ข่าวนี้ที่ 1

เตือน NPLยังไม่ผ่านจุดพีค หวั่นปี64 ปูดหนักหลังหมดมาตรการรัฐ

เตือน NPLยังไม่ผ่านจุดพีค หวั่นปี64 ปูดหนักหลังหมดมาตรการรัฐ

 

     กูรู หวั่นเอ็นพีแอลปี 64 ส่อแววพุ่งขึ้น หลังหมดมาตรการช่วยเหลือ ขณะที่ประเมิน NPLยังไม่ผ่านจุดสูงสุด และความเสียหายยังไม่ชัดเจน มอง EPS ปี63 ยังมีแนวโน้มลงต่อ ส่วนปี64 ทรงตัว แต่ประสานเสียงเชียร์ BBL นาทีนี้คุณภาพสินทรัพย์แกร่งสุด ด้าน ผู้บริหาร KBANK เผยช่วยลูกค้าพักหนี้จากโควิดแล้ว 8 แสนลบ. พร้อมให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหา ตามความเหมาะสม


***ASPS จับตาปีน้าหวั่น NPL ระบบแบงก์พุ่ง หลังหมดมาตรการช่วยจากรัฐ

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ "Loan payment holiday VS การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย" ระบุ ข้อมูล ณ 15 มิ.ย. 63 พบว่าจำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ (ไม่ต้องจัดชั้นลูกหนี้เป็น NPL หรือ Stage 2) หรือ loan payment holiday เฟส 1 (สิ้นสุด 30 ก.ย. 63) ของแต่ละธนาคาร อยู่ที่ราว 6.7 ล้านล้านบาท (สัดส่วน 40% ของสินเชื่อทั้งระบบ) เพิ่มขึ้น 12% จากข้อมูล ณ 15 พ.ค. 63


    แบ่งเป็นสินเชื่อรายย่อยราว 3.77 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6.5% Mom (สินเชื่อบ้านสัดส่วน 41% ของสินเชื่อรายย่อย, สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวด 35% และเช่าซื้อ 17% ฯลฯ) ตามด้วยสินเชื่อ SME ราว 2.21 ล้านบาท สูงขึ้น 20% MoM และ 0.77 ล้านล้านบาท เพิ่ม 22% MoM


    ทั้งนี้  เพื่อรองรับสภาวะทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดมาตรการช่วยเหลือระยะ 2 ให้กับลูกหนี้รายย่อย เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ก.ค.63 – 31 ธ.ค. 63


    ภาพรวมถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามหลังผ่อนปรน lock down ถึงอัตราการกลับมาชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มที่เข้าร่วมมาตรการจะอยู่ในอัตราเท่าใด ในกรณีที่การฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนหรือภาคธุรกิจฟื้นตัวช้า อาจทำให้ปัญหา NPL กลับมาหลังช่วงหมดมาตรการช่วยเหลือ (ตั้งแต่ 1Q64) จากระดับ NPL ณ สิ้นงวด 1Q63 ที่ 3.4% ทำให้ในช่วงที่เหลือของปีในระหว่างที่ยังไม่เห็นตัวเลข NPL หากธนาคารยังไม่มีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL)ทำให้งบการเงินของกลุ่มฯ ยังไม่สะท้อนความจริงที่มีโอกาสเกิดขึ้น


    อย่างไรก็ดี ระบบธนาคารพาณิชย์ ( ธ.พ.) ในไทย ปัจจุบันถือว่าแข็งแกร่งกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งที่ระดับ NPL เคยขึ้นทำจุดสูงสุดราว 47% ในช่วง มิ.ย.42 ก่อนจะเริ่มลดลงอย่างมีนัยฯ ตั้งแต่ ธ.ค.42 พิจารณาจากเงินกองทุนทั้งระบบช่วง เม.ย. ที่ราว 2.9 ล้านล้านบาท (CAR ที่ 19%) เทียบกับช่วงวิกฤติที่เงินกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5.4 แสนล้านบาท (CAR 12%)


    คงน้ำหนักน้อยกว่าตลาด มอง NPL ยังไม่ผ่านจุดสูงสุด และความเสียหายยังไม่ชัดเจน สาเหตุจาก Loan payment holiday ที่จำนวนผู้เข้าร่วมยังมีสัญญาณของการเพิ่มขึ้น


 
***KBANK เผยช่วยลูกค้าพักหนี้จากโควิดแล้ว 8 แสนลบ. 

 

    นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า  ธนาคารเดินหน้าเต็มที่ช่วยลูกค้าช่วงโควิด-19 ทั้งพักชำระเงินต้น และ ดอกเบี้ยให้กับลูกค้าบุคคลและ ลูกค้าธุรกิจ 650,000 ราย ยอดสินเชื่อคงค้าง 828,000 ล้านบาท และให้เงินทุนเพิ่มกับลูกค้า 94,000 ราย เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงวิกฤตจำนวนเงินรวม 156,000 ล้านบาท 

 

     ประกอบกับ ยังดำเนินการโครงการพิเศษช่วยให้ธุรกิจรักษาการจ้างพนักงาน ภายใต้โครงการ “เถ้าแก่ใจดี เจ้าหนี้มีใจ” และ “สินเชื่อ 0% เพื่อรักษาคนงานเอสเอ็มอี” โดยได้ช่วยไปแล้ว 1,144 ล้านบาท รักษาการจ้างพนักงาน 49,000 ราย และ ธนาคารยังเร่งดำเนินการช่วยลูกค้าต่อเนื่องหลังคลายล็อกดาวน์

 

     ประเมินว่าหลังหมดมาตรการช่วยเหลือตามนโยบายของรัฐ ลูกค้าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ 60% อีก 40% มีโอกาสที่จะไม่สามารถกลับมาชำระคืนหนี้ให้กับธนาคารได้เป็นปกติ โดยธนาคารพร้อมติดตาม ทั้งนี้ การประเมินตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ลูกค้าธุรกิจของธนาคารมียอดรวมเงินฝากอยู่ที่ 934,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกค้าบางส่วนยังมีกำลังพอที่จะชำระหนี้หลังครบกำหนดพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารพร้อมให้ความช่วยเหลือที่มีปัญหาตามความเหมาะสม

 

     "เราเป็นธนาคาร รายได้ กำไร มาจากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม พอเราต้องช่วยเหลือลูกค้า แน่นอนว่า รายได้ กำไร ต้องลดลง ทำให้ที่ผ่านมาหุ้น KBANK ถูกเทขาย เพราะเขากังวลว่าเราแย่ และ ยังไม่จ่ายปันผลอีก แต่อยากให้มอง และสบายใจได้ว่า ยอดพักหนี้แม้จะดูสูง แต่คงไม่เสียทั้งหมด เรามีหลักประกัน หรือ LTV ประมาณ 81% ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยากยึดหลักประกัน เพราะยึดมาแล้วจะขายอย่างไร"นายพัชร กล่าว

 

     ส่วนการขยายระยะเวลาการช่วยเหลือลูกค้าระยะที่ 2 ตามนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงเป็นการขยายเวลาพักชำระหนี้ออกไปเช่นเดิม แต่จะเพิ่มวงเงินหรือไม่นั้นต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งต้องการให้ลูกค้าเข้ามาเจรจากับธนาคาร และ เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง เพราะวินัยทางการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
 

*** EPS ในปี63 ยังมีแนวโน้มลงต่อ-ปี64 ทรงตัว

 

      บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ช่วงก่อนที่งบ Q2/20 จะทยอยประกาศ ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การคาดการณ์งบของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่าค่า EPS ในปี 2020 ยังมีแนวโน้มลงต่อ ส่วนในปี 2021 เริ่มทรงตัว ขณะที่ EPS 12 เดือนล่วงหน้าก็ทรงๆ ตัว ดังนั้นค่า EPS จะเป็นอย่างไรต่อคงต้องดูใน Q2/20 ว่าจะถูกปรับลดอีกเท่าไร ดังนั้นจังหวะของการเล่นหุ้นในกลุ่มธนาคารยังไม่น่าจะใช่เรื่องงบ Q2/20 แต่น่าจะอยู่ที่แนวโน้มการเกิด NPL ของระบบและการตั้งสำรองของหุ้นในกลุ่ม ซึ่งยังต้องรอ  

 

***ทิสโก้-โนมูระฯ ประสานเสียง BBL น่าลงทุนสุด  


    
    บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ได้มีการประชุมร่วมกับนักลงทุนสถาบันเพื่อแชร์มุมมองในด้านของการงดจ่ายปันผล, แนวโน้มของ NIM และ NPL โดย บล.ทิสโก้ เชื่อว่า ธนาคารจะยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ เนื่องจากฐานเงินทุนที่สูง (18.9% CAR) เว้นแต่ว่า NPL จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.5% จากเดิมที่ 3.98% ในช่วง 1Q20 ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการปีนี้ขาดทุน ในขณะที่เราคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากแผนการปรับโครงสร้างหนี้ และพักชำระหนี้ของ ธปท. ช่วยในส่วนนี้ และการผ่อนคลายการตั้งสำรองจะช่วยให้ Credit Cost เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง สำหรับผลประกอบการ 2Q20 เราคาดว่าผลประกอบการจะลดลงจาก NIM ที่แคบลงจากการลดดอกเบี้ย 2 รอบ แต่เราเชื่อว่าจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H20F จาก Yield Curve ที่ชันขึ้น


     ทั้งนี้  จากการพูดคุยกับนักลงทุนทุกคนยังคงกังวลแนวโน้มของ NPL ที่เพิ่มขึ้น และทำให้กลุ่มปรับตัวแย่กว่าตลาด โดยนักลงทุนเห็นตรงกันว่ามาตรการของ ธปท. จะช่วยลด NPL ในระยะสั้น แต่หากมาตรการหมดอายุจะทำให้ NPL เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเราเชื่อว่าหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะทำให้ ธปท. มีการออกมาตรการใหม่มาช่วยเหลือ


    นักลงทุนกังวลว่าสถานการณ์จะเหมือนปี 1997 ซึ่งเราเชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากธนาคารไทยมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นหลังเกิดวิกฤติ และการเข้ามาของ IMF และด้วยการใช้มาตรการกระตุ้นรวม 1.9 ล้านล้านบาท ทำให้เราคาดว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย


   แต่นักลงทุนกังวลว่า ความการฟื้นตัวของกลุ่มธนาคารต้องอาศัยความเชื่อมั่นและระยะเวลา และนักลงทุนบางรายเชื่อว่าหุ้นที่เป็นเชิงรับกว่า เช่น BAM จะเป็นหุ้นที่มีการปรับตัวดีกว่าตลาด และ NPL ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้น


   สุดท้ายเราเลือก BBL เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม แนะนำให้ "ซื้อ" โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 154 บาท (GGM) แม้ว่านักลงทุนจะไม่ชอบในกลุ่มนี้ เนื่องจากงบดุลที่แข็งแกร่งช่วยลดผลกระทบจาก NPL และการจ่ายเงินปันผล 7 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 45% แม้ในระยะสั้นจะคาดการณ์ได้ยาก แต่ในระยะยาวหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวพร้อมมีเงินปันผลที่สูงถึง 6% 
         
        บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่ากลุ่มธนาคารได้เตรียมแผนรับมือ หลังหมดมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 1 ไว้แล้ว เช่นการเจรจาปรับโครงสร้างลูกหนี้ การลดค่างวด รวมถึงยืดเวลาการผ่อนชำระออกไป ควบคู่กับแผนเร่งระบายหนี้เสียด้วยวิธี การขาย หรือ Write-off เพื่อคุมระดับ NPLs


         เบื้องต้น แนะนำ Neutral ต่อกลุ่มธนาคาร โดยเราอยู่ระหว่างศึกษาปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในกลุ่มธนาคาร คาด แนวโน้มผลการดำเนินงานของกลุ่มฯ มีกำไรรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะค่าใช้จ่ายตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ทั้งนี้ เรามองว่า BBL น่าสนใจลงทุนมากสุด เพราะมีคุณภาพสินทรัพย์แกร่งสุด และคาดว่ามี downside risk น้อยกว่าธนาคารอื่น
    
                             
                  

 
               

 

  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด