ข่าวนี้ที่ 1

PTTEP กำไรปี 65 โต 20-26% ปริมาณ-ราคาขายปิโตรเลียมพุ่ง

PTTEP กำไรปี 65 โต 20-26% ปริมาณ-ราคาขายปิโตรเลียมพุ่ง

          "ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)" จ่อรายงานงบ Q4/64 มีกำไรสุทธิ 8.6-9.3 พันลบ. เหตุรับรู้การด้อยค่าสินทรัพย์จากความล่าช้าการก่อสร้างโครงการโมซัมบิก LNG แต่กำไรปกติยังเติบโตก้าวกระโดด 1.15 หมื่นลบ. ส่วนปี 65 คาดกำไรทะลุ 5 หมื่นลบ. โต 20-26% ตามปริมาณ-ราคาขายปิโตรเลียมสูงขึ้น โบรกฯให้เป้า 143-135 บาทต่อหุ้น 


          *** ยูโอบีเคย์เฮียน คาดปี 65 กำไร PTTEP โต 26.3%

          นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพบ์ (บล.) ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดว่า แนวโน้มกำไรสุทธิของ PTTEP  ปี 65 คาดว่าเติบโตกว่า 26.3% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักๆจากการเติบโตของปริมาณการขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น 12% และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนผลดำเนินงานในไตรมาส 4/64 คาดว่า ในช่วงวันที่ 27 ม.ค.นี้  จะประกาศงบออกมา โดยประเมินว่าในช่วงไตรมาส 4/64 จะมีกำไรสุทธิประมาณ 8,638 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้เพียง 2,527 ล้านบาท แต่ลดลงเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/64 ที่ทำได้ 9,545 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรปกติงวดไตรมาส 4/64 คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดของปีที่ระดับ 11,500 ล้านบาท หรือเติบโต 4.4% จากช่วงไตรมาส 3/64 และเพิ่มขึ้น 116% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีแรงหนุนมาจากยอดขายก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาขายก๊าซและน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษราว 2,800 ล้านบาท จากการด้อยค่าสินทรัพย์ของแหล่งผลิตในโมซัมบิก


          *** บล.โนมูระ คาดไตรมาส 4/64 กำไรปกติโต 162%

          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด มองผลดำเนินการ PTTEP ในไตรมาส 4/64 เป็นกลาง (Neutral) ต่อแนวโน้มกำไรสุทธิที่ราว 9,305 ล้านบาท หรือเติบโต 268% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ติดลบ 3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายการพิเศษ (non-cash) เข้ามาถ่วง แต่ core operation ดี 

          อย่างไรก็ตาม หากตัดรายการพิเศษออก คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 12,253 ล้านบาท เติบโต 162% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเติบโตทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า จากปริมาณขายจากแหล่งใหม่หนุน และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกฟื้น 

          นอกจากนี้ ยังมีการคุม supply โดยคาดกำไรครึ่งปีแรกของปี 65 จะเติบโตขึ้น จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นตามแห่งใหม่หนุนเป็นหลัก ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับเพิ่มกำไรปกติปี 65 ขึ้นจากราคาน้ำมันดิบดีกว่าคาด พร้อมกับปรับเป้าหมายราคาปีนี้เป็น 143 บาทต่อหุ้น จากเดิม 140 บาทต่อหุ้น โดยคงแนะนำซื้อ มองราคาหุ้นตอบรับปัจจัยลบแห่งเอราวัณและโมซัมบิกไปแล้ว เป็นโอกาสซื้อรับการเติบโตของธุรกิจ และ upside แหล่ง Lang Lebah 

          *** บล.หยวนต้า แนะรอจังหวะเข้าลงทุนหลังรายงานงบ 

          บล.หยวยต้า ระบุว่า ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 52,000 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2565 เฉลี่ยที่ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ กรณีราคาน้ำมันแข็งแกร่งกว่าคาด ประเมิน Sensitivity ทุก US$ 1/bbl จะมีผลต่อกำไร 870 ล้านบาท และคงราคาเหมาะสม 135 บาท แนะนำ TRADING ตามราคาน้ำมันที่ระยะสั้นยังแข็งแกร่ง 

          อย่างไรก็ตาม แนวโน้ม ผลประกอบการไตรมาส 4/64 ไม่เด่น เพราะถูกถ่วงจากรายการด้อยสินทัรพย์ เชิงกลยุทธ์นักลงทุน อาจรอจังหวะเข้าลงทุนหลังรายงานผลประกอบการวันที่ 27 ม.ค. 2565 

          สำหรับกำไรสุทธิ Q4/64 ที่ 7,800 ล้านบาท เติบโต 207% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และปริมาณขายโครงการ Sabah H-Oman Block 61 ที่เริ่มรับรู้ยอดขายตั้งแต่ไตรมาส 1/64 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 ประเมินกำไรปกติจะแข็งแกร่งระดับ 11,000 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่า ปริมาณขายจะสูงขึ้นจาก 417KBOED ใน 3Q64 เป็น 419KBOED ตามยอดขายโครงการในอ่าวไทย และมาเลเซีย

          นอกจากนี้ ราคาขายเฉลี่ยขยับขึ้นเป็น US$46.4/BOE (+5% QoQ) สอดคล้องราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและอุปสงค์ทดแทนก๊าซ - ถ่านหินที่ขาดแคลน ซึ่งจะสามารถชดเชย

          ทั้งนี้ คาดว่า ไตรมาส 4/64 จะมีรายการด้อยค่าสินทรัพย์จากความล่าช้าการก่อสร้างโครงการโมซัมบิก LNG เพราะความไม่สงบในประเทศ สุทธิกับการกลับรายการค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมโครงการบงกชที่น้อยกว่าที่บริษัทฯ ประเมินไว้ก่อนหน้า (ให้ข้อมูลไว้ในการประกาศแผนธุรกิจเดือนธ.ค.) ส่งผลให้คาดว่ากำไรสุทธิจะลดลง -19% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หากไตรมาส 4/64 เป็นไปตามคาด ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีที่ 4.0 หมื่นล้านบาท จะมี Downside 10% 

          *** บล.ฟิลลิป แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 135 บาท 

           บล.ฟิลลิป คาดการการดำเนินงานปกติดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับราคาขายเพิ่มทั้งส่วนก๊าซและน้ำมันตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ขณะที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 419 KBOED จากการหยุดซ่อมของโครงการซอติก้า แต่ชดเชยจากการกลับมาผลิตปกติในไทย หากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นราว 1$/BOE จากค่าภาคหลวงเพิ่มตามราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากรายการพิเศษ และค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่ม (ค่าซ่อมบำรุงซอติก้า,การขายในมาเลเซียเพิ่มขึ้น) 

          รวมถึงคาดอัตราภาษีจ่ายยังอยู่ในระดับสูงตามการขายในมาเลเซียเพิ่มขึ้น แต่คาดจะมีรายการพิเศษในมูลค่าที่สูงถึง 180-200 ล้านดอลลาร์ โครงการโมซัมบิก เนื่องจากเริ่มต้นผลิตอาจล่าช้ากว่าเดิมที่คาดว่าจะเริ่มในปี 2567 จากสถานการณ์ภายในประเทศดังกล่าวทำให้ต้องตั้ยด้อยค่า และคาดจะมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงราว 8 ล้านดอลลาร์ คาดกำไรสุทธิเหลือ 9,124 ล้านบาท เติบโต 261% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

          ทั้งนี้ ยังคงแนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 135 บาท โดยระยะสั้น ราคาหุ้นอาจได้รับผลจากการตั้งด้อยค่า แต่ระยะยาว คาดยังได้ผลบวกจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้คงแนะนำซื้อ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด