ข่าวนี้ที่ 1

แบงก์ตั้งการ์ดสูง ฉุดกำไร Q4/63 ทรุดต่อเนื่อง

แบงก์ตั้งการ์ดสูง ฉุดกำไร Q4/63 ทรุดต่อเนื่อง

 
 
      “ทรีนีตี้” คาดกำไรกลุ่มแบงก์ Q4/63  มีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่อง หลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ กดดันทั้งระบบตั้งสำรองเพิ่ม รองรับความเสี่ยงเอ็นพีแอล เผย 9 เดือนแรก สำรองแล้ว 1.5 แสนลบ. เพิ่มขึ้น 63% YoY ด้าน TMB รับตั้งสำรอง Q4 เพิ่มต่อเนื่อง ส่วน SCB ยันฐานะแกร่ง เงินกองทุนสูงสุดในภูมิภาค

 

*** คาดกำไรกลุ่มแบงก์ Q4/63 ลดลงต่อเนื่อง 

    นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลดำเนินงานของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4/63 จะอ่อนตัวลงอีกจากไตรมาส 3 ที่ได้ทยอยประกาศกันออกมาเกือบทั้งหมดแล้ว เพราะจะได้รับผลจากค่าใช้จ่ายและการตั้งสำรองหนี้ที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้มีความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้สูงขึ้น 
    
    ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 1 ของภาครัฐ ในส่วนพักชำระเงินต้นระยะเวลา 6 เดือนครบกำหนด  ขณะที่ลูกหนี้บางส่วนที่พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งได้พ้นระยะเวลาการพักชำระไปแล้วและได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ต่อ ก็มีความเสี่ยงในเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไหลย้อนกลับมาได้

*** 9 เดือนแรก ตั้งสำรองแล้ว 1.5 แสนลบ. เพิ่มขึ้น 63%  
 
     จากรายงานผลประกอบการงวด 9 เดือน ธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง ที่ทางทรีนีตี้ทำการศึกษา ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารทหารไทย (TMB) และทิสโก้ (TISCO) พบว่า มีการตั้งสำรองหนี้ (ECL) งวด 9 เดือน อยู่ที่ 154,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 63% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 

            เนื่องจากแต่ละธนาคาร ได้มีการปรับแบบจำลองการตั้งสำรองหนี้ เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจในอนาคตและมีการตั้งสำรองส่วนเกิน เพิ่มเติม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต ส่งผลให้กำไรกลุ่มฯ งวด 9 เดือน อยู่ที่ 79,129 ล้านบาท ลดลง 37% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

     “หากดูตัวเลข NPLของ 6 ธนาคาร พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพราะยังได้รับผลจากการที่ลูกหนี้บางส่วนในปัจจุบันยังอยู่ในมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 1 จึงยังสามารถคุม NPL ได้แต่อนาคตก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง” นายธนภัทร กล่าว

     ?สำหรับคำแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร ยังคงให้น้ำหนักเท่ากับตลาด โดยแนะนำหุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ TISCO ราคาเป้าหมายที่ 89 บาท ขณะที่ยังแนะนำซื้อสำหรับธนาคารขนาดใหญ่เช่นกัน อาทิ BBL ให้ราคาเป้าหมายที่ 119 บาท SCB ให้ราคาเป้าหมายที่ 83 บาท และ KBANK ให้ราคาเป้าหมายที่ 95 บาท

*** SCB  ยันฐานะแกร่ง- เมินออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

     นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ธนาคารยังไม่มีความจำเป็นในการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ในระยะ 2 ปีนี้ โดยปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนสูงถึง 18.6% ซึ่งเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 อยู่ที่ 17% ถือว่าสูงสุดในภูมิภาค

     ขณะที่การตั้งสำรองหนี้ในไตรมาส 4/63 คาดว่าจะลดลงจากไตรมาส 3/63 ที่มีการตั้งสำรองไว้ที่ 13,000 ล้านบาท  เนื่องจากธนาคารมีการทยอยตั้งสำรองไปก่อนหน้านี้มากแล้ว ซึ่งเพียงพอรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

     “ตอนนี้ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นยังไง ความไม่แน่นอนมีสูง แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นในการออกหุ้นกู้ดังกล่าวในตอนนี้ถือว่าไม่ต้อง” นายมานพ กล่าว

      สำหรับสถานการณ์ลูกหนี้ที่ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือไตรมาส 3/63 มูลหนี้ที่ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือลดลงมาอยู่ที่ 630,000 ล้านบาท คิดเป็น 29% ของพอร์ตรวม จากไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 830,000 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของพอร์ตรวม โดยลูกค้าที่ออกมาจากมาตรการส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายย่อย ในขณะที่ลูกค้าประเภทเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ธนาคารยังต้องประคองลูกค้าและจับตาสถานการณ์ต่อไป

*** TMB รับ Q4 ตั้งสำรองเพิ่ม ลากยาวอีกอย่างน้อย 2 ไตรมาส

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า แนวโน้มการตั้งสำรองไตรมาส 4/63 ยังคงเพิ่มต่อเนื่อง และยาวนานออกไปอีกอย่างน้อย 2 ไตรมาส โดยที่เห็นในปัจจุบัน คือ ภาคแรก ซึ่งมาจากการพักหนี้รอบแรก ไมว่าจะเป็นหนี้รถ หนี้บ้าน โดยหลังประกาศออกไปจึงเห็นการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาส 2/63 และ ก็ปรับลดลงในระยะถัดมา

     ขณะที่ไตรมาส 4/63 จะเห็นผลกระทบลูกค้าจากสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งจะครบมาตรการในเดือนนี้ โดยหากธนาคารประเมินแล้วว่า ลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็จะกลายเป็น NPL หรือขั้นที่ 3 คือ ในเดือน พ.ย.
 ธ.ค. ปีนี้ และ ม.ค. ปีหน้า ที่จะเห็น NPL เพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือน ม.ค. ซึ่งธนาคารได้ทยอยตั้งสำรองล่วงหน้าไปแล้ว

     “ไตรมาส 4 จะเริ่มเห็นอาการชัดขึ้น และจะไปเห็นอาการเต็มในไตรมาส 1/64 โดยเราจะต้องเป็นอย่างนี้อีก 2 ไตรมาส ดังนั้น จะปล่อยให้ตกอิสระไม่ได้ เรื่องมาตรการกระตุ้น การจับจ่าย มาตรการพยุงการจ้างงาน เริ่มเอานักท่องเที่ยวกลับมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น  ไม่อย่างนั้นแล้วจะปล่อยให้ตกอิสระ อิสระหมายความว่า เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่หายไปจากนักท่องเที่ยว การจ้างงานหายไป การจับจ่ายหายไป การบริโภคหายไป อันนี้ภาพไตรมาส 4/63 และไตรมาส 1/64 จะออกมาเลวร้าย” นายปิติกล่าว

     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กลุ่มแบงก์ กำไร Q3/63 ทรุด 44.79% เหลือ 2.97 หมื่นลบ. เหตุสำรองฯ พุ่ง
 



Tags:

SCBTMB




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด