ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นไทยโค้งสุดท้ายฟื้นยาก ปัจจัยใน-นอกกดดันเพียบ

หุ้นไทยโค้งสุดท้ายฟื้นยาก ปัจจัยใน-นอกกดดันเพียบ

    บล.ทิสโก้ คาดโค้งสุดท้ายปีนี้ หุ้นไทยผันผวนขาลง จากปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ แนะระยะสั้นลงทุนหุ้นเล็ก หลบภัยชอร์ตเซล-ต่างชาติเทขาย ส่วนระยะกลางเพิ่มน้ำหนักหุ้นใหญ่-กลาง รับกำไรบจ.เริ่มฟื้น Q1/64 ขณะที่ SCBS มองหุ้นไทย Q4 มีโอกาสฟื้นตัวได้บ้าง คาดสิ้นปีเห็น 1300 จุด แต่ปี64 มีลุ้น1400 จุด ฟาก ASPS  แนะจับตารัฐคลอดมาตรการ "ช้อปช่วยชาติ" กระตุ้นศก.รอบใหม่ หนุนตลาดหุ้นสดใส ส่วนบล.ไอร่า ลุ้นรัฐตั้ง `กองทุนพยุงหุ้น` รองรับตลาดผันผวน หลังใช้เกณฑ์ Short-Sell ปกติ

*** บล.ทิสโก้ คาดต้นไตรมาส 4/63 หุ้นไทยผันผวนขาลง

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การลงทุนตลาดหุ้นในไตรมาส 4/63 ตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันต่อเนื่องจากหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยต่างประเทศ มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะตัวเลขรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหภาพยุโรปที่พลิกกลับมาต่ำกว่าระดับ 50 จุดในเดือนก.ย. บ่งชี้ภาวะหดตัวอีกครั้ง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบใหม่ คาดจะมีความล่าช้าต่อเนื่องจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพ.ย.ไปแล้ว
    ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดว่าแนวโน้มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนยังถูกปรับลงอีกจากปัจจุบันนักวิเคราะห์ในตลาด (รวบรวมข้อมูลจากบลูมเบิร์ก) ประเมินว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนปี 63 จะทำได้ที่ 57.9 บาทต่อหุ้น ขณะที่ปี 64 จะทำได้ที่ 75.6 บาทต่อหุ้น เพราะได้รับผลกระทบจากการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวช้ากว่าคาด และการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ในต่างประเทศ ผสานกับปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังคาราคาซังต่อไป คาดจะกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งซิกแซกลงต่อโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของไตรมาส 4/63

*** คาดหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ตลาดจะเริ่มฟื้น

    อย่างไรก็ดี ช่วงปลายปี 63 ต่อเนื่องถึงต้นปี 64 ดัชนีหุ้นไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากความชัดเจนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการเจรจา Brexit ประกอบกับวัคซีนน่าจะมีพัฒนาการในเชิงบวกมากขึ้น โดยมองว่าจะเห็นการโยกเม็ดเงินที่ปัจจุบันยังอยู่ในเงินฝากธนาคารและตลาดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่จะยังอยู่ในระดับต่ำไปอีกนานตลอด 3 ปีข้างหน้า

    ประกอบกับทิสโก้มองว่าตลาดหุ้นโลกซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลานั้นน่าจะปรับฐานราคาลงมาอยู่ในโซนที่น่าลงทุนคุ้มค่าความเสี่ยงแล้วหากเทียบกับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 64 ที่ประเมินไว้ที่ 1,500 จุด นอกจากนี้ ฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะกลับมาเติบโตอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป จะเป็นตัวขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยได้เป็นอย่างดีในระยะถัดไป

***ระยะสั้นแนะลงทุนหุ้นเล็ก หลบภัย Short Sell ต่างชาติเทขาย

    นอกจากนี้ เชื่อว่าหุ้นขนาดเล็ก ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ หรือปรับลงน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ต่อไปในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า สังเกตได้จากดัชนี sSET Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญขนาดเล็กซึ่งอยู่นอกกลุ่มดัชนี SET100 ปรับตัวในทิศทางที่ดีกว่าดัชนี SET100 และดีกว่าดัชนีหุ้นไทยอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา และดัชนี sSET Index 9 เดือนแรกของปีนี้ ปรับตัวลงเพียง 9% ขณะที่ดัชนี SET 100 ลดลง  25% และดัชนีหุ้นไทยลดลง 21%

    สำหรับปัจจัยหนุนที่คาดว่าหุ้นขนาดเล็กจะ Outperform กว่าตลาดโดยรวมนั้น มี 3 ปัจจัย คือ 1. โมเมนตัมดีทั้งการเคลื่อนที่ของราคาและเม็ดเงินไหลเข้า นอกจากสัดส่วนดัชนี sSET ต่อดัชนี SET (sSET/SET) จะขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่นับจากปี 62 แล้ว ยังพบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าไปลงทุนหุ้นขนาดเล็กเพิ่มขึ้นด้วย ไม่เปราะบางเหมือนที่ผ่านมา

     2. ตลท.กลับมาใช้เกณฑ์การขายชอร์ต (Short Selling) ตามปกติ น่าจะทำให้มูลค่าชอร์ตเซลมีแนวโน้มสูงขึ้นเข้าสู่ระดับปกติที่เฉลี่ยประมาณ 5% ของมูลค่าซื้อขายรวมของตลาด จากปัจจุบันที่เฉลี่ยต่ำเพียงประมาณ 1% เท่านั้น และหุ้นขนาดใหญ่ถึงกลางที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง คาดจะเป็นเป้าหมายหลักในการขายชอร์ต ดังนั้น จึงมีโอกาสเกิดความผันผวนได้ง่ายกว่าหุ้นขนาดเล็ก

    3. แรงขายต่อเนื่องจากต่างชาติ โดยในเดือนก.ย.ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท ขายสุทธิ 14 เดือนติดต่อกัน ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 2.7 แสนล้านบาท และยังไม่มีสัญญาณพลิกกลับมาไหลเข้าในเร็วๆ นี้ ขณะที่ข้อมูลในอดีต 10 ปีที่ผ่านมาบ่งชี้โอกาสที่ต่างชาติจะเป็นผู้ซื้อสุทธิในไตรมาส 4 มีเพียง 30% เท่านั้น และมียอดขายสุทธิเฉลี่ย 2.9 หมื่นล้านบาท

    ดังนั้น หุ้นแนะนำในเดือนตุลาคมจึงเน้นหุ้นขนาดเล็กที่คาดงบไตรมาส 3/63 ออกมาดีและฐานกำไรปีหน้าจะกลับมาเติบโตสูงกว่าช่วงก่อน COVID-19 แนะนำ BGC, PRM, SEAFCO, SMPC, SYNEX และ TPIPL ด้านแนวรับสำคัญเดือนนี้อยู่ที่ 1,200 - 1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,270 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,295-1,300 จุด ตามลำดับ

*** ระยะกลางแนะเพิ่มหุ้นใหญ่-กลาง รับกำไรบจ.เริ่มฟื้น Q1/64

    สำหรับการลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือนข้างหน้า) ยังแนะนำหาจังหวะสะสมช่วงอ่อนตัว โดยควรเบนเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่และกลางมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส เพราะจะกลับมาเป็นเป้าเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในระยะถัดไป หุ้นเด่นน่าสะสม “เพื่อการลงทุน” แนะนำ AEONTS, AOT, BAM, BDMS, BEM, CPALL, KTC, MTC และ WHA

***  บล.ไทยพาณิชย์ คาดหุ้นไทย Q4/63 ผันผวนสูงขึ้น

    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBS กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือน ต.ค. นี้ มีโอกาสลงไปสู่ระดับ 1,200 จุด และค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยกดดันจากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของภาคธนาคารที่จะออกมาในช่วง 22 ต.ค.นี้ หลังจากมาตรการเลื่อนการชำระหนี้สิ้นสุดลง รวมถึงความไม่ชัดเจนของวัคซีนโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ ที่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม และอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและบรรยากาศของการลงทุนอีกครั้ง

    “มองแนวรับแรกที่ 1,250 จุด ที่น่าเข้าไปลงทุน และหากหลุดไปที่ระดับ 1,200 จุดถือเป็นจังหวะที่สามารถเข้าไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะต่ำกว่า 1,200 จุดได้ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น อาจจะเกิดการตกใจจากข่าวบางอย่าง”นายสุกิจ กล่าว
     ด้านภาพรวมของหุ้นไทย ถูกแรงกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่เยอะ โดยเฉพาะในกลุ่ม พลังงาน ปิโตรเคมี ภาคธนาคาร โดยเฉพาะภาคพลังงาน ที่ลงไปเยอะมาก เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้กลุ่มการบินหยุดชะงักไป ดังนั้นความต้องการใช้น้ำมันจึงลดลง ขณะที่กลุ่มค้าปลีก แม้จะมีความน่าสนใจหลังจากคลายล็อกดาวน์ในช่วงแรก แต่ล่าสุดในช่วงไตรมาส 3 กำลังซื้อ การจับจ่ายใช้สอบกลับแผ่วลง ดังนั้นจึงเห็นการบริโภคไม่ได้โดดแรง ส่งผลให้กลุ่มดังกล่าวมีการปรับลดลงมาบ้าง 
    นายสุกิจ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4 นี้ มีโอกาสที่จะเห็นการฟื้นตัวบ้าง ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของภาครัฐ ข่าววัคซีนแม้จะมีอุปสรรคบ้างแต่ก็ไม่ได้หยุดการพัฒนา การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีความชัดเอง ที่อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ต และอาจมีเงินบางส่วนไหลมายังประเทศเกิดใหม่ได้รวมถึงไทย รวมถึงการระบาดโควิด-19 จะสามารถควบคุมได้มากขึ้น

*** มอง SET ปี 64 ฟื้นแตะ 1,400 จุด

    ส่วนเป้าดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,300 จุด ปีหน้าฟื้นอยู่ที่ 1,400 จุด ด้านกำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้อยู่ที่ 57.82 บาทต่อหุ้น และกลับไปสู่ระดับใกล้เคียงปี 62 ในปี 65 อยู่ที่ 93.88 บาทต่อหุ้น โดยปี 62 อยู่ที่ 87.42 บาทต่อหุ้นเช่น BAM - BDMS - CBG - GFPT
    ขณะที่ Tactical Portfolio เน้นหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศที่มีคุณภาพดี เช่น AP - PTT และ TOP ส่วน s-curve Portfolio เน้นหุ้นขนาดเล็กที่มี Story การเติบโตอย่างโดดเด่น และผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เช่น AUCT - IIG - PRIME - SVI - WICE และ ZIGA
    “กลุ่มที่น่าลงทุนมาก คือ กลุ่มอาหาร กลุ่มค้าปลีกที่ราคาลดลงไปมาก รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มั่นคงปลอดภัยในเชิงรายได้และความมั่นคงในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่น่าสนใจอีก คือ กลุ่มโรงพยาบาล เป็นต้น”นายสุกิจกล่าว
    หุ้นกลุ่มที่ควรเลี่ยง เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการบิน และพลังงาน ที่ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

*** ASPS จับตารัฐคลอด `ช้อปช่วยชาติ` กระตุ้นศก.รอบใหม่-ดันตลาดหุ้น

    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส ระบุว่า สัปดาห์หน้ารอมาตรการกระตุ้นชุดใหม่ อาจมีช้อปช่วยชาติ โดย เศรษฐกิจไทย(GDP) ปี 2563 ในทางพื้นฐาน ASPS ประเมินโอกาส Downgrade ลดลง ค่าเฉลี่ย Consensus ทรงตัวอยู่ที่ -7.3%(ASPS คาด -8.4%) และเริ่มเห็นการปรับคาดการณ์ดีขึ้นจากเดิม อาทิ ธปท.,หอการค้า ฯลฯ อย่างไรก็ตามผลกระทบโควิด-19 ที่ยังมีและกระทบโดยตรงต่อภาคท่องเที่ยว และภาคการค้าระหว่างประเทศ ทำให้สำนักเศรษฐกิจมองตรงกัน คือ อย่างน้อย 2 ปีเศรษฐกิจถึงจะกลับไปจุดเดิม ทำให้ยังต้องพึ่ง
     มาตรการการเงิน ASPS คาดแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.25 –0.5% ต่อเนื่องไปอย่างน้อย 1-2 ปี หากพิจารณาจากเหตุการณ์ในอดีต ช่วงวิกฤกติต้มยำกุ้ง พบว่า ไทยคงดอกเบี้ยต่ำถึง 8 ไตรมาส หรือ 2 ปี
     มาตรการกระตุ้นการคลัง ตั้งแต่กลางปี – ปัจจุบันภาครัฐได้ออกมาตรการการบริโภคออกมาโดยเน้นไปที่ฐานราก – ระดับกลาง อาทิ โครงการคนละครึ่ง, เพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการอีก 500 บาทเป็น 700-800 บาท/คน ซึ่งหลักๆ แหล่งเงินมาจาก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท
     ส่วนสัปดาห์หน้า วันที่ 7 ต.ค. 63 จะมีการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-19 (ศบศ.) จะพิจารณามาตรการกระตุ้นการบริโภค มุ่งเน้นผู้มีกำลังซื้อ อาทิ กลุ่มผู้มีรายได้กลาง-บน แม้ว่าจะยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่คาดว่ามาตรการทางภาษีที่สนับสนุนการซื้อสินค้าคงทุน อาทิ รถยนต์ ฯลฯ หรือ มาตรการช้อปช่วยชาติ
     หากพิจารณาในอดีต พบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติ เงินสะพัดราว 9 พันล้าน – 2 หมื่นล้านบาท พบว่า SET Index Outperform ได้ดี และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.81% ส่วนกลุ่มหุ้นที่ Outperform ได้ดีกว่าตลาดในอดีต คือ กลุ่มท่องเที่ยว 3.9%, ค้าปลีก 1.43%, ขนส่ง 1.22% และอสังหาฯ 1.14% 
      อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบัน หุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม ปัจจัยพื้นฐานยังไม่สดใสจากผลกระทบ COvid-19 คำแนะนำกลุ่ม คือ “Underweight” โดย ERW, CENTEL, MINT ราคาหุ้นปรับขึ้นมาจนเกิน Fair value ยังคงคำ แนะนำ Switch โดยแนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มค้าปลีก โดยมุ่งไปที่กลุ่มทีได้กระแสช็อปช้อปช่วยชาติ อาทิ CRC, CPN, SPVI, CPALL

*** ไอร่า ลุ้นตั้ง `กองทุนพยุงหุ้น` รับภาวะตลาดผันผวน-ไร้แรงหนุน LTF

    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า เปิดเผยว่า ตลาดอาจได้รับจิตวิทยาเชิงบวกต่อประเด็นรัฐบาลเตรียมถกการตั้งกองทุนพยุงหุ้นไทยกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้บ้าง ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อดูรายละเอียดอีกครั้ง รวมทั้งเรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อการทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐอย่างต่อเนื่อง คาด การกลับมาใช้เกณฑ์ Short-Sell ปกติ (Zero Plus Tick) คาดจะทำให้มูลค่าการ Short-Sell กลับมาสูงขึ้น และส่งผลตลาดหุ้นไทยผันผวนมากขึ้น คาดจะกดดันหุ้นในกลุ่ม Big Cap. อ่อนตัวลงยังเป็นปัจจัยจำกัด Upside การฟื้นตัวของตลาดได้อยู่
     อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงแนวโน้มความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีโอกาสกลับมาเป็น Noise รบกวนตลาดได้อีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวทั้งทางฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งแนวโน้มการชุมนุมของประชาชนปลดแอกที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกครั้ง คาดจะยังเป็นปัจจัยจำกัดการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยได้อยู่
     ธีมการลงทุน เริ่มแนะนำให้นักลงทุนเข้าทยอยเข้าซื้อสะสมเพียงแค่หุ้นในกลุ่มที่คาดกำไรในช่วงไตรมาส 3 มีแนวโน้มออกมา ฟื้นตัวขึ้นได้เช่น CPF, TKN, GFPT, PTG, BDMS และ SAWAD

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ระบุว่า หากย้อนดูความสัมพันธ์ของแรงซื้อหุ้นในอดีต พบว่า ต่างชาติเคยเป็นผู้ผลักดันตลาดหุ้นไทยเป็นหลักตลาดหุ้นไทย แต่ระยะหลังมานี้ แม้ต่างชาติขายหุ้นไทยตั้งแต่ปี 56 จนถึงปัจจุบัน มาแล้วกว่า 8.68 แสนล้านบาท (ปรับตามมูลค่าตลาด) ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองต่างทั้งทางตรงและผ่าน NVDR ลดลงจาก 35.66% ลงมาจนปัจจุบันเหลือเพียง 25.69% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
     อย่างไรก็ตามยังดีที่มีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันฯ ตั้งแต่ปี 56 จนถึงปัจจุบัน มาคอยพยุงตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 5.64 แสนล้านบาท โดยแรงหนึ่งแรงซื้อที่สำคัญ คือ กองทุน LTF ที่มีเม็ดเงินเข้ามา 4.5 – 7.6 หมื่นล้านบาท ต่อปี
     กลับมาวิเคราะห์เฉพาะปีนี้ พบว่า การเคลื่อนไหวของ SET Index มีความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแรงซื้อขายจากกองทุนมากขึ้น (Correlation เกือบ 0.6) แต่ในไตรมาส 4 ของปีนี้ เป็นปีแรกที่ตลาดหุ้นไทยจะขาดเม็ดเงินกองทุน LTF ที่คอยหนุนเหมือนทุกๆปี ซึ่งสัดส่วนในการซื้อมักกระจุกตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายกว่า 66% หรือราว 3 – 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ตลาดขาดแรงขับในช่วงที่เหลือของปี
    นอกจากนี้เดือน ก.ย. 63 ยังเป็นเดือนที่สถาบันฯ ขายสุทธิหุ้นไทยมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่ง Momentum ในการขายระยะสั้นยังมีอยู่ จากการปรับพอร์ตเตรียมเงินมาซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่ อย่าง SCGP ในช่วงต้นของเดือน ต.ค.รวมถึงตลาดอาจมีความผันผวนมากขึ้นจากการปรับเกณฑ์ Short Sell
   ดังนั้นในยามที่ต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทย และแรงขับเคลื่อนจากจากนักลงทุนสถาบันฯ อาจลดน้อยลงอย่างมีนัยฯ จากการขาดแรงหนุนของกองทุน LTF กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำหุ้นกลางเล็ก ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และไม่ถูก Short Sell







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด