ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น SET ยืน1,400 จุด หลังครม.แจกเงินสู้โควิด-19

ลุ้น SET ยืน1,400 จุด หลังครม.แจกเงินสู้โควิด-19

    โบรกฯ คาด SET สัปดาห์นี้กลับมายืน 1,400 จุด รับ ครม.เศรษฐกิจเตรียมแจกเงิน 2,000 บ./คน - ช่วยผู้ประกอบการสู้โควิด-19 ชี้ ตลาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว พร้อมรอเกณฑ์ SSF ชัดเจนหนุนอีกแรง  ยก ADVANC - CPF - CPALL - HMPRO รับอานิสงส์          

*** SET ผันผวนแรง ก่อนปิดสัปดาห์ในแดนลบ 
    
    ตลาดหุ้นไทยปิดวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.63 ที่ 1,364.57 จุด ลดลง 26.26 จุด หรือ 1.89% มูลค่าการซื้อขาย 5.22 หมื่นลบ.  โดยตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีผันผวนอย่างหนัก โดยลงไปจุดต่ำสุดในวันที่ 2 มี.ค.63 ที่ระดับ 1,317 จุด ก่อนจะปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดในวันที่ 5 มี.ค.ที่ 1,408.35 จุด หรือประมาณ 90 จุด 

    โดยสัดส่วนซื้อขายรายกลุ่มตลอดทั้งสัปดาห์มีดังนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 1.02 พันลบ.   บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 3.78  พันลบ.  นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 5.30 หมื่นลบ. นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 5.58 หมื่นลบ.          

*** ครม.กระตุ้นศก.ชุดใหญ่สู้โควิด 
    

    วันศุกร์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้อนุมัติมาตรการชั่วคราวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด -19 ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแจกเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ  2,000 บาท/คน  มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ -ชำระหนี้ -ภาษี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยจะเสนอครม.ใหญ่ในสัปดาห์นี้ (10 มี.ค.63)  
    
    ส่วนมาตรการช่วยตลาดทุนที่หลายฝ่ายคาดหวังถึงการปรับเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อการออม (SFF) ให้เหมือนกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมีความคืบหน้าเพียงเรื่องการเปิดช่องให้ลงทุนในหุ้นได้ถึง 65%  และจะต้องซื้อภายในมิถุนายน 2563 แต่ระยะเวลาถือครองยังอยู่ที่ 10 ปีเช่นเดิม ขณะที่วงเงินลงทุนยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ต้องรอความชัดเจนในการประชุมครม.ใหญ่วันที่ 10 มี.ค.นี้    

*** โบรกฯ ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ลุ้นหนุน SET ยืน 1,400 จุด   

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาล ออกมาทั้งเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ การช่วยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19  โดยมาตรการ แจกเงิน 1,000 บาท เป็นเวลา 2 เดือน เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ส่วนหนึ่ง 

    ส่วนประเด็นมาตรการช่วยตลาดทุน หรือ กองทุน SSF ซึ่งยังไม่ได้มีข้อสรุปออกมา แต่เบื้องต้น  จะให้ถือครองหุ้นได้มากกว่า65% เพราะเดิมไม่ได้กำหนดว่าให้ถือครองอะไรบ้าง ส่วนวงเงินอยู่ขั้นตอนของการหารือ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้ แต่ต้องรอความชัดเจนมากกว่านี้ 

    สำหรับภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้ (9-13 มี.ค.63) มองว่ายังมีความผันผวน คงต้องตามการแพร่ระบาดของไวรัสทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ว่ามาตรการป้องกันจะทำได้ดีแค่ไหน โดยจีนทำให้เห็นแล้วว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะสามารถคุมได้  นอกจากนี้ยังต้องติดตามการพัฒนาของวัคซีนด้วย หากป้องกันเข้มงวด และเห็นการพัฒนาวัคซีนเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งจะทำให้ไตรมาสสองออกมาดูดีขึ้น แต่หากรากยาวเกินพฤษภาคม-มิถุนายน เรามองว่าเป็นความเสี่ยง

    ส่วนดัชนีหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์นี้มอง แนวต้าน 1,408-1,415 จุด แนวรับที่ 1,337-1,350 จุด ด้านกลยุทธ์ในการลงทุน เน้นตั้งรับหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ADVANC กลุ่มอาหาร เช่น CPF หุ้นค้าปลีก CPALL - HMPRO        

*** ชี้ระยะสั้น SSF ยังไม่ชัด ช่วยตลาดหุ้นได้ไม่มาก  

    บล.ยูโอบี เคเฮียน เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการแจกเงินผู้มีรายได้น้อย 1,00 บาท นาน 2 เดือน ยังไม่มารถเริ่มได้ทันที ใช้เวลา 1-2 เดือน ทำให้กลุ่มค้าปลีก จะเผชิญความเสี่ยงเรื่องงบไตรมาส 1/63 ที่อ่อนแอก่อน ดังนั้นกลุ่มนี้รอซื้อหลังงบ หรือรอเก็งกำไรหลังเรื่องดีลเข้าซื้อ Tesco Lotus ชัดเจน

    สำหรับการขยายมาตรการ SSF ยังไม่มีรายละเอียด แต่โดยหลักการคือการให้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพื่อลดหย่อนภาษีเพิ่ม จากวงเงินเดิมของ SSF ที่ 2.5 แสนบาท และเป็นการซื้อภายใน มิ.ย.63อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุวงเงินที่จะได้ใช้สิทธิ์เพิ่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้นคาดข่าวนี้ยังไม่มีส่วนช่วยต่อการประคองตลาดในระยะสั้น

    เช่นเดียวกับบล.กสิกรไทยเปิดเผยว่า สำหรับประเด็น SSF ยังคงระยะเวลาถือครอง 10ปี แต่จะปรับเกณฑ์ให้ลงทุนในหุ้นมากกว่า 65% (เดิมไม่ระบุเกณฑ์) ถึงเดือนมิ.ย.63 สำหรับวงเงินยังไม่มีการเปิดเผย เนื่องจากต้องรอครม.อนุมัติ  เมื่อรวมกับการแจกเงิน เดือนละ 1พันบาท 2เดือน  พักชำระหนี้ , ปรับโครงสร้างหนี้ ยังมีมุมมองเป็นกลาง และอาจไม่เพียงต่อต่อการผลักดันตลาดหุ้น

*** หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว     

    ?ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะผันผวน แต่เชื่อว่าผ่านพ้นจุดต่ำสุด 1, 317 จุดไปแล้ว นับตังแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นผ่านร้อนผ่านหนาวมาสาระพัด เริ่มจากสงคราการค้าที่ยืดเยื้อ , ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง, งบประประมาณเบิกจ่ายล่าช้า และที่สำคัญคือ โรคระบาด COVID-19 กดดันให้ SET Index ทำจุดต่ำสุดที่ 1, 317.45 จุด ณ วันที่ 1 มี.ค. 2563 โดยปรับตัวลดลงมากว่า 16.6% นับตั้งแต่ต้นปี 2563 จาก 4 เหตุผลดังนี้ 

     1.ตลาดหุ้นสะท้อนปัจจัยลบ ทางฝ่ายวิจัย ASPS ได้ปรับลดตัวเลข GDP ปี 2563 จาก 2.8%ลงมาเหลือ 1.6% มาระยะหนงึ่ แล้ว พร้อมกับเชื่อว่าปัญหา COVID-19 น่าจะค่อยๆ ดีขึ้น เช่นเดียวกับทางประเทศจีน

    2.Valuation ตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย EPS63F ของตลาดที่ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินอยู่ที่ 85.59 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ Consensus ที่ 95 บาท/หุ้น หากนำมาคำนวณ Market Earning Yield Cap อยุ่ที่ 5.5% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตซับไพร์ม ปี 2551 แสดงให้เห็นว่า Valuation ตลาด ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับที่น่าสนใจ

    3. กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง งบประมาณปี 2563 เริ่มเบิกจ่ายได้แล้ว และรัฐเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง เพื่อช่วยเยียวยาผลกระทบจาก COVID-19 พร้อมกับช่วยพยุงตลาดทุนให้มีโอกาสฟื้นขึ้นจากการปรับเกณฑ์กอองทุน SSF เงื่อนไขใหม่ ให้มีความคล้ายคลึงกับกองทุน LTF จึงเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินขับเคลื่อนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

    4.กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงิน หลายๆประเทศเริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น Fed ลดดอกเบี่ยรอบพิเศษถึง 0.5% มาอยู่ที่ 1.25% รวมถึงเชื่อว่า วันที่ 25 มี.ค. 2563 คาดว่าทางกนง. น่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง 0.25% มาอยู่ที่ 0.75%
     
***  เปิดรายละเอียดมาตรการสู้โควิด ก่อนชงครม.ใหญ่สัปดาห์นี้  
 
    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ว่าได้ออกมาตรการชั่วคราวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในประเทศ หลายรายการ โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีใหญ่ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ โดยมาตรการที่จะออกมามีดังนี้   
 
    มาตรการแจกเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การแจกเงินให้กับประชาชน 2,000 บาท/คน เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยจะแจกเดือนละ 1,000 บาท เริ่มแจกตั้งแต่เดือนเมษายน และพฤษภาคมนี้ ให้กับผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร อาชีพอิสระ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 
 
*** เกณฑ์ SSF ยังไม่เคาะ  - ลุ้นช่วยค่าน้ำค่าไฟ เป็นเฟสต่อไป 

    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการชุดที่ 1 ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มาตรการทางการเงินและการคลัง และอีกชุด คือ มาตรการทางภาษีสำหรับมาตรการทางการเงิน ประกอบด้วย 

    มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ดำเนินการ ให้เงินกู้ให้สถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ย 0.01% และให้สถาบันการเงินปล่อยให้ผู้ประกอบการในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% 
    
    รวมถึงมาตรการพักเงินต้นและพิจารณาผ่อนภาระดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ   การปรับปรุงโครงสร้างหนี้  ปรับลดวงเงินชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่เดิมจะต้องชำระขั้นต่ำในอัตรา 10% ซึ่งจะผ่อนคลายเป็นระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่ มกราคม 2563 ที่ผ่านมา และมาตรการสินเชื่อที่สำนักงานประกันสังคมนำเสนอ โดยจะเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ที่จะให้กับผู้ประกอบการ
 
    ส่วนด้านมาตรการภาษี  มีทั้งลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ withholding tax ให้กับผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อลดภาระเป็นการชั่วคราว
มาตรการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการ  มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน โดยให้นำรายจ่ายที่ผู้ประกอบการจ่ายให้กับลูกจ้างนำมาหักภาษีได้ 3 เท่า เป็นระยะเวลา 3 เดือน  และเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการในประเทศ  

     ขณะที่มาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนโดยจะเป็นมาตรการชั่วคราว โดยอาศัยกรอบกองทุน SSF แต่จะแบ่งวงเงินใหม่เพิ่มเติม โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เสนอให้ลงทุนในกองที่ลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65% ส่วนระยะเวลาการถือครองยังคงเป็น 10 ปี โดยจะต้องซื้อภายในมิถุนายน 2563 นี้เท่านั้น
 
    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น การบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมค่าเช่า ค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจากเอกชน มาตรการบรรเทาค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งกระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทยจะไปพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน จะมีการพิจารณามาตรการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งในส่วนลูกจ้างและนายจ้าง
 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด