ข่าวนี้ที่ 1

TIDLOR ได้ฤกษ์เทรดวันแรก กูรูให้เป้า 36-49 บาท

TIDLOR ได้ฤกษ์เทรดวันแรก กูรูให้เป้า 36-49 บาท

          "เงินติดล้อ(TIDLOR)" พร้อมลงสนามเทรดวันแรก (10 พ.ค.) โบรกฯคาดกระแสตอบรับดี เหตุพื้นฐานแกร่ง แนวโน้มกำไรเติบโตสูง ให้ราคาเป้าหมาย 36.40 -49.40 บาท ด้านผู้บริหารวางเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% รุกหนักธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ-นายหน้าประกันวินาศภัย พร้อมขยายสาขาเพิ่มอีก 500 แห่ง 

          *** ตลท.รับ "เงินติดล้อ(TIDLOR)" เข้าเทรด 10 พ.ค.นี้ 

          นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯรับหลักทรัพย์ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TIDLOR” ในวันที่ 10 พ.ค. นี้ 

          TIDLOR เป็นบริษัทในกลุ่มธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ประเภทสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน (สินเชื่อจำนำทะเบียน) ภายใต้ชื่อ “เงินติดล้อ” นอกจากนี้ TIDLOR มีธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยที่จำหน่ายแก่ลูกค้ารายย่อย ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนำทะเบียนที่หลากหลาย ครบวงจร และช่องทางการขายและบริการที่ครอบคลุมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ณ ธ.ค. 2563 มี 1,076 สาขา ครอบคลุม 74 จังหวัดทั่วประเทศ โดย TIDLOR มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโอ 84,642.94 ล้านบาท 

          *** วางเป้ารายได้โตปีละ 15-20%

          นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ TIDLOR  เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากปีก่อนที่มีรายได้ 10,558.9 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ 92% รายได้จากธุรกิจนายหน้าขายประกันวินาศภัย 8% โดยมีแผนขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายสาขาเพิ่มอีก 500 สาขาในช่วง 2-3 ปี หลังจากเข้าตลาด จากปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 1,500 สาขา และ การขยายสินเชื่อควบคู่ไปกับการบริการผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้จะมีรายได้เสริมจากธุรกิจนายหน้าขายประกันวินาศภัย เป็นอีกปัจจัยผลักดันการเติบโตของรายได้

          TIDLOR มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ 1.BAY ถือหุ้น 30.00% 2.SACA ถือหุ้น 25.00% และ 3. UBS SECURITIES PTE LTD. ถือหุ้น 8.11% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากวิธีการสำรวจปริมาณความต้องการซื้อหุ้นสามัญของผู้ลงทุนสถาบันในแต่ละระดับราคา (Book building) คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E Raito) ที่ 35.03 เท่า โดยคำนวนจากกำไรสุทธิในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่ 1 ม.ค.63 – 31 ธ.ค.63) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้ (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 1.04 บาท/หุ้น 

          นายวีรภัทร์ วิริยะโกวิทยา ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายบัญชีและการเงิน เปิดเผยว่า ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันของเงินติดล้อมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 61, 62 และ 63 อยู่ที่ 39,724.1 ล้านบาท 47,979.4 ล้านบาท และ 51,331.2 ล้านบาท ตามลำดับ และ มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา

          ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และ เป็นแรงผลักดันมูลค่า และ การเติบโตที่สำคัญ โดยเงินติดล้อมีค่าเบี้ยประกันวินาศภัยที่ขายได้ ณ สิ้นปี 61 , 62 และ 63 อยู่ที่ 1,917.7 ล้านบาท 2,854.3 ล้านบาท และ 4,010.9 ล้านบาท ตามลำดับ ด้วยอัตราเติบโต 48.8% และ 40.5% ในปี 62 และ 63 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย และ มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ มีนโยบายการตั้งสำรองที่รัดกุม มีอัตราส่วน NPL Coverage สูงถึง 325.1% และ สามารถรักษาอัตราส่วน NPL ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 1.7% ณ สิ้นปี 63

          ด้านภาพรวมผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 62–63 มีรายได้รวม 7,569.4 ล้านบาท 9,457.9 ล้านบาท และ 10,558.9 ล้านบาท ตามลำดับ และ มีกำไรสุทธิ 1,306.2 ล้านบาท 2,201.7 ล้านบาท และ 2,416.1 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีของกำไรสุทธิอยู่ที่ 36.0% ในช่วงเวลาเดียวกัน

          ทั้งนี้ เงินติดล้อ ได้วางกลยุทธ์รักษาความเป็นผู้นำธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ผ่านการขยายเครือข่ายอีกประมาณ 500 แห่งภายในปี 66 เพิ่มตัวแทน และ พนักงานขายทางโทรศัพท์ และ การลงทุนด้านนวัตกรรม และ เทคโนโลยี พัฒนาแพลตฟอร์มทางการเงิน และ เปลี่ยนผ่านกระบวนต่าง ๆ สู่ดิจิทัล (Digital Transformation)

          สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนนั้น จะใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจให้สินเชื่อและนายหน้าประกันภัยและเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวม 1,150 ล้านบาท ภายในปี 66 โดยจะแบ่งเป็น การปรับปรุงสาขาเดิมและขยายสาขาของบริษัทให้ครอบคลุมการให้บริการในพื้นที่ต่างๆ ประมาณ 500 สาขา คาดใช้เงินทุน 340 ล้านบาท และปรับปรุงและพัฒนาโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล 810 ล้านบาท นอกจากนี้จะใช้ปรับโครงสร้างเงินทุนโดยการชำระหนี้คืนบางส่วน 5,500-6,000 ล้านบาท ภายในปี 64 และเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและวัตถุประสงค์อื่นๆ 518-545 ล้านบาท ภายในปี 66 

          ***โบรกฯ ให้ราคาเป้าหมาย ที่ 36.4-49.4 บาท

          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน มองว่า ภาพรวมธุรกิจ TIDLOR ค่อนข้างน่าสนใจ จากการเติบโตของสินเชื่อรวม และค่าธรรมเนียมการขายประกัน นอกจากนี้ ยังมีคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดย NPL Ratio อยูาในระดับต่ำ และ Coverage Ratio อยู่ระดับสูง สำหรับราคาเป้าหมายให้ไว้ที่ 36.4-49.4 บาท 

          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบีเคย์เฮียน ให้คำแนะนำซื้อและราคาเป้าหมายที่ 43.00 บาท โดยเชื่อว่าแนวโน้มผลประกอบการของ TIDLOR ที่ 23% CAGR สำหรับปี 64-66 นั้นเหนือกว่าคู่แข่ง 16.7% หนึ่งในตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญคือการเติบโตอย่างรวดเร็วใน non-II ซึ่งคาดว่าจะเติบโตที่ 33% CAGR ในช่วงปี 64-66 นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้น IPO ของ TIDLOR ยังสร้างสถิติสูงสุดใน SET ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาหุ้นของ TIDLOR สูงกว่าราคาเป้าหมายในระยะสั้น

          ขณะที่บริษัทลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส มองว่า แนวโน้มกำไรสุทธิปี 64 จะเติบโต 26% และปี 65 ที่ 28% สูงกว่าคู่แข่ง จากแนวโน้มสินเชื่อสุทธิปี 64-65 จะเติบโตเฉลี่ย 17% สอดคล้องกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลง IPO และรายได้ค่านายหน้าประกันภัยเติบโตโดดเด่น ถือเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะยาว รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และการขยายสาขาต่อเนื่องอีก 500 สาขาในปี 64-66 รวมถึงแนวโน้มรายได้ค่านายหน้าจากการขายประกันเติบโตต่อเนื่อง 

          ด้านราคา บริษัทให้ราคาเป้าหมายปี 64 เท่ากับ 44 บาท โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่า TIDLOR มีศักยภาพในการเติบโตสูงในระยะยา หลังจากเข้าระดมทุน IPO แล้ว จากการขยายสาขาต่อเนื่อง หนุนสินเชื่อเติบโตได้ในระยะยาว  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด