ข่าวนี้ที่ 1

เปิดโผ 20 หุ้น ขวัญใจ LTF-สถาบันจ่อซื้อหุ้นปลายปี 2 หมื่นลบ.

เปิดโผ 20 หุ้น ขวัญใจ LTF-สถาบันจ่อซื้อหุ้นปลายปี 2 หมื่นลบ.

       โบรกฯ เปิดสถิติ สถาบันซื้อหุ้นไทย 2 เดือนสุดท้ายของปีกว่า 2 หมื่นลบ. พร้อมเปิดโผ  20 หุ้นเด่น เป้าหมาย LTF พร้อมจับตาบาทอ่อนช่วยหนุนกลุ่มอิเล็กฯฟื้น ส่วนภาพรวมตลาดสัปดาห์นี้ยังไร้ข่าวดี เตือนอาจเห็น SET ทำโลว์ของปีในเดือนนี้ ให้แนวรับ 1,550 -1,546 จุด  

* เปิดสถิติสถาบันซื้อหุ้น พ.ย.- ธ.ค. สูง 2.08 หมื่นลบ.
      
    บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ว่า หลังจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะหมดอายุลงในปีนี้  ซึ่งในช่วงเดือน ธันวาคม 2562 ยังจะเห็นแรงขับเคลื่อนจากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาซื้อ LTF ก่อนสิ้นปี(เป็นรอบสุดท้าย) ซึ่งในเดือนพ.ย. 2562 ที่ผ่านมา สถาบันฯซื้อสุทธิเพียง 2.5 พันล้านบาทเท่านั้น 

    แต่จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่า สถาบันฯซื้อสุทธิหุ้นไทยช่วง 2 เดือนสุดท้ายเฉลี่ยสูงถึง 2.08 หมื่นล้านบาท (ซื้อสุทธิ 9 ใน 10 ปี ) ดังนั้นในปี 2562 นี้ นักลงทุนยังซื้อ LTF น้อยอยู่ จึงมีโอกาสที่จะเห็นแรงซื้อที่จะมากระจุกตัวในเดือน ธ.ค. 2562 นี้มากขึ้น โดยมีโอกาสสูงที่จะเกิดการทำ ?Window Dressing หรือการดันราคาหุ้นของนักลงทุนสถาบันฯ เพื่อให้พอร์ตที่ลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้งบการลงทุนรายไตรมาสออกมาดูดี

 
* คัด 20 หุ้นเด่น เป้าหมายของ LTF 

    ฝ่ายวิจัยจึงทำการคัดกรองหุ้นที่นักลงทุนสถาบันฯนิยมซื้อสะสมในช่วงโค้งสุดท้ายของปี เริ่มจากค้นหารายชื่อหุ้นที่กองทุน LTF นิยมลงทุนมากที่สุด ในกองทุน LTF ทั้งหมด 93 กองทุน มีมูลค่าของทรัพย์สินสุทธิรวมกันกว่า 3.87 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ สิ้น เดือน ต.ค. 2562) โดย ได้รายชื่อหุ้น 20 หลักทรัพย์ที่กองทุนนิยมถือมากที่สุด PTT 8.5%, CPALL 7.7%, AOT 4.9%, BBL 4.0%, ADVANC 3.6% และ ฯลฯ

20 หุ้น ยอดนิยมกองทุน LTF
หุ้น สัดส่วนลงทุน ณ ต.ค.62
PTT 8.50%
CPALL 7.70%
AOT 4.90%
BBL 4.00%
ADVANC 3.60%
KBANK 3.30%
PTTEP 3.20%
BDMS 3.00%
SCB 2.80%
SCC 2.80%
MINT 2.30%
EGCO 2.20%
BJC 2.20%
INTUCH 2.20%
CPN 1.80%
BTS 1.70%
LH 1.70%
KTB 1.70%
IVL 1.60%
TU 1.50%
อื่นๆ 37.30%
ที่มา ฝ่ายวิจัย ASP  

* ลุ้นกลุ่มอิเล็กฯ ฟื้นรับบาทอ่อนค่า  

    ด้านบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยว่า  หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ธุรกิจส่งออกก็ผ่อนคลายลง แม้อาจจะไม่ได้อ่อนมาก แต่การที่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพก็จะช่วยให้ผู้นำเข้าส่งออกสามารถบริหารจัดการเรื่องค่าเงินได้ดีขึ้นในปี 63 ส่วนทิศทางการส่งออก หลายอุตสาหกรรมก็มีแนวโน้มเติบโต/หรือฟื้นตัว เช่น ไก่ส่งออก, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กับสมาร์ทโฟน เป็นต้น
    
    โดยได้ปรับน้ำหนักลงทุนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็น Neutral เมื่อ 28 พ.ย.62 (เดิม Underweight) โดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิสก์เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แม้ว่ายอดขายเซมิคอนดัคเตอร์รายเดือนจะยังหดตัว แต่ก็มีอัตราที่น้อยลงนับตั้งแต่ก.ค.62 เป็นต้นมา ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนของต.ค.62 เริ่มพลิกเป็นบวก หลังจากติดลบมา 11 เดือนต่อเนื่อง 

    ทั้งนี้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มคอนซูเมอร์ฟื้นตัวได้ดีกว่ากลุ่มยานยนต์ เห็นได้จากยอดขายชิพที่ใช้กับสมาร์ทโฟนพลิกเป็นบวกได้ใน Q3/62 หลังจากหดตัวมา 7 ไตรมาสติดต่อกัน และมองไปข้างหน้าก็จะมีเทคโนโลยี 5G เข้ามาช่วยหนุนอุปสงค์ในหมวดนี้ด้วย ส่วนชิ้นส่วนฯที่ใช้กับยานยนต์ยังคงหดตัว แต่คาดว่าจะลดลงเหลือเป็นเลขหลักเดียวในปี 63

* แนะถือ DELTA - HANA - KCE ขาย SVI 

    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำถือ DELTA - HANA - KCE และแนะนำขาย SVI เราให้ DELTA (ราคาพื้นฐาน 51 บาท) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะมองว่าเป็นบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ฐานลูกค้า และทำเลที่ดี, บริษัทมีการทำ R&D ทำให้ธุรกิจได้มาร์จิ้นสูง, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมี Valuation จูงใจ (ราคาปัจจุบันมี P/E ต่ำที่ Mean 5 ปี -2SD)

    ?ส่วน HANA (ราคาพื้นฐาน 32 บาท) เริ่มเห็นการฟื้นตัวของชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์กลุ่มคอนซูเมอร์ และบริษัทได้สัญญาผลิตเซ็นเซอร์ 3D Facial Recognition ของสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ บริษัทจะลงทุนผลิตสินค้าใหม่นี้ที่โรงงานลำพูนใน Q4/62 และเริ่มผลิตภายใน 1H63 ส่วนโรงงานในกัมพูชาก็จะคุ้มทุนได้ใน 2H63

    ด้าน KCE (ราคาพื้นฐาน 17.50 บาท) บริษัทได้รับคำสั่งซื้อที่มีมาร์จิ้นสูงเข้ามา & เดินหน้าลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านแรงงาน ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในปี 63 ดีขึ้น จากปี 62 รวมทั้งคาดว่าธุรกิจชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ที่ใช้กับยานยนต์น่าจะหดตัวในอัตราที่น้อยลงในปี 63

* สัปดาห์นี้ SET เจอปัจจัยเสี่ยงเพียบ  
    
     นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และบริการการลงทุนวิเคราะห์เทคนิค  บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (9-13 ธ.ค.62) ว่าตลาดยังผันผวน เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยเชิงบวกเข้ามากระตุ้นตลาด ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีวันทำการเพียง 4 วันเนื่องจากวันที่ 10 ธ.ค. 62 เป็นวันหยุดเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ  

    โดยปัจจัยที่ยังต้องติดตามในต่างประเทศ มาจากผลการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (โอเปก) ว่าสรุปแล้วจะมีมติลดกำลังการผลิตลงในปีหน้าอีก 5 แสนบาร์เรล/วัน ตามมติเบื้องต้นหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลดังกล่าวจะกระตุ้นหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยเพียงช่วงสั้น เนื่องจากการลดกำลังการผลิตครั้งนี้เป็นการลดอุปทาน แต่อุปสงค์หรือความต้องการน้ำมันในตลาดโลก ยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ  

    ส่วนปัจจัยเรื่องการเจรจาการค้า ยังต้องติดตามว่าในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ สหรัฐ - จีนจะบรรลุข้อตกลงยกเลิกภาษีนำเข้าหรือไม่ ซึ่งน่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนออกมาต่อเนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายว่าจะเป็นอย่างไรตั้งแต่ต้นสัปดาห์เป็นต้นไป นอกจากนี้ให้ติดตามผลกระทบกรณีที่สหรัฐฯ จะหันไปทำสงครามการค้ากับยุโรปผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าดิจิทัลด้วย  
    
* มอง LTF ยังเข้า SET น้อยกว่าคาด 

    ด้านปัจจัยในประเทศ แม้ว่าหลายฝ่ายยังคาดหวังเม็ดเงินจากกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) จะเข้ามาในช่วงปลายปี  แต่ล่าสุดเม็ดเงินดังกล่าวยังเข้ามาในสัดส่วนที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ให้ติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ที่คาดว่าจะเริ่มทยอยเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป  

    ขณะที่ประเด็นคณะกรรมการค่าจ้างแรงงาน ได้มีมติขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-6 บาททั่วประเทศ ประเมินว่าอาจจะมีผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มที่มีต้นทุนค่าแรงอย่างกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง  แต่กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์อย่างกลุ่มค้าปลีกเชื่อว่าจะไม่ได้รับข่าวดีมากนักเพราะดูจากราคาหุ้นหลายตัวหลังจากมีข่าวยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด 


* เตือนอาจเห็นโลว์ของปี ในเดือนนี้ 

    โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้นกลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ช่วงสั้นหากโอเปกลดกำลังการผลิต  หรือหุ้นที่ได้รับประโยชน์ที่ดัชนี FTSE จะเพิ่มสัดส่วนในการคำนวณ วันที่ 20 ธ.ค.นี้ คือ BDMS  - BTS โดยประเมินแนวรับ 1,550 -1,546 จุด แนวต้าน 1,575 -1,580 จุด 

    "ตลาดยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจน LTF ก็เข้ามาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ราคาน้ำมันก็คงรับมติโอเปกไม่มาก ส่วนเรื่องค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นคงไม่มีผลกับกลุ่มค้าปลีก เพราะ CPALL ก็ยังนิ่งแม้จะมีข่าวออกมา เดือนนี้อาจจะได้เห็น SET ทำโลว์ของปีที่ 1,550 จุด แต่ถ้าหลุด ก็ไปโลว์ปีก่อนที่ 1,546 จุด   "   นายคณฆัส กล่าว             
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด