ข่าวนี้ที่ 1

JAK ประเดิมไอพีโอตัวแรกของปี กูรูให้เป้า 2.48-2.70 บาท

JAK ประเดิมไอพีโอตัวแรกของปี กูรูให้เป้า 2.48-2.70 บาท

          " จักรไพศาล เอสเตท (JAK)"  พร้อมลงเทรดวันแรก 18 ม.ค. นี้ ประเดิมไอพีโอตัวแรกของปี 64  ระดมทุนลุยธุรกิจอสังหาฯ  โบรกฯ มองแนวโน้มกำไรปีนี้โต 3 เท่า ทะลุ 75 ลบ.  ให้ราคาเหมาะสม 2.48-2.70 บาท

          ***ตลท. รับ"บริษัท จักรไพศาล เอสเตท (JAK) เข้าเทรด 18 ม.ค.นี้"

         นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ระบุว่า mai ยินดีต้อนรับบริษัท  จักรไพศาล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ JAK เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “JAK” ในวันที่ 18 ม.ค.64

          JAK เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยโครงการแนวราบที่ผ่านมาของบริษัทอยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี อยุธยา ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีโครงการที่ปิดการขายแล้วรวม 6 โครงการ ในส่วนคอนโดมิเนียม บริษัทพัฒนาในรูปแบบ Low Rise ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งปิดการขายแล้ว 2 โครงการ ณ 30 ก.ย.63 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพื่อขาย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการจักรไพศาล 18 และโครงการเฟิร์น เฟส 1 รวมมูลค่า 663 ล้านบาท และโครงการในอนาคตที่อยู่ระหว่างพัฒนาอีก 3 โครงการ มูลค่าประมาณ 1,422 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมลงทุนโดยถือหุ้น 40% ในบริษัท เอ็ม.ที.เอส. พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการไอดิลล์ ที่อยู่ระหว่างการขายในจังหวัดชลบุรี มีมูลค่าโครงการรวม 1,265.50 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการของบริษัทมีราคาบ้านขายหลังละ 1-5 ล้านบาท โดยมีกลุ่มลูกค้าได้แก่ กลุ่มวัยเริ่มทำงาน กลุ่มที่ต้องการมีบ้านหลังแรก และกลุ่มลูกค้าท้องถิ่น

          สำหรับปัจจุบัน JAK มีทุนชำระแล้ว 320 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 237.29 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 82.71 ล้านหุ้น เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) โดยแบ่งเป็นเสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์และผู้ลงทุนสถาบัน จำนวนไม่เกิน 71.61 ล้านหุ้น เสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท จำนวนไม่เกิน 8.00 ล้านหุ้น และเสนอขายต่อผู้มีอุปการคุณของบริษัท จำนวนไม่เกิน 3.10 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 8, 11-12 ม.ค. 64 ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.45 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 119.93 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 464 ล้านบาท ทั้งนี้ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 30.87 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค.62-30 ก.ย.63) ซึ่งเท่ากับ 15.03 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.05 บาท โดยมีบริษัท ฟินเน็กซ์ แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด เป็นผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

          ***มั่นใจกระแสวันแรกคึกคัก 

          นายวีระพันธ์ จักรไพศาล กรรมการผู้จัดการ JAK มั่นใจว่าในการซื้อขายวันแรกในวันที่ 18 ม.ค.นี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน และพร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งมีความพร้อมด้านบุคลากร และระบบการทำงาน ในการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ ควบคู่ความสามารถในการควบคุมต้นทุนที่ดี รักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับ 50% ซึ่งถือเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม 

          สำหรับปัจจุบัน JAK มีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขาย จำนวน 3 โครงการ อีกทั้ง มีโครงการในอนาคตที่มีแผนพัฒนารวมมูลค่าราว 1,422 ล้านบาท ภายหลังการเข้ามาระดมทุน จึงมองว่าจะสนับสนุนฐานะการเงินที่มั่นคง และโอกาสในการสยายปีกโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น  

          นอกจากนี้ บริษัทฯ มีที่ดินในมือรอการพัฒนาโครงการในอนาคตที่บริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว จำนวน 2 แปลง ได้แก่ ที่ดินอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 29 ไร่  และที่ดินตั้งอยู่ที่ซอยนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ เนื้อที่ 2 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินตั้งบนทำเลที่มีศักยภาพโดย JAK มีที่ดินเพียงพอสำหรับการพัฒนาในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

          ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลประกาศลดค่าธรรมเนียมการโอนจากเดิม 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1 % เหลือ 0.01 % ต่อเนื่องในปี 64 สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย และการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน ช่วยลดภาระให้ผู้ซื้อ และส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหา โดยเฉพาะโครงการของบริษัทฯ เป็นที่ต้องการของลูกค้า และราคาในระดับที่เข้าถึงได้

          ***ระดมทุนใช้พัฒนาโครงการ 

          สำหรับการระดมทุนในคั้งนี้ คาดว่าจะได้เม็ดเงิน 120 ล้านบาท (ก่อนหักค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายอื่นๆเกี่ยวข้องในการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้) จะนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการ และ/หรือ การลงทุนในที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ รวมทั้ง นำไปใช้ชำระคืนหนี้ธนาคาร และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและการดำเนินการอื่นใดเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท เพื่อก้าวเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบวงจร

          ***มองกำไรปีนี้โต 3 เท่าตัว 

          บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 64 เท่ากับ 76 ล้านบาท เติบโต 3 เท่าตัว โดยมีปัจจัยหลักจาก การเติบโตของรายได้หลักประมาณ 221% ซึ่งเป็นผลจากการรับรู้รยได้มากขึ้นจากโครงการที่อยู่ระหว่างการขายทั้ง 3 แห่ง และโครงการที่เปิดใหม่นับตั้งแต่ต้นปี เช่น โซนทาวน์เฮ้าส์ของโครงการเฟิร์น โครงการ Canna โครงการทาวน์เฮ้าส์ Peony 

          ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ จะลดลงเล็กน้อยเหลือ 48.2% แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ด้านส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 63 ซึ่งเป็นผลจากความต่อเนื่องของการขายโครงการไอดิลล์ ที่ปัจจุบันขายไปแล้ว 50% ของมูลค่าโครงการ 

          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) มองว่า ผลการดำเนิงานในปีนี้จะเติบโตก้าวกระโดด โดยประเมินกำไรสุทธิที่ 75.4 ล้านบาท จากการทยอยพัฒนาและรับรู้รายได้จากทั้ง 3 โครงการ และมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว

          *** ให้ราคาเหมาะสม 2.48-2.70 บาท

          บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอสแอล จำกัด ประเมินราคาที่เหมาะสมสิ้นปี 64 อยู่ที่ 2.70 บาท อ้างอิงวิธี PE ที่ 9.86 เท่า จากค่า PE เฉลี่ยรายสัปดาห์ของกลุ่มอุตสาหกรรมย้อนหลัง 5 ปี โดยกำไรสุทธิปี 63 เท่ากับ 16 ล้านบาท ปี 64 เท่ากับ 87.6 ล้านบาท และปี 65 ที่ 114.2 ล้านบาท 

          ในด้านอัตรากำไรขั้นต้นในปี 63-65 คงที่เฉลี่ย 50.4% โดยยังทำได้สูงกว่าตลาด จากการควบคุมค่าใช้จ่ายจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งจากราคาวัสดุก่อสร้างและการใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างด้วยผนังพรีคาสท์ หรือ ระบบชิ้นส่วนอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อสำเร็จ ส่งผลให้วัสดุเหลือใช้ลดลง จำนวนวันในการก่อสร้างลดลง เป็นต้น

          ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก ประเมิราคาเหมาะสม โดยอิง PER ที่ระดับ 11 เท่า ซึ่งต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ ระดับ 18 เท่า โดยประมาณการกำไรต่อหุ้นในปี 64 เท่ากับ 0.225 บาท และได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 2.48 บาท

          *** เตือนตลาดอสังหาฯ แข่งดุ เป็นอุปสรรค  

          บริษัท หลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1.ความเสี่ยงจากสถานการณ์แข่งขันสูงในธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ 2.ความเสี่ยงจากการรับรู้รายได้ที่ไม่ต่อเนื่อง 3.ความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการที่เกิดจากภาวะขาดแคลนผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ และแรงงานก่อสร้าง และ 4.ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัท เอ็ม.ที.เอส พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ที่ปัจจุบันได้รับประโยชน์จากการรับรู้ผลประกอบการของโครงการไอดิลล์ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด