเบื้องต้น downside ของ SET มีจำกัด เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียน Q1/62 ออกมาดีกว่าตลาดคาดถึง 7.7%

*** น้ำมันยังกดดันหุ้นพลังงาน      
    บล.ซีเอสจี ซีไอเอ็มบี เปิดเผยว่า คาดแรงซื้อของต่างชาติจะยังมีอยู่ และเป็นแรงหนุนดัชนี SET ในสัปดาห์หน้า โดยมีตัวแปร คือ ทิศทางราคาน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐ หากราคาน้ำมันดิบดูไบยังปรับตัวลงอีกน่าจะลงมาที่ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล ที่อาจกดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานลงได้อีก แต่คงไม่มากเพราะราคาหุ้นหลักของกลุ่มกำลังลงมาเทรดใกล้ราคาเป้าต่ำกว่าของนักวิเคราะห์ ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐ คาดยังปรับตัวลงต่อได้อีก แต่จะไม่แรงแรงขายหุ้นไทยเมื่อวานนี้เป็นผลโดยตรงจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และแรงกดหุ้นกลุ่มพลังงาน 
     
    
    


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด