ข่าวนี้ที่ 1

ฟิทช์ฯ ขู่หั่นเครดิตไทย หวั่นการเมืองรุนแรง-ไร้เสถียรภาพ

ฟิทช์ฯ ขู่หั่นเครดิตไทย หวั่นการเมืองรุนแรง-ไร้เสถียรภาพ

       ฟิทช์เรทติ้งส์ เตรียมพร้อมหั่นเครดิตไทย จาก BBB+ หากการเมืองหลังเลือกตั้งมีสัญญาณรุนแรงถึงขั้นกระทบศก. โดยเบื้องต้นประเมินจีดีพีปีนี้โต 3.7% ฟากส.อ.ท. ชี้เอกชนเริ่มชะลอลง ทุน เหตุเป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาล กังวลโครงการชะงัก แต่เชื่อหลังเลือกตั้งศก.ฐานรากจะสดใส ตามนโยบายหาเสียง ด้านโบรกฯ แนะช่วงนี้เล่นหุ้นค้าปลีก - ท่องเที่ยว - สื่อ เหตุรับอานิสงส์เลือกตั้ง ด้านบรรยากาศการเมืองเข้มข้น พปชร.ทิ้งไม้เด็ดหาเสียงชูค่าแรง 400-425 บ.- ป.ตรีเงินเดือน 20,000 บ. "ประยุทธ์" พร้อมร่วมงานพรรคอื่นตั้งรัฐบาล       

*** ฟิทช์ พร้อมหั่นเครดิตไทย หากการเมืองรุนแรง 
    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์เรทติ้งส์ หรือ ฟิทช์เตือนว่า อันดับความน่าเชื่อของไทยที่ระดับ BBB+ อาจได้รับผลกระทบ กรณีความเสี่ยงทางการเมืองรุนแรงขึ้นจนถึงระดับที่จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
    ขณะที่การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ได้นำปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองของไทยที่จะเกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนภายหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ไปพิจารณาแล้ว แต่ในกรณีที่มีความเสี่ยงทางการเมืองครั้งใหม่รุนแรงจนกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของไทย อันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังคงมุมมองในระดับปกติว่า การเลือกตั้งของไทยจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้ยังกังวลว่า ผลของการเลือกตั้งยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และความเสี่ยงที่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองจะเกิดขึ้นในระหว่างที่อำนาจทางการเมืองกลับคืนสู่รัฐบาลพลเรือนจะเพิ่มสูงขึ้น
    ฟิทช์ระบุว่า เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้ดีในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยในปี 2018 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพีไทยขยายตัว 4.1% สูงสุดนับแต่ปี 2012 และคาดว่า จีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัวในอัตรา 3.7% โดยคาดว่า ความต้องการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวได้ดีจะช่วยชดเชยการชะลอตัวของภาคส่งออก
    นอกจากนี้ ฟิชท์คาดว่า ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงมาอยู่ที่ 5.7% ของจีดีพีจาก 7.5% ของจีดีพีในปี 2018 แต่ยังนับว่าสูงกว่าประเทศที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB ด้วยกัน

*** เอกชนชะลอลงทุน หวั่นโครงการสะดุดช่วงเปลี่ยนรัฐบาล   
    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอาจทำให้เกิดการชะงักของการอนุมัติงบประมาณในการลงทุนของโครงการขนาดใหญ่ที่ภาครัฐได้วางแผนไว้บ้างเล็กน้อย ตามที่ภาคเอกชนหลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลมากพอสมควร และบางฝ่ายอาจรอความชัดเจนก่อนเดินหน้าการลงทุน แต่เชื่อว่าจะชะงักไม่นาน เพราะจากรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองพบว่า ส่วนใหญ่เป็นหน้าเดิมและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้อยู่แล้ว ทำให้คาดว่าหลังจากผ่านการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และคัดเลือกคณะทำงานเสร็จสิ้นแล้วจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นได้ ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองตามมา โดยหากไม่ปัญหาใดขึ้นเชื่อว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติจะดีขึ้น และจะได้รับการยอมรับมากขึ้น
    ขณะที่ภาพเศรษฐกิจในประเทศไทยปี 2562 มองว่าน่าจะขยายตัวได้ แม้จะไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา  โดยมองว่า เศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะประชาชนรากหญ้าที่จะได้รับโอกาสในการช่วยเหลือที่มากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาจะให้ความสำคัญกับการดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนรากหญ้า
     สำหรับโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลเชื่อว่าจะต้องเดินหน้าสานต่ออย่างแน่นอน เพราะแผนดำเนินงานได้วางไว้เรียบร้อยแล้ว สำหรับการส่งเสริมการลงทุนใน EEC นั้น ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดกลางมากขึ้นด้วย 

*** โบรกฯ ยกหุ้นค้าปลีก - ท่องเที่ยว - สื่อ มาแรงช่วงเลือกตั้ง 
    บล.เออีซี  เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ถึงหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์หลังเลือกตั้ง โดยยกกลุ่มค้าปลีกจะเป็นกลุ่มเด่น คาดหลังเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ มองอานิสงส์บวกดังกล่าวหนุนกลุ่มค้าปลีกได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากขึ้น เลือกหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์ ได้แก่ ROBINS และ CPALL)
     กลุ่มท่องเที่ยว (คาดเมื่อประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มมีมุมมองความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศไทยที่ลดลง คาดทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เลือกหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์ ได้แก่ AOT)และกลุ่มสื่อ (คาดเอเจนซี่ที่ชะลอการใช้เม็ดเงินในช่วงก่อนหน้าจะกลับมาอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่อุตสาหกรรมอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งมีความชัดเจนและการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยแนะนำกลุ่มที่เห็นสัญญาณบวกจากส่วนแบ่งในเม็ดเงินโฆษณาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ม.ค. ได้แก่ กลุ่มดิจิตอลทีวี (เพิ่มจาก 62.7% ณ สิ้น ธ.ค. เป็น 64.6%) แนะนำ RSและกลุ่ม Out of Home (เพิ่มจาก 12.2% ณ สิ้น ธ.ค. เป็น 13.5%) แนะนำVGI
     
***  พชปร.งัดไม้เด็ด ค่าแรง 400-425 บาท,จบ ป.ตรีเงินเดือน 20,000 บ. 
    นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ เปิดเผยในการแถลงนโยบายโค้งสุดท้ายของพรรค  ว่าหากพรรคได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะออกนโยบายดูแลราคาผลผลิตทางการเกษตร  เช่น ข้าวเจ้า 12,000 บาทขึ้นไปต่อตัน ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทขึ้นไปต่อตัน อ้อย 1,000 บาทขึ้นไปต่อตัน ยางพารา 65 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม มันสำปะหลัง 3 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม และปาล์มต้องทำให้ได้ราคาเป้าหมายที่ 5 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม
              ส่วนค่าแรงงานขั้นต่ำจะผลักดันให้ถึง 400-425 บาทต่อวัน เงือนเดือนระดับอาชีวะศึกษา 18,000 บาทต่อเดือน และปริญญาตรี 20,000 ต่อเดือน ส่วนพนักงานเงินเดือนจะได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ทุกขั้นบันได ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี พร้อมยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปี ยกเว้นภาษีค้าขายออนไลน์ 2 ปี ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  ต้องได้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ยกระดับโชห่วยใช้ดิจิทัลรวมกลุ่มผู้ค้าให้มีอำนาจต่อรอง และให้สินเชื่อ 1 ล้านบาทต่อราย  
    ด้านนโยบายภาพรวมเศรษฐกิจ จะเพิ่มรายได้ประเทศเป็น 19 ล้านล้านบาทภายในปี 65  ผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล ขับเคลื่อนภาคการเกษตรฐานรากที่ยั่งยืน สร้างการลงทุนเพื่อเกิดการสร้างงานครั้งใหญ่เพิ่มรายได้เป็น 2 ล้านล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยว 4.5 ล้านล้านบาท และสร้างรายได้เศรษฐกิจฐากราก 2 ล้านล้านบาท  รวมถึงปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี ปฏิรูปการบริหารสินทรัพย์ของประเทศ เน้นการลงทุนร่วมกับเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐ ทั้งหมดนี้จะทำให้ประเทศมีเงินเพิ่มเพื่อนำไปใช้ในเรื่องอื่น ประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
       
*** ผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัย "ประยุทธ์" ไม่เข้าข่ายเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
    นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยผลการวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  โดยคำร้องระบุว่า การเสนอชื่อดังกล่าว มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 88 และ 89 และมาตรา 160 ประกอบมาตรา 98 (15) หรือไม่ เนื่องจากตำแหน่ง หัวหน้าคสช. ซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย จะถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะถือว่าเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"
    ทั้งนี้ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้ว เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 5/2543 และหัวหน้า คสช. เป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นความจำเป็นในช่วงต้องเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในประเทศไปสู่สถานการณ์ปกติ อันเป็นการเข้าควบคุมประเทศระยะหนึ่ง
    ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยุติเรื่องร้องเรียน กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. โดยเห็นว่า หัวหน้า คสช.ไม่เข้าลักษณะ 4 ประการของการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวางแนวทางไว้ในคำวินิจฉัย ของการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวางแนวทางไว้ในคำวินิจฉัย ที่ 5 /2543 ว่า เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ต้องมีลักษณะ 1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย 2.มีอำนาจหน้าที่ ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ 3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

*** "ประยุทธ์" ยินดีร่วมงานพรรคอื่น-ห่วงความขัดแย้งกระทบลงทุน    
    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยกับสื่อมวลชน ว่าพร้อมยอมรับผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.นี้  และตนเองยินดีร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่น  เนื่องจากเป็นเรื่องของการเมือง รัฐบาลต้องผสมผสานการทำงานจากหลายพรรค  
     นอกจากนี้ยังฝากสื่อมวลชน ไม่ควรขยายข่าวเรื่องความขัดแย้งในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง เพระาอาจจะสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนต่างชาติ เหมือนกับที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นห่วงก่อนหน้านี้   
    " วันนี้จะพูดอะไรในเรื่องของการเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องภายในประเทศก็ไม่อยากให้มีผลกระทบกับเรื่องความเชื่อมั่นการลงทุน  ช่วยกันอย่าขยายเรื่องความขัดแย้งออกไป อย่าเพิ่งมีความขัดแย้งกันตอนนี้ เรื่องอื่นค่อยไปว่ากันหลังจัดตั้งรัฐบาล " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว  
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด