ข่าวนี้ที่ 1

FETCO นัดบอร์ดถกค้านเก็บภาษีขายหุ้น หวั่นฉุดวอลุ่มทรุด 20%

FETCO นัดบอร์ดถกค้านเก็บภาษีขายหุ้น หวั่นฉุดวอลุ่มทรุด 20%

    "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO)"นัดบอร์ดสัปดาห์หน้า หารือกรณีคลังเตรียมเก็บภาษีจากการขายหุ้น ระบุเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย หวั่นกระทบสภาพคล่อง ฉุดวอลุ่มหด 20% เตรียมส่งหนังสือชี้แจงคลังหลังบอร์ดมีมติ พร้อมเผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ลดลง 4.2% แต่ยังอยู่เกณฑ์ร้อนแรง หลังนักลงทุนคาดหวังศก.ปีนี้ฟื้นตัว

*** นัดบอร์ด FETCO ถกสัปดาห์หน้า ค้านเก็บภาษีขายหุ้น

    นายไพบูลย์  นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะมีการนัดประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) FETCO เพื่อหารือเรื่องมาตรการ การจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Financial Transaction tax) โดยคาดว่าที่ประชุมจะมีการพูดคุยรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว และหากได้ข้อสรุปจะทำเป็นหนังสือในนาม FETCO ชี้แจงไปยังกระทรวงการคลัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาหลายรอบ โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีดังกล่าว

    นายไพบูลย์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวยืนยันว่าไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าช่วงเวลาในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในปีนี้คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แม้จะเห็นใจรัฐบาลที่ขาดดุลงบประมาณ แต่หากมองในระยะยาวอาจกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดทุนให้ลดน้อยลง ซึ่งถือเป็นการลดประสิทธิภาพของตลาดทุนไทยให้น้อยลงตามไปด้วย เพราะปกติแล้วสภาพคล่องคือจุดขายหลักของตลาดหุ้นและที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็มีสภาพคล่องมากสุดในภูมิภาคอาเซียน จึงไม่อยากเห็นการออกมาตรการที่จะส่งกระทบต่อสภาพคล่องและไม่เห็นด้วยที่จะออกมาในปีนี้

    ขณะที่คาดว่าหากมีการเก็บภาษีจากการขายหุ้นปีนี้จริง กลุ่มนักลงทุนที่จะกระทบมากที่สุดคือ ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ เนื่องจากต้นทุนในการซื้อขายหุ้น (เทรด) ของนักลงทุนต่างชาติก็สูงกว่า 1 เท่าตัวอยู่แล้ว ซึ่งหากมีการจัดเก็บภาษีเข้ามาจะทำให้ต้นทุนของนักลงทุนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว และจะทำให้ยอดการเทรดของนักลงทุนต่างชาติลดลง จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนกว่า 40% ของวอลุ่มฯตลาดรวม และกลุ่มถัดไปที่โดนผลกระทบคือกลุ่มเทรดเดอร์และ Prop Trade ซึ่งทำให้ต้นทุนการเทรดเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นประเมินว่าผลกระทบโดยรวมจะส่งผลให้วอลุ่มฯตลาดหายไปราว 20-30%

*** คาด `โอไมครอน` กระทบหุ้นไทยไม่มาก เหตุนลท.ลดการตื่นตระหนก
    
    นายไพบูลย์ กล่าวว่า ส่วนประเด็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ "โอไมครอน"ในประเทศนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก เพราะนักลงทุนผ่านเหตุการณ์แพร่ระบาดมาแล้วหลายรอบ จึงทำให้ลดความตื่นตระหนกและเทขายหุ้นออกมาน้อยลงกว่ารอบก่อนๆ ซึ่งเชื่อว่าแม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นรายก็มีผลต่อตลาดไม่มากนัก เพราะปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือการปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯมากกว่า

    พร้อมคาดว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในต่างประเทศ และทิศทางเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงคาดว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะออกมาอย่างต่อเนื่องและอาจมีการเลือกตั้งใหม่หรือยุบสภาในช่วงปลายปี

*** ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง 4.2% แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง

    นายไพบูลย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนธันวาคม 64 อยู่ที่ระดับ 129.53 ปรับตัวลดลง 4.2% จากเดือนก่อนหน้าแต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง"

    นักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

*** ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
    
    - ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มีนาคม 2565) อยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง" (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ปรับตัวลดลง 4.2% มาอยู่ที่ระดับ 129.53
    -ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับ "ร้อนแรง" ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ อยู่ในระดับ "ทรงตัว"
    -หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด หมวดธนาคาร (BANK)
    -หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)
    -ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
    -ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน

    FETCO ระบุว่า ผลสำรวจ ณ เดือนธันวาคม 2564 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนบุคคลปรับลด 5.8% อยู่ที่ระดับ 127.63 และกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 19% อยู่ที่ระดับ 121.43 ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติทรงตัวอยู่ที่ระดับ 100.00 และ 140.00 ตามลำดับ
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด