ข่าวนี้ที่ 1

กูรูมองหุ้นไทย Q3 ยังถูกกดดัน หวังฟื้นโค้งท้าย แตะ 1,440 จุด

กูรูมองหุ้นไทย Q3 ยังถูกกดดัน หวังฟื้นโค้งท้าย แตะ 1,440 จุด

      "บล.เอเซีย พลัส" มองหุ้นไทย Q3/63 ยังมีหลายปัจจัยกดดัน  รับศก.ชะลอ - โควิดยืดเยื้อ แต่ Q4/63 มีลุ้นฟื้นตามนโยบายรัฐ - วัคซีนคืบหน้า เรียกเงินนอกกลับมา พร้อมมองกรอบสิ้นปีที่ 1,350- 1,440 จุด ฟากตลท.วอนภาครัฐขยายเวลา SSFX ส่วนตลาดหุ้นมิ.ย.วอลุ่มสูงสุดในรอบ 30 เดือน      

*** ชี้หุ้นไทย Q3/63 พักฐานในกรอบ  1,250-1,420 จุด

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/63 อยู่ที่ระดับ 1,250-1,420 จุด  สะท้อนภาพปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2/63 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ 15% จากผลของมาตรการล็อกดาวน์ โดยในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ยังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ 

    ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 3/63 ยังมีหลายปัจจัยที่กดดัน แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และกลุ่มหุ้นที่อิงกระแสการประมูลโครงการลงทุนของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นการบริโภค โดยเลือก บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM , บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF , บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL,บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH , บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET, บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO 

*** จ่อหั่นกำไรบจ.ปีนี้เพิ่ม

    ฝ่ายวิจัยเตรียมที่จะปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 63 ลงอีก จากเดิมที่คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะทำได้ 6.88 แสนล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 64 บาทต่อหุ้น 
    
    โดยไตรมาส 1/63 บริษัทจดทะเบียนมีกำไรอยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท คิดเป็น 15% ของประมาณการกำไรทั้งปี  ส่วนในไตรมาส 2/63 คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือทำได้ 1 แสนล้านบาท ดังนั้นส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 63 บริษัทจดทะเบียนอาจทำกำไรได้เพียง 30-40% ของประมาณการทั้งปี  ทำให้ในครึ่งหลังของปีจะต้องทำกำไรเกินกว่า 60-70% ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมาก

*** หวัง Q4 ฟันด์โฟลว์ไหลกลับ - ลุ้นแนวต้าน 1,440 จุด   

    ฝ่ายวิจัย ASP ประเมินภาพรวมกระแสเงินทุนไหลเข้าของต่างชาติ (Fund Flow) ในไตรมาส 3/63 ยังชะลอตัว เนื่องจากปัจจุบันราคาหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรง ทำให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับต่ำ  ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ P/E 20.6 เท่า  ถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาค และกำไรของบริษัทจดทะเบียนปีนี้จะลดลง 27.5%  ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว จึงทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าไปยังตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคอาเซียน 

     อย่างไรก็ตาม แนวโน้มภาวะตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/63 คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัส Covid-19 ดังนั้นจึงเชื่อว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย โดยประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 63 จะมีแนวรับ 1,350 และแนวต้านที่ 1,440 จุด

*** เฟ้นหุ้นปรับตัวรับวิกฤติโควิด

    นอกจากนี้ฝ่ายวิจัย  ASP  ได้เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ เรื่อง "เฟ้นหาหุ้น ปรับตัวพลิกวิกฤต COVID-19 เป็นโอกาส" ว่า  ปีนี้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญกับวิกฤต COVID-19 ยาวนานนับตั้งแต่ช่วงต้นปี และปัจจุบันหลายประเทศยังต้องรับมือกับการระบาดในรอบที่ 2 อยู่ วิกฤตดังกล่าวกดดันภาพรวมเศรษฐกิจปี 2563 โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะชะลอลง 7.8 – 8.3% รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ถูกกดดันให้ลดลงอย่างมีนัย

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยพยายามเฟ้นหาว่ามีบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวในยามที่เกิดวิกฤต COVID-19 ทำให้ยอดขายไม่ได้ลดลงอย่างที่กังวล รวมถึงธุรกิจที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ในยามที่เกิดวิกฤติ COVID-19 ได้ แอบแฝงอยู่ในธุรกิจเหล่านี้ ?แยกแต่ละธุรกิจที่สามารถฝ่าฟันวิกฤต COVID-19 ได้ ชอบ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC-บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC-บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP-บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH 

***ยก  SCCC - DCC เป็นหุ้นเด่นกลุ่มก่อสร้าง   

    หุ้นเด่นธุรกิจปูนซีเมนต์ แม้ภาคการก่อสร้างดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง แต่หากพิจารณาจากตัวเลขการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศช่วงเดือน เม.ย-พ.ค ที่ไม่ได้ลดต่ำลงอย่างที่เคยกังวล โดยเดือน เม.ย. การใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศขยายตัว 16% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) เนื่องจากไม่มีวันหยุดยาวสงกรานต์เหมือนปีก่อนๆ ส่วนเดือน พ.ค. การใช้ปูนหดตัวเพียง 1%YoY จึงเชื่อว่าผลประกอบการช่วงไตรมาส 2/63 ของผู้ผลิตปูนซีเมนต์โดยเฉพาะ SCCC ที่มีฐานกำไรหลักอยู่ในธุรกิจปูนซีเมนต์น่าจะออกมาไม่ต่ำมากนัก
 
    ส่วนหุ้นเด่นธุรกิจกระเบี้องปูพื้น แม้ภาพรวมยอดขายกระเบื้องปูพื้น-บุผนัง ในประเทศเดือน เม.ย-พ.ค. หดตัวราว 7%YoY แต่ผู้นำตลาดอย่าง   DCC กลับสร้างยอดขายได้เติบโตสูงถึง 15%YoY โดยใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกที่บุกหาลูกค้าถึงบ้านจากฐานลูกค้าในมือที่มีกว่า 4 แสนราย และมีการออกสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค  รวมถึงมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดีเซล คาดการณ์กำไรไตรมาส 2/63 ของ DCC จะเติบโตสูงถึง 97%YoY ทำให้ต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นอีก 20% พร้อมขยับ Fair Value เป็น 2.70 บาท ถือเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง

*** AP-LH  หุ้นเด่นธุรกิจอสังหาฯ

    หุ้นเด่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ทำให้ความต้องการคอนโดฯหายไป รวมถึงลดค่าใช้จ่าย และชะลอการลงทุน เพื่อรักษาสภาพคล่อง อย่างไรก็ตามกลับเห็นสัญญาณยอดขายแนวราบฟื้นแข็งแกร่ง หนุน Presale หลายบริษัทกลับเพิ่มขึ้นสวนวิกฤตที่เกิดขึ้น อาทิ    AP มี ยอด Presale Q2/63 ทำได้สูง 9.04 พันล้านบาท (+10% yoy, +50% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน (qoq)) จากแนวราบที่แข็งแรงทำ New High รายไตรมาสสูงถึง 7.7 พันล้านบาท (+52% yoy,+51% qoq) ส่วนหนึ่งจากการเปิดขายโครงการแนวราบใหม่ 7 โครงการ มูลค่า 7.45 พันล้านบาท หนุนกำไร Q2/63 โต YoY และ QoQ,

     LH บริษัทคงแผนเปิดโครงการใหม่ปี 2563 ตามเดิม 16 โครงการแนวราบทั้งหมด มูลค่า 2.84 หมื่นล้านบาท ด้วยยอด Presale แนวราบของอุตสาหกรรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯช่วงที่ผ่านมา หนุนแนวโน้มกำไรงวดครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวขึ้น

*** "ภากร" ขอภาครัฐขยายเวลา SSFX    

     นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.) เปิดเผยใน  การแถลงข่าวภาพรวมตลาดหุ้นเดือนมิ.ย.63 โดยกล่าวถึงกองทุนเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) ที่สิ้นสุดการขายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า  หลังสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้เสนอกับภาครัฐบาลเพื่อขอขยายเวลาในการซื้อขายออกไป ทางตนเองมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าควรต่อเวลากองทุนดังกล่าว 

    โดยสาเหตุที่สนับสนุนการต่อเวลา เนื่องจากช่วงเวลาที่เปิดขายก่อนหน้านี้มีระยะสั้นเกินไป  และอยู่ในภาวะนักลงทุนยังไม่แน่นอนกับสภาพคล่องและการออม  อย่างไรก็ตามมองว่าการออมดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้คนออมในระยะยาวเป็นหน่วย 10 ปี ซึ่งกรอบระยะเวลาในการขยายการซื้อขาย และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้องขึ้นกับภาครัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไรอีกครั้ง

    "การขยายช่วงเวลาการออมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี ส่งเสริมการออมระยะยาว ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเวลาการซื้อขายอาจจะสั้นไป ในภาวะนักลงทุนยังกังวลกับความไม่แน่นอน หากขยายถาวรเลยยิ่งดีเพราะเป็นการโปรโมทตลาดทุน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับภาครัฐพิจารณาด้วย" นายภากรกล่าว

 ***มองหลังโควิดจะเห็น IPO เข้าตลาดเพียบ 

    สำหรับทิศทางการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรือ หุ้น IPO นั้น นายภากร กล่าวว่า  ตั้งแต่ไตรมาส 3/63 เป็นต้นไปคาดว่าจะเริ่มเห็น IPO เข้าตลาดหุ้นมากขึ้น จากสภาวะตลาดที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เห็นได้ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนหมวดหุ้นจากตลาด mai เข้ามาอยู่ใน SET และการซื้อขายหุ้น IPO ของบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ที่ได้รับกระแสการตอบรับอย่างดี 

    นอกจากนี้จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เกิดรูปแบบสังคม New Normal ซึ่งเป็นผลบวกต่อบริษัทที่จะทยอยเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บางราย เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุข , สุขอนามัย , การดูแลรักษา ที่ได้ประโยชน์จากสังคมดังกล่าว ซึ่งบริษัทกลุ่มนี้ในประเทศไทยยังมีจำนวนมาก และคาดว่าจะเห็นการเติบโตจากหมวดธุรกิจ(Sector) ใหม่ เสริมกลุ่ม Sector เดิมที่ตลาดหลักทรัพย์มี

    ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เพิ่มมากขึ้น ช่วยหนุนให้บริษัทที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และนักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนในหุ้น IPO มากขึ้น

***  SET มิ.ย.มูลค่าซื้อขายแตะ 7.73 หมื่นลบ. สูงสุดรอบ 30 เดือน

    ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) สิ้นเดือนมิ.ย.63 ปิดที่ 1,339.03  จุด ลดลง 0.3% จากเดือนก่อน และลดลง 15.2% จากสิ้นปีก่อน แต่หากพิจารณาผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์จะเพิ่มขึ้น 2.8% และลดลง 17.8% ตามลำดับ

     โดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมใน SET และ mai ในเดือนมิ.ย.63 ปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 77,359 ล้านบาท เพิ่ม 27.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นเดือนที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงที่สุดในรอบ 30 เดือน และสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติการณ์

    ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2563 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมอยู่ที่ 68,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมาจากผู้ลงทุนในประเทศเป็นหลัก และการซื้อขายสูงกว่าผู้ลงทุนประเภทอื่นๆ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 อยู่ที่ 48.76% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

*** ต่างชาติขายสุทธิ 2.2 หมื่นลบ.  - TFEX คึกคัก 

    ด้านกลุ่มผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 22,381 ล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์ไทยซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดอื่นในภูมิภาค ทำให้ในครึ่งแรกปี 2563 ผู้ลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ขายสุทธิ 215,736 ล้านบาท ขณะที่ผู้ลงทุนกลุ่มอื่นเป็นผู้ซื้อสุทธิ อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทยลดลง และกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้

    โดย Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อยู่ที่ระดับ 20.5 เท่า และ 18.7 เท่าตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.5 เท่า และ 16.0 เท่าตามลำดับ

    ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อยู่ที่ระดับ 3.70% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.15% และตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงเป็นผู้นำของภูมิภาคในด้านมูลค่าการระดมทุนในตลาดแรก (IPO) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563

     สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในเดือนมิ.ย.63 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 498,244  สัญญา เพิ่มขึ้น 56.6% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจาก SET50  Index Futures และ Single Stock Future และในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 498,402 สัญญา เพิ่มขึ้น 31.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด