ข่าวนี้ที่ 1

SET มุ่งสู่ 1,400 จุด หวั่นการเมืองฉุดอัพไซด์จำกัด

SET มุ่งสู่ 1,400 จุด หวั่นการเมืองฉุดอัพไซด์จำกัด

    โบรกฯ ประสานเสียง SET สัปดาห์นี้(23-27 พ.ย.)มุ่งสู่ 1,400 จุด แต่แอบหวั่นอัพไซด์เริ่มจำกัด เหตุการเมืองยังร้อน - ตัวเลขส่งออกยังกดดัน พร้อมมองเกณฑ์สกัดบาทแข็งของธปท.หนุนตลาดไม่มาก แต่ยังแนะกลุ่มหุ้นน่าเก็บ ทั้งส่งออก - แบงก์ - ท่องเที่ยว - โรงพยาบาล และอาหาร  

    ตลาดหุ้นไทยปิดสัปดาห์ (16-20 พ.ย.63) อย่างร้อนแรง โดยวันศุกร์ที่ 20 พ.ย.63 ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,389.34 จุด เพิ่มขึ้น 19.92 จุด หรือ 1.45% มูลค่าการซื้อขาย 90,575.97 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนซื้อขายนักลงทุนแต่กลุ่มพบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,386.95 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,923.42 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1,526.19ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 5,836.56 ล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมิว่าในสัปดาห์นี้ (23-27 พ.ย.63) ดัชนีฯ จะขึ้นไปทดสอบ 1,400 จุด  
 
* คาด SET ขึ้นสู่ 1,400 จุด แต่อัพไซด์เริ่มจำกัด   

    นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (23-27 พ.ย.63) มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่สำคัญคือช่วงดัชนี 1,400 จุด แต่อัพไซด์เริ่มน้อยลง เนื่องจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นจากช่วงดัชนี 1,200 จุด หลังได้รับปัจจัยบวกภายนอก อาทิ การชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโจ ไบเดน และการคิดค้นวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำเร็จ โดยมองว่า 2 ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลเชิงบวกกับตลาดหุ้นไทยมากแล้ว 

    ขณะที่ สัปดาห์นี้ยังมีปัจจัยลบกดดันตลาดจากปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มราษฎรในวันที่ 25 พ.ย.นี้  โดยประเมินกรอบแนวรับ แนวต้าน SET Index สัปดาห์หน้าที่ 1,330 - 1,410 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นรายตัวที่ราคายัง Lagard ประกอบด้วย บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL และ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 
    
* ระวังการเมือง - ตัวเลขส่งออก ยังกดดัน  

    นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในช่วงสัปดาห์นี้ (23-27 พ.ย.63) มีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 1,400 จุด แต่เป็นลักษณะแกว่งตัว Side way   เนื่องจากมีปัจจัยการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคณะราษฎร ซึ่งคาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์บังคับใช้กฏหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุม 

    นอกจากนี้ การประกาศตัวเลขการส่งออกเดือน ต.ค.63 ของประเทศไทย ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ตลาดคาดว่าจะติดลบ 6% หนักกว่าในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ติดลบ 3.86% จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบสองในต่างประเทศ 

    ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการควบคุมค่าเงินบาท ยังไม่ใช่ปัจจัยที่กระทบกับตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามากนัก เนื่องจากตลาดยังไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อมาตรการดังกล่าวของ ธปท. สะท้อนจากค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่า

    ทั้งนี้ประเมินกรอบแนวรับ แนวต้านของ SET Index ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ 1,341 - 1,400 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากมองว่าเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัย ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU 

    นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการรถยนต์ในจีน และยุโรปฟื้นตัว ประกอบด้วย บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA

* เปิดหุ้น 4 กลุ่มพ้นจุดต่ำสุด ทยอยฟื้นตั้งแต่ Q4 

     บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)  Q4/63 และทั้งปี 63 คาดว่ากลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคและท่องเที่ยวในประเทศจะฟื้นตัวต่อ QoQ สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่งออกจะถูกกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง กลุ่มธนาคารยังตั้งสำรอง ECL สูง กลุ่มพลังงานคาดว่าจะมีกำไรจากสต็อกเล็กน้อยถ้าราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน ซื้อสูงกว่าระดับปิดสิ้น Q3/63 ประมาณ4-5%

    ส่วนกลุ่มอื่นๆ มีทั้งดีขึ้นและอ่อนลง แต่โดยภาพรวมในเบื้องต้นประเมินว่ามีโอกาสที่กำไรสุทธิตลาดหุ้นไทยใน Q4/63F จะดีขึ้นต่อ QoQ ซึ่งทำให้ทั้งปี 63F กำไรสุทธิโดยรวมจะ -47%YoY เป็น 5.1 แสนล้านบาท (9M63 เท่ากับ 3.5แสนล้านบาท)

    ในเชิงกลยุทธ์ กลุ่มหลักที่ปรับมุมมองดีขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์, กลุ่มพลังงาน, กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง เนื่องจากคาดว่าทั้ง 4 กลุ่มหลักได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและกำลังทยอยฟื้นตัว โดยเศรษฐกิจที่กระเตื้องขึ้นทำให้ความเสี่ยงของสถาบันการเงินลดลง และฐานะเงินกองทุนธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปได้ (ธปท.จึงอนุมัติให้แบงก์จ่ายปันผลสำหรับปี 63 แบบมีเงื่อนไขได้ คือ อัตราการจ่ายไม่เกินปี 62 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิ)

     ด้านราคาน้ำมันทยอยปรับขึ้น (แต่จะไม่เร็ว) มีโอกาสที่กลุ่มโอเปกพลัสจะเลื่อนการผลิตเพิ่ม 2ล้านบาร์เรลออกไปอีก 3-6 เดือนเพราะโควิดระบาดระลอกใหม่

    การท่องเที่ยวและเดินทางในประเทศคึกคักขึ้นจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลและคาดว่าในปี 64 จะทยอยฟื้นตัว รวมทั้งเมื่อมีวัคซีนโควิดใช้อย่างแพร่หลายในอีก 12-15 เดือนข้างหน้า ธุรกิจก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

* เปิด 11 หุ้นเด่นน่าเก็บ 

    สำหรับหุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ KBANK (ราคาเป้าหมาย 107 บ.) ส่วนกลุ่มพลังงานเป็น PTT (ราคาเป้าหมาย 43 บ.), PTTEP(ราคาเป้าหมาย 101 บ.) และหุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยวและขนส่งเป็น ERW (ราคาเป้าหมาย 3.30 บ.), BEM(ราคาเป้าหมาย 10 บ.), BTSGIF (ราคาเป้าหมาย 7.20 บ.)

    ส่วนกลุ่มที่เรายังคงชอบอยู่คือ อาหารและโรงพยาบาล เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความจำเป็นในชีวิตประจำวัน และธุรกิจกำลังทยอยฟื้นตัว หุ้นเด่นในกลุ่มอาหาร คือ CPF (ราคาเป้าหมาย 36 บ.), GFPT (ราคาเป้าหมาย 15.40 บ.) ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลเป็น BDMS (ราคาเป้าหมาย 25 บ.), CHG (ราคาเป้าหมาย  3  บ.), RJH (ราคาเป้าหมาย 29 บ.)







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด