ข่าวนี้ที่ 1

ข่าวร้ายท่วมแบงก์ ธปท.คุมเข้มเงินกองทุน โบรกฯจ่อหั่นกำไร

ข่าวร้ายท่วมแบงก์ ธปท.คุมเข้มเงินกองทุน โบรกฯจ่อหั่นกำไร

     หุ้นแบงก์ดิ่งหนักหลังเจอเบรก จ่ายปันผล - ซื้อหุ้นคืน ฟากธปท.ยังเข้ม เฝ้าดูระดับเงินกองทุน - Stress Test ก.ค.นี้ ชี้หากแบงก์ไหนต่ำกว่าเกณฑ์เรียกปรับแผนทันที ไม่ปิดทางหากต้องการเพิ่มทุน ด้านโบรกฯ แย้มอาจหั่นเป้ากำไร หลังทราบผลทดสอบ แนะโยกไปหุ้นกลุ่มบริหารหนี้-ปันผลสูง    

    หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ วานนี้ (22 มิ.ย.63) ปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)สั่งให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายปันผลระหว่างกาล และงดซื้อหุ้นคืนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินให้แข็งแกร่ง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไปจากวิกฤตโควิด รวมถึงการออกนโยบายช่วยลูกหนี้โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยสินเชื่อต่างๆ ก่อนที่ล่าสุดธปท.จะออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ธนาคารพาณิชย์ยังต้องรอผลทดสอบความเสี่ยง (Stress Test) ในเดือนก.ค.นี้ ก่อนที่จะมาประเมินอีกครั้ง ว่าจะจัดการบริหารความเสี่ยงต่อไปอย่างไร  

* หุ้นแบงก์ดิ่งยกแผง   BBL- SCB ลงแรงสุด 

    ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้นธนาคารพาณิชย์ วานนี้ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนีกลุ่มปิดที่ระดับ 284.82 จุด ลดลง 19.39 จุด หรือ 6.3%  กดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยถึง 7.9 จุด   ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารทั้ง 11 แห่ง ปิดการซื้อขายดังนี้ 

    BAY ปิดที่ระดับ 23.30 บาท ลดลง 1.40 บาท หรือ -5.67 % มูลค่าการซื้อขาย 75 ล้านบาท  
    BBL ปิดที่ระดับ 105 บาท ลดลง  10.50 บาท หรือ -9.09% มูลค่าการซื้อขาย 4,026 ล้านบาท 
    CIMBT ปิดที่ระดับ 0.61 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ -3.17% มูลค่าการซื้อขาย 6.3 ล้านบาท 
    KBANK ปิดที่ระดับ 89.25 บาท ลดลง 6.50 บาท หรือ -6.79% มูลค่าการซื้อขาย 5,890 ล้านบาท 
    KKP ปิดที่ระดับ 41.50 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ -5.68% มูลค่าการซื้อขาย 562 ล้านบาท 
    KTB ปิดที่ระดับ 10.40 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ -3.70% มูลค่าการซื้อขาย 580 ล้านบาท 
    LHFG ปิดที่ระดับ 1.01 บาท ลดลง 0.05 บาท หรือ -4.72% มูลค่าการซื้อขาย 8.19 ล้านบาท 
    SCB ปิดที่ระดับ 71.50 บาท ลดลง 5.75 บาท หรือ -7.44% มูลค่าการซื้อขาย 3,366 ล้านบาท 
    TCAP ปิดที่ระดับ 36.25 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ -4.61% มูลค่าการซื้อขาย 365 ล้านบาท 
    TISCO ปิดที่ระดับ 69.25บาท ลดลง 4.25  บาท หรือ -5.78% มูลค่าการซื้อขาย 1,513 ล้านบาท 
    TMB ปิดที่ระดับ 1.05 บาท ลดลง 0.05 บาท หรือ -4.55% มูลค่าการซื้อขาย 585 ล้านบาท       
 
* ธปท. สั่งแบงก์ส่งผลประเมินเงินกองทุนปลายก.ค.นี้   

    นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ขอให้สถาบันการเงิน ประเมินและจัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะที่ 1-3 ปีข้างหน้า โดยให้คำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้หลังโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งจะต้องส่งแผนดังกล่าวให้ ธปท. ภายในปลาย ก.ค. นี้

    ทั้งนี้ มาตรฐานระดับเงินกองทุนสถาบันการเงินจะต้องไม่ต่ำกว่า 8.5% แต่ธปท. ยืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้เงินกองทุนอยู่ในระดับต่ำเกินไป ซึ่งธปท.พยายามจะคุมระดับเงินกองทุนอยู่ที่ระดับ 11.5-12.5% หากต่ำกว่านี้ จะต้องหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการเงินกองทุน

    สำหรับปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีระดับเงินกองทุนอยู่ที่ระดับ 18.7% โดยยืนยันว่า ธปท. ต้องการดำเนินนโยบายเชิงป้องกันมากกว่าการแก้ไข จึงมีนโยบายให้สถาบันการเงินทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงของกองทุน และนำส่งให้ธปท.ต่อไป

* ไม่ปิดทางแบงก์เพิ่มทุน หากผล Stress Test ต่ำเกณฑ์ 

    นายรณดล กล่าวเสริมว่า ส่วนการทำแผนรองรับ หรือแผนการทดสอบความเสี่ยง (Stress Test) ต่างๆ ขณะนี้ ได้สั่งการให้สถาบันการเงินทำแผนใหม่ และประเมินระดับเงินกองทุนภายใต้โควิด-19 ซึ่งจะออกมาในปลายเดือนก.ค.นี้ โดยเชื่อว่าจะเห็นภาพชัดขึ้น ว่าจะบริหารงานในอนาคตอย่างไรต่อไป

     นายรณดล กล่าวว่า สำหรับแนวทางการเพิ่มทุนยังเร็วไปที่จะประเมิน แต่หากจะเพิ่มเงินระดับเงินกองทุนของแต่ละธนาคารนั้น ก็มีหลายแนวทาง เช่น การออกหุ้นกู้ การงดการจ่ายปันผลระหว่างกาลซึ่งจะเป็นกำไรสะสมเพิ่มขึ้น ที่จะไปเพิ่มในเงินกองทุนได้ ก็ล้วนเป็นทางเลือกได้เช่นกัน

    “ ณ วันนี้ที่มีระดับเงินกองทุน 18.7% เชื่อว่าเราจะผ่านเหตุการณ์ไปได้ เรามีหลายทางเลือกหากเงินกองทุนแบงก์ต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้งออกหุ้นกู้ - งดจ่ายปันผล - เพิ่มทุน แต่ ณ ปัจจุบันเราเชื่อว่าอาจจะไม่ถึงขั้นเพิ่มทุน แต่ก็ต้องดูผล Stress Test เป็นหลัก  ซึ่งการออกมาตรการทั้งการดูแลลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ คงไม่ทำให้เกิดหนี้เสียพุ่งสูง หรือหากเกิดเหตุรุนแรง คงไม่ปล่อยให้ระดับเงินกองทุนลดต่ำกว่ามาตรฐานแน่นอน  หากถึงวันนั้นคงต้องมีมาตรการอื่น มีการหารือร่วมกัน การเพิ่มทุนก็อาจเป็นทางเลือกที่นำเข้ามาใช้ได้  ”นายรณดล กล่าว
 
* วอนนลท.เข้าใจ ชี้งดปันผล - ซื้อหุ้นคืน จะดีต่อแบงก์ในระยะยาว  

     ส่วนของ ธปท. ที่ให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล และห้ามซื้อหุ้นคืนนายรณดล เปิดเผยว่า จะเป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตที่จะเกิดขึ้น และเพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงินและผู้ลงทุน
 
    ส่วนกรณีหุ้นธนาคารพาณิชย์ ที่ปรับตัวลดลงภายหลังการออกมาตรการ ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวนั้น มุ่งหวังการเสริมสร้างสภาพคล่อง และระดับเงินกองทุน และเป็นผลดีต่อสถาบันการเงินในระยะยาว รวมถึงเพื่อให้มีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งจากสถานการณ์โควิด-19

     “คงต้องอธิบายนักลงทุน ผู้ฝากเงิน ว่ามาตรการที่ออกมานั้น เรามุ่งหวังการเสริมสร้างสภาพคล่อง ระดับเงินกองทุน และการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเชื่อว่านักลงทุนในและต่างชาติจะเห็นด้วยกับความจำเป็นที่ออกมานั้นด้านต่างชาติคงไม่แปลกใจ เพราะเป็นมาตรการที่สร้างความเข้มแข็งระยะยาวให้สถาบันการเงินและถือเป็นการตั้งการ์ดสูงไว้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและตอบโจทย์ในระยะยาว”นายรณดล กล่าว

* โบรกฯ เล็งหั่นกำไรแบงก์ แนะโยกไปกลุ่มบริหารหนี้-ปันผลแทน  

    นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายหลังจากธปท.ออกมาตรการขอความร่วมมือสถาบันการเงิน งดการซื้อหุ้นคุ้น และงดการจ่ายปันผลระหว่างกาล รวมถึงให้กลับไปทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนเพื่อรับความเสี่ยงจากโควิด-19 นั้น ซึ่งในระยะสั้นส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ทั้งกลุ่ม

    โดยเมื่อแยกกลุ่มจะพบว่า หุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ กลุ่มจ่ายปันผลระหว่างกาล คือ BBL KKP SCB KBANK ส่วนกลุ่มที่จ่ายปีละ 1 ครั้ง คือ TISCO KTB TMB เป็นต้น

    “ช่วงแรกที่มีข่าวออกมาผลตอบรับเป็นลบทั้งหมด แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ก็คงเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เราที่ทำเท่านั้น ต่างชาติก็ทำอยู่เหมือนกัน”นายคณฆัส

    สำหรับมุมมองของแบงก์นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเตรียมปรับลดเป้าหมายกำไรปีนี้ลง ซึ่งที่ผ่านมาบล.โนมูระฯ ให้น้ำหนักเท่ากับตลาด หรือน้อยกว่าตลาด ซึ่งหลังจากนี้คงต้องนำข้อมูลต่างๆ ทั้งผลประเมินเงินกองทุน - Stress Test ต่างๆ รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการที่ออกมาประเมินร่วมกันด้วย

    ส่วนกลยุทธ์ในการลงทุนนั้น หากเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีผลกระทบมากและต้องการสวิสต์ออกจากกลุ่มธนาคารก่อน สามารถไปพักในกลุ่มบริหารหนี้ได้ BAM- JMT และ กลุ่มปันผลดี เช่น ADVANC -INTUCH- SCC

* หวั่นงบครึ่งปีหลังยังฟื้นยาก หลังปัจจัยลบไม่ขาดสาย  

    นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ช่วงครึ่งหลังของปีมีโอกาสฟื้นตัวได้ยาก เนื่องจากมีมาตรการใหม่ๆที่ออกมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นปัจจัยลบ เช่น นโยบายลดดอกเบี้ยสินเชื่อ ซึ่งจะกดดันผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี

    อย่างไรก็ตาม ยังคาดว่าสินเชื่อปี 63 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังมีโอกาสเติบโต แต่อาจมีความเสี่ยงเรื่องผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ NPL มีโอกาสปรับตัวขึ้นทั้งอุตสาหกรรม และอาจทำให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มการตั้งสำรองมากขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกอีกด้วย

    โดย ยังคงน้ำหนักเท่ากับตลาด คือสามารถลงทุนได้ตามความเคลื่อนไหวของตลาด แนะนำ BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เนื่องจากเป็นธนาคารที่มีการปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่มากกว่ากลุ่ม SME และรายย่อย ซึ่งมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูง นอกจากนี้ BBL ยังมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่าธนาคารอื่นอีกด้วย

    ส่วนแผนทดสอบความเสี่ยง  (Stress Test) ที่ ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงินทำแผนใหม่ และประเมินระดับเงินกองทุนภายใต้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะออกมาในปลายเดือน ก.ค.นี้ ยังไม่มีความชัดเจน แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับกลุ่มหุ้นธนาคารพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ
 

* บล.กสิกรฯ มองแบงก์รับข่าวลบระยะสั้น คาด SET ปีนี้ ยังลุ้น 1,400 จุด 

    นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า  นโยบายขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและงดการซื้อหุ้น จะเป็นผลดีต่อธนาคารพาณิชย์มากกว่า เนื่องจากจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงถัดไปได้  ซึ่งในทางกลับกันหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปได้ดีอย่างต่อเนื่องและไม่มีการระบาดของโควิด-19 รอบสอง มาตรการนี้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น

    “ ปกติอัตราการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นสัดส่วนไม่มากนักประมาณ 20-30% ของจำนวนเงินปันผลจ่ายทั้งปีและบางธนาคารก็ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ทำให้การปรับลดลงของการคาดการณ์อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) อาจไม่มากเท่าที่คาด หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย แบงก์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะเวลา 1-3 ปีข้างหน้าแล้วเสร็จด้วยดี ธนาคารพาณิชย์น่าจะกลับมาจ่ายเงินปันผลประจำปีได้ในปีหน้า ประกอบกับระดับ Valuation ของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และเป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว” นางสาวธิดาศิริกล่าว

    นางสาวธิดาศิริกล่าวต่อไปว่า คำแนะนำสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความผันผวนระยะสั้นได้ ยังคงสามารถถือครองการลงทุนต่อไปได้เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว โดยมองว่าตลาดหุ้นโดยรวมโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินน่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบในระยะสั้น ส่วนผู้ที่รับความผันผวนไม่ได้ แนะนำให้รอดูสถานการณ์เพิ่มเติม ทั้งนี้ต้องจับตามองพัฒนาการของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกลับมาระบาดของโควิด-19 รอบสอง 

    อย่างไรก็ตามทาง บลจ. กสิกรไทยยังคงคาดการณ์เป้าหมาย SET Index ในปีนี้ที่ระดับ  1,350 จุด  และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นแตะระดับ 1,400 จุด หากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยแม้ระดับราคาหุ้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางเข้าสู่ระบบทั่วโลก ส่งผลให้สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจในระยะยาว

* ฟิทช์ ยังมั่นใจ เงินกองทุนแบงก์ไทย ยังเป็นจุดแข็งสำคัญ   

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า  นโยบายงดจ่ายปันผล - งดซื้อหุ้นคืนเป็นมาตรการคล้ายหน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศ  โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ ของภาคธนาคารพาณิชย์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 15.8% ณ เดือนเมษายน 2563 ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งสำหรับธนาคารพาณิชย์ไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ซึ่งสะท้อนได้จากระดับการประเมินความแข็งแกร่งด้านฐานะเงินกองทุนของธนาคารส่วนใหญ่ ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร (หรือ Viability Rating)

    ทั้งนี้ฟิทช์ได้ปรับการประเมินด้านสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของภาคการธนาคารพาณิชย์ไทยเป็น ‘bbb’ จากเดิม ‘bbb+’ เมื่อเดือนเมษายน 2563 เนื่องจากฟิทช์คาดว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพสินทรัพย์และผลกำไรของธนาคารในอีก 2 ปีข้างหน้า 

    อย่างไรก็ตามฟิทช์ยังคงคาดว่าเงินกองทุนของธนาคารจะยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง (ตามสมมติฐานกรณีพื้นฐานของฟิทช์) แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรฐานบัญชี TFRS9







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด