ข่าวนี้ที่ 1

งบบจ. Q1 อ่วม! แบงก์-พลังงาน-สื่อสาร กำไรทรุดถ้วนหน้า

งบบจ. Q1 อ่วม! แบงก์-พลังงาน-สื่อสาร กำไรทรุดถ้วนหน้า

โบรกฯ ฉายภาพงบบจ.ไตรมาส 1/63 ดิ่งหนัก พบหุ้นใหญ่ 8 บริษัทกำไรสุทธิลดลงเกิน 20% YoY นำโดย หุ้นธนาคาร-วัสดุก่อสร้าง-ขนส่ง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานอาจขาดทุนไตรมาสเดียวถึง 2.52 หมื่นลบ.รับขาดทุนสต็อก ราคาน้ำมันดิบร่วง และบาทอ่อนค่า ขณะที่หุ้นสื่อสารคาดกำไรไตรมาสแรกทรุด 16% YoY


*** ส่อง 8 หุ้นบลูชิพ กำไรสุทธิโค้งแรกดิ่งเกิน 20% YoY

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส ระบุว่า การประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/63 คาดว่าจะมีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน(YoY) เกินกว่าระดับ 20% ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มพลังงาน และกลุ่มขนส่ง ดังนี้


 

หุ้น กำไรQ1/63(ลบ.) %QoQ %YoY
BBL 7,050 -11.9 -21.9
KBANK 7,683 -12.7 -23.5
SCB 7,160 30 -21.8
SCC 8,311 17 -28.7
SCCC 875 82.6 -20.8
PTTEP 6,900 -40.6 -44.7
AOT 3,500 -52.3 -54.2
BEM 407 -21.9 -52.6

 


และหากผลประกอบการออกมาแย่กว่าที่คาดเอาไว้อาจกดดันให้ราคาหุ้นย่อตัวลง หรืออาจปรับตัวเพิ่มขึ้นได้น้อยลงกว่าที่เคยในช่วงตลาดฟื้นตัว โดยการประกาศงบจะเริ่มต้นด้วยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ภายในสัปดาห์นี้


*** กลุ่มพลังงานขาดทุนรวม 2.52 หมื่นลบ.


ขณะ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/63 ของหุ้นในกลุ่มพลังงานจะอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญมาก ทั้งจากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันดิบ และเงินบาทอ่อนค่าลงเกือบ 3 บาท นับจากไตรมาส 4/62 และราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงกว่า 30 ดอลลาร์/บาร์เรล  ทำให้ผลประกอบการจะพลิกมาขาดทุน 2.52 หมื่นล้านบาทสำหรับกลุ่ม


*** มอง SCC, TOP, SPRC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มนี้


แต่มองว่ากลุ่มโรงงาน Naptha อย่าง SCC จะยังได้ประโยชน์จากธุรกิจเคมีที่มีต้นทุนลดลง  เนื่องจากราคาของ Naphtha ที่ลดลง 19% QoQ ทำให้อัตรากำไรของ SCC เพิ่มขึ้น 9% QoQ ส่งผลให้ SCC มีกำไร 8.3 พันล้านบาท (ก่อนผลขาดทุนจากสต็อก 1 พันล้านบาท และผลขาดทุนค่าเงิน 540 ล้านบาท) สวนทางกับ PTTGC ที่ไม่ได้ประโยชน์จากต้นทุนลดลง และการกลับมาดำเนินงาน 35 -39 วันของโรงงาน แต่ผลการดำเนินงานจะถูกกดดันจาก GRM และผลขาดทุนจากสต็อคที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผลประกอบการขาดทุน 6.8 พันล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 374 ล้านบาทใน 4/62


ส่วนธุรกิจโรงกลั่นน่าจะถึงจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 1/63 จากผลขาดทุนจากสต็อก, ค่าเงิน และอัตรากำไรที่อ่อนแอ โดย TOP จะมีผลขาดทุนสูงสุดในกลุ่ม เนื่องจากปริมาณสต็อกที่สูง, การดำเนินงานที่ต่ำ และพรีเมี่ยมของน้ำมันดิบที่ลดลง 1.9 ดอลลาร์ QoQ แต่การดำเนินงานหลักจะดีขึ้น QoQ ตามฤดูกาล จากค่าใช้จ่ายที่ลดลง และคาดว่าผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นใน 2/63 จากผลขาดทุนในสต็อกที่หายไป


แนะนำ ซื้อ SCC, TOP, SPRC ราคาเหมาะสม 372 บาท, 50 บาท และ 7 บาท ตามลำดับ


*** หุ้นสื่อสารผลงานส่อทรุด 16% รายได้โรมมิ่งวูบ


บล.ทิสโก้ ระบุต่อว่า แม้กลุ่มสื่อสารจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ประเมินกำไรสุทธิของกลุ่มจะลดลง 16% แต่เพิ่มขึ้น 28.9% QoQ จากฐานที่ต่ำในไตรมาส 4/62 โดยที่ผลประกอบการน่าจะเดินหน้าทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/63 นี้


สาเหตุก็คือจำนวนผู้ใช้บริการจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ 4/62 โดย ADVANC และ DTAC จะเพิ่มขึ้นไม่ถึงแสนคน แต่ TRUE จะเพิ่มขึ้นราว 3 แสนคน แต่ยังถือว่าลดลงกว่าครึ่ง ด้าน ARPU ของทั้งมือถือและบรอดแบนด์คาดว่าจะลดลงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นต่อจาก 4/62 และเราคาดว่า IRR/IDD จะลดลง 30% YoY ตามนักท่องเที่ยวที่ลดลง และ TRUE จะถูกกดดันเพิ่มเติมจาก TRUE Vision


ส่วนผลกระทบจาก TFRS-16 จะมีผลในไตรมาส 1/63 จะทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 18 – 60% และเราคาดค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายจะเพิ่มขึ้น โดยผลกระทบจะรุนแรงสุดสำหรับ TRUE (การเช่าเสาจาก DIF) รองลงมาเป็น ADVANC และ DTAC


*** TRUE ถึงขั้นขาดทุนอยู่รายเดียว


เราคาดผลประกอบการของ ADVANC และ INTUCH ที่ 7.67 พันล้านบาท และ 2.54 พันล้านบาทตามลำดับ, ผลประกอบกาของ DTAC ที่ 1.37 พันล้านบาท และ TRUE ขาดทุน 199 ล้านบาท ด้านผลประกอบการของ THCOM จะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง แต่ชดเชยด้วยดาวเทียม TC-5 ที่ลงจากวงโคจร


แนะนำ “ซื้อ” INTUCH และ DTAC โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 68.00 บาท และ 48.00 บาท ตามลำดับ (SOTP และ DCF)


*** กลุ่มสื่อสารเข้าสู่จุดต่ำสุดในไตรมาส 2/63


เราคาดว่ารายได้จาก Roaming และ IDD จะลดลงต่ออีกในไตรมาส 2/63 จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่ลดลง และเดือน เม.ย. เป็นเดือนที่การดำเนินงานถูกกระทบจากมาตรการเน็ตของภาครัฐ (คิดเป็นผลกระทบ 100 บาท/ราย) แต่อย่างไรก็ตาม ARPU และผลของการเปลี่ยนลูกค้าในกลุ่ม Prepaid จะเป็นปัจจัยลบต่อรายได้สำหรับกลุ่ม Telecom


*** แสกนหุ้นน่าเก็บ ก่อนเงินไหลกลับเข้าหุ้นพื้นฐาน


บล.เอเซีย พลัส ระบุเพิ่มเติมว่า เนื่องจากมาตรการป้องกันที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อชะลอได้เร็ว และความคาดหวังต่อมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจัดเต็ม รวมถึง Exit Strategy ที่ใกล้เข้ามา จึงคาดว่าเงินลงทุนจะหมุนมาหาหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่ยังฟื้นตัวน้อยหากวัดจากจุดต่ำสุดในปีนี้ โดยฝ่ายวิจัยคัดกรองดังนี้  1.มีอัพไซด์มากกว่า 20% 2.ได้รับคำแนะนำให้ "ซื้อ" 3.ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี ปรับลดลงมาแรงเกิน 10% 4. หุ้นที่ที่ยังฟื้นตัวน้อยหากวัดจากจุดต่ำสุดในปีนี้

ได้ผลลัพธ์ทั้งสิ้นกว่า 15 บริษัท ดังนี้

หุ้น ราคาปิด
วันที่ 12/04/63
ราคาเป้าหมาย อัพไซด์(%) ปันผลปี 63(%) รีบาวน์จากจุดต่ำสุดแล้ว Low Return YTD Return
STANLY 125 248 98.4 6.34 5.50% -33.90% -30.30%
RJH 20.20 29 43.6 4.54 9.20% -16.70% -20%
CPALL 64.25 80 24.5 2.19 14.20% -22.10% -11.10%
TVO 23.8 30 26.1 7.29 16.50% -25.10% -12.70%
RS 9.9 13 31.3 3.78 20.20% -31.70% -17.90%
PYLON 3.48 7.35 111.2 9.41 25.90% -37.70% -21.60%
SF 4.04 8 97.9 5.44 24.40% -36.60% -21.10%
KBANK 95 141 48.4 5.26 20.30% -47.70% -37.10%
BBL 106.5 154 44.6 6.1 23.90% -45% -31.90%
JWD 5.85 10.6 81.2 5.14 22.90% -39.60% -25.80%
BJCHI 1.62 2.33 43.6 7.41 27.50% -32.10% -13.50%
INTUCH 47.75 82.5 72.8 5.42 24% -32.80% -16.60%
PSH 10.5 16.2 54.3 13.33 26.50% -43.90% -29.10%
DCC 1.43 2.28 59.7 7.87 28.60% -40.70% -23.80%
LH 7.2 11.1 54.2 9.09 33% -42.90% -24%

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด