ข่าวนี้ที่ 1

SCGP ลั่นเทรดวันแรกคึกคัก โบรกฯชี้เป้า 41 บาท

SCGP  ลั่นเทรดวันแรกคึกคัก โบรกฯชี้เป้า 41 บาท

"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)" ได้ฤกษ์เข้าเทรดวันแรก ที่ปรึกษาฯมั่นใจพื้นฐานแกร่ง นักลงทุนให้การตอบรับดี ลุ้นเข้าคำนวณดัชนี SET 50 ทันที ด้าน"โบรกเกอร์"ให้ราคาเหมาะสม 41 บาท ประเมินธุรกิจเติบโตต่อเนื่องระยะยาว

*** ตลท.รับ SCGP เข้าเทรด มาร์เก็ตแคป ณ ราคาไอพีโอ 1.4 แสนลบ.

    นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า  ตลท.รับหุ้นบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)  หรือ SCGP ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.เป็นต้นไป

    SCGP ดำเนินธุรกิจโดยการลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร และ ธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยรายได้หลักกว่า 80% มาจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการนำเสนอสินค้าและบริการด้วยโซลูชันที่หลากหลายกว่า 120,000 รูปแบบ (SKUs) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม 

             จากข้อมูลการสำรวจในปี 2562 บริษัทเป็นผู้ประกอบการกระดาษบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกและบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 36% โดยผู้ประกอบการอันดับที่ 2 มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 12% ทั้งนี้ บริษัทนับเป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตรวม 4 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันมีโรงงานผลิตในทุกสายธุรกิจ รวม 40 แห่ง ตั้งอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย

    SCGP มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 4,253.55 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 3,126 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเพิ่มทุน 1,127.55 ล้านหุ้น (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวน 169.13 ล้านหุ้น) เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในระหว่างวันที่ 28 ก.ย. - 7 ต.ค.63 ในราคาหุ้นละ 35.00 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 39,464.25 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 148,874.25  ล้านบาท โดยมี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB  เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ 2 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

     SCGP มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในแต่ละปี ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและหลังหักสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ ทั้งนี้ อาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลแตกต่างไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ได้ ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ สภาพคล่องทางการเงิน และความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อบริหารกิจการ และแผนการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ

     SCGP มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO ได้แก่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ถือหุ้นรวม 68.81% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ทั้งนี้ ภายหลังจากการจัดหาหุ้นและดำเนินการส่งมอบหุ้นคืนแล้ว สัดส่วนการถือหุ้นของ SCC จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 70% ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ 
 
*** พร้อมเข้าเทรด มั่นใจตอบรับดี

     นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 22 ต.ค.63 ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดบรรจุภัณฑ์ โดยใช้ชื่อย่อ “SCGP” ในการซื้อขายหลักทรัพย์ คาดว่าด้วยศักยภาพของบริษัทฯ ที่เป็นผู้นำธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน จะสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนที่ต้องการร่วมเติบโตไปพร้อมกับ บริษัทฯ

     หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SCGP จะนำเงินจากการระดมทุนมาใช้ขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยวางแผนขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง พร้อมกันนี้ได้วางโมเดลธุรกิจ Packaging Solutions ที่แตกต่างเพื่อตอบสนองความต้องการด้านบรรจุภัณฑ์แก่ลูกค้า ตลอดจนรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

     นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า คาดว่า SCGP จะเป็นหุ้นที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่โดดเด่น โดยเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี มีการพัฒนาโมเดลธุรกิจและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง มีสินค้าที่ครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ มีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย มีการนำเสนอโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามความต้องการเฉพาะแต่ละราย รวมถึงดำเนินธุรกิจโดยใส่ใจการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อความยั่งยืน

*** ลุ้นเข้าดัชนี SET50

    นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น IPO ของ SCGP ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินแก่ SCGP รองรับขยายธุรกิจต่อไป จึงเชื่อว่าหลังจากเข้าซื้อขายหลักทรัพย์วันแรก จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยคาดว่า SCGP จะเข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ที่คำนวณดัชนี SET 50 ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

  ทั้งนี้ SCGP เป็นบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างและมีผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการอย่างครบวงจร ในช่วงที่ผ่านมาจึงสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน รวมถึงมีจุดเด่นที่น่าสนใจ เช่น เป็นผู้นำธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรที่จะได้รับแรงเสริมจากการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์ที่มีการออกแบบโดยคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภค สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในยุค New Normal ได้อย่างดี นอกจากนี้ SCGP ยังดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก ESG หรือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นแนวคิดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

***   6  เดือนแรก กำไรโต 40%
     SCGP รายงาน ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 กำไร 1,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินกู้ยืมสกุลดอลลาร์สหรัฐของ PT.Fajar Surya Wisesa Tbk. (“Fajar”)

    โดยบริษัทมีรายได้จากการขาย 21,636 ล้านบาท ลดลง 11% จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานของทั้งสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร รวมถึงสายธุรกิจเยื่อและกระดาษที่ลดลง

     ส่วนงวดครึ่งแรกปี 63 มีกำไรสุทธิ 3,636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในไตรมาสที่ 2/ 62 มีการบันทึกค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ของพนักงาน ซึ่งได้ปรับเงินชดเชยของลูกจ้างตามกฎหมายเพิ่มเติม เป็นจำนวน 527 ล้านบาท
    
    โดยครึ่งปีแรกมีรายได้จากการขาย  45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากการขายจากสายธุรกิจเยื่อและกระดาษลดลง และมี EBITDA  8,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรวมผลการดำเนินงานของ Fajar และ Visy Packaging Thailand Limited (“Visy Packaging Thailand”)

*** โบรกฯชี้เป้า 41 บาท

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุการเข้ามาทำการซื้อขายของ SCGP  ในราคาไอพีโอที่ 35 บาท  ฝ่ายวิจัยทำ Fair Value ปี 2564 ไว้ที่ 41 บาท 

    ทั้งนี้การเข้ามาของ SCGP น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่จะเข้าคำนวณ SET50 Index แบบ Fast Track ซึ่งน่าจะทำให้เห็นการปรับน้ำหนักการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน โดยระยะสั้นยังอาจทำให้เห็นการปรับฐานของ SET50 ลงมาได้อีกเล็กน้อย

    ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่าหุ้น SCGP มีความน่าสนใจ เพราะคาดธุรกิจและกำไรในปี 64 ฟื้นตัวจากฐานปีนี้ต่ำ จากผลกระทบจากโควิด-19 และประเมินว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว จากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส e-commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการบรรจุภัณฑ์รวมที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจ, โอกาสขยายตัวที่มีอีกมากของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในภูมิภาคอาเซียน 

    นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพหลังควบรวมบริษัท Fajar และ Visy Packaging Thailand , คาดอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น และดอกเบี้ยจ่ายที่จะลดลงจากากรใช้คืนเงินกู้หลังจากได้รับเงินจากไอพีโอ 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด