ข่าวนี้ที่ 1

โบรกฯ จัดธีมลงทุนระยะสั้น-กลาง-ยาว ปี 63

โบรกฯ จัดธีมลงทุนระยะสั้น-กลาง-ยาว ปี 63

    บล.ทรีนีตี้ จัดธีมการลงทุนที่น่าสนใจปี 63 ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ที่คาดว่าจะปรับตัว Outperform ตลาดในแต่ละช่วงเวลาได้ แบ่งเป็นธีมการลงทุนระยะสั้น 1 เดือน (ม.ค.) แนะ  IRPC, PTTGC, AEONTS, PTT, SCC, TCAP, BH, ADVANC, TOA, CPF ธีมการลงทุนระยะกลาง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) SCC, PTT, ADVANC, TISCO, SGP, AP, MAJOR, INTUCH, BBL, LH และธีมการลงทุนระยะยาว 1 ปี ANAN, BJC, RS, MEGA, WHA, TPIPP ฟากบล.เอเซีย พลัส แนะลงทุนหุ้นราคา Laggard กลุ่มน้ำมัน อาหาร อสังหาฯ รับเหมาก่อสร้าง

*** ธีมการลงทุนระยะสั้น (ม.ค.) ชู IRPC-PTTGC-PTT
    
    บล.ทรีนีตี้ แนะ ธีมการลงทุนที่น่าสนใจประจำปี 2563 ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ที่ผ่านการ Back-test มาเป็นอย่างดี โดยคาดหุ้นทั้ง 3 ธีมนั้นจะมีการปรับตัว Outperform ตลาดในแต่ละช่วงเวลาได้ ซึ่งในวันนี้เราเริ่มต้นคัดเลือกหุ้นจากธีมที่ 1 ดังต่อไปนี้

    Theme #1 ธีมสำหรับการลงทุนระยะสั้นเป็นเวลา 1 เดือนในช่วงเดือนมกราคมปี 2020 (ลงทุนตั้งแต่ช่วงปิดตลาดวันที่ 30 ธ.ค.ไปจนถึงช่วงปิดตลาดวันที่ 31 ม.ค.) มีรายละเอียดดังนี้

    ที่มาเบื้องต้น พบว่าตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา นักลงทุนสถาบันในประเทศมีการซื้อสุทธิในเดือนมกราคมมาโดยตลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะมีสภาพคล่องใหม่ที่ไหลเข้าสู่ตลาด คล้ายๆกับช่วงปลายปีของทุกปี ที่มีเม็ดเงินจำพวก LTF และ RMF ไหลเข้าโดยตลอด ที่สำคัญ เราคาดว่าภาพการซื้อสุทธิของนักลงทุนสถาบันจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนมกราคมปีหน้านี้ เนื่องจากไม่มีแรงกดดันจากการไถ่ถอนกองทุน LTF ที่ครบกำหนดอายุใหม่นั่นเอง
    จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เรามองว่ากลุ่มหุ้นที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะสั้น 1 เดือนข้างหน้า จะต้องเป็นกลุ่มหุ้นที่มีขนาดใหญ่พอประมาณ เราจึงเลือกใช้ดัชนี SET100 เป็น Universe สำหรับการลงทุนในช่วงดังกล่าว
     เราประเมินว่าหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้น จะต้องเป็นหุ้นที่เริ่มเห็น Momentum ของการปรับเพิ่มประมาณการกำไร ซึ่งสวนทางกับทิศทางกำไรของตลาด ที่ยังคงทรงตัวหรือปรับลงเล็กน้อยอยู่ โดยจากการคัดกรองของเราล่าสุดพบว่า หุ้นที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรมากที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ (เรียงตามลำดับ % จากมากไปน้อย) IRPC, PTTGC, AEONTS, PTT, SCC, TCAP, BH, ADVANC, TOA, CPF
    นอกจากเป็นหุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการแล้ว เรามองว่าจะต้องเป็นหุ้นที่มีระดับ Downside ของราคาจำกัดด้วย กล่าวคือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทน YTD ต่ำกว่าตลาดที่ 0.6% ซึ่งหากคัดกรองโดยขั้นตอนนี้ จะเหลือหุ้นที่เข้าข่ายคือ IRPC, PTTGC, PTT, SCC, BH
    สุดท้ายหากแยกเป็นราย Sector เราค้นพบว่า มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับตัว Outperform ได้ดีในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี กล่าวคือมีค่า Median return ตั้งแต่ 3% ขึ้นไป (ใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2012) ซึ่งได้แก่กลุ่ม PETRO, TRANS, FIN, ICT, BANK, PROP, ENERG (ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่แทบทั้งสิ้น สะท้อนถึงการซื้อสุทธิของนักลงทุนสถาบันได้เป็นอย่างดี) ดังนั้นหากเลือกหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม Sector เหล่านี้ด้วย จะได้ว่ามีทั้งสิ้น 3 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ก็คือ IRPC, PTTGC, PTT ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำหุ้น 3 ตัวนี้เป็นหุ้นเด่นประจำธีมการลงทุนระยะสั้นในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

***ธีมการลงทุนระยะกลาง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) หุ้นใน SETHD

     Theme #2 ธีมสำหรับการลงทุนระยะกลางเป็นเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2020 ไปจนถึงเดือนเมษายนปี 2020 (ลงทุนตั้งแต่ช่วงปิดตลาดวันที่ 30 ธ.ค.ไปจนถึงช่วงปิดตลาดวันที่ 30 เม.ย.) ซึ่งมีรายละเอียดได้แก่

    ที่มาเบื้องต้น เราพบว่าตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปีที่ดัชนี SETHD ถูกจัดตั้งเป็นปีแรก ดัชนีนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มหุ้นปันผลสูงมักปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของทุกๆปีโดยตลอด โดยไม่เคยให้ผลตอบแทน Total return ติดลบในช่วงเวลาดังกล่าวเลย และมีค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนช่วง 4 เดือนแรกอยู่ที่ 9.7% 
     ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะ Demand ที่มีต่อหุ้นผันผลสูงที่มีลักษณะเป็น Seasonal กล่าวคือมักมีเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงก่อนการประกาศผลประกอบการประจำปี ไปจนถึงช่วงที่บริษัทต่างๆทยอยจ่ายเงินปันผลออกมา
    โดยหากคำนวณเป็นความเชื่อมั่นทางสถิติ (Confidence level) จะพบว่าระดับความเชื่อมั่นที่ดัชนี SETHD จะให้ผลตอบแทน Total return ในช่วง 4 เดือนแรกของปีเป็นบวกนั้นอยู่สูงถึง 98.9% สูงกว่าความเชื่อมั่นของอีก 3 ดัชนีสำคัญที่เหลืออย่าง SET, SET50 และ SET100 
    จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้เรานำดัชนี SETHD ที่มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อสมาชิกให้เป็นชุดล่าสุดที่ทางตลาดฯเพิ่งประกาศออกมา มาใช้เป็น Universe ของการคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจประจำธีมนี้
     ขั้นตอนถัดมา เราได้มีการคัดเลือกเฉพาะหุ้นที่มี Track record ย้อนกลับไปไกลจนถึงเดือนมกราคมปี 2011 เพื่อเพิ่มระดับความมั่นใจในเชิงสถิติ ซึ่งจะทำให้มีหุ้นที่เข้าข่ายทั้งสิ้นเหลือ 26 ตัว จากทั้งหมด 30 ตัว
    หลังจากนั้นเราจึงนำ 26 ตัวนี้มาคำนวณหาความเชื่อมั่นทางสถิติ (Confidence level) ที่ตัวหุ้นแต่ละตัวนั้นจะให้ผลตอบแทน Total return เป็นบวกในช่วง 4 เดือนแรกของปีหน้า และคัดเฉพาะหุ้นที่มีความเชื่อมั่นดังกล่าวสูงกว่า 80% ขึ้นไป ซึ่งหากเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย จะพบว่าได้แก่ SCC, PTT, ADVANC, TISCO, SGP, AP, MAJOR, INTUCH, BBL, LH
    เรามองว่าหุ้นทั้ง 10 ตัวดังกล่าวมีการกระจายไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ดังนั้นพอร์ตการลงทุนนี้น่าจะมีความเสี่ยง Sector risk ที่ต่ำลงไปด้วย
    ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำหุ้นทั้ง 10 ตัวนี้เป็นหุ้นเด่นประจำธีมการลงทุนระยะกลางในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2020 โดยลงทุนด้วยน้ำหนักที่เท่าๆกันตัวละ 10% และคาดหวังอัตราผลตอบแทน Total return ที่ระดับราว 10% (ทั้งนี้ หากคำนวณค่าเฉลี่ย Median return ของหุ้นกลุ่มนี้ในอดีตจะอยู่ที่ 12.9%)
   
***ธีมการลงทุนระยะยาว 1 ปี ANAN, BJC, RS, MEGA, WHA, TPIPP
    
    Theme #3  ธีมสำหรับการลงทุนระยะยาวเป็นเวลา 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2020 ไปจนถึงเดือนธันวาคมปี 2020 (ลงทุนตั้งแต่ช่วงปิดตลาดวันที่ 30 ธ.ค. 2019ไปจนถึงช่วงปิดตลาดวันที่ 30 ธ.ค. 2020) มีรายละเอียดได้แก่

    ที่มาเบื้องต้น ในช่วงระยะหลังมานี้ นักลงทุนในตลาดเริ่มให้ความสนใจมากเป็นพิเศษกับหุ้นประเภท Laggard หรือหุ้นที่มีการปรับตัวของราคาอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ เราจึงทำการพิสูจน์สมมติฐานดังกล่าว โดยการเก็บข้อมูลสถิตินับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา (5 ปีหลังสุด) โดยใช้ Universe ของการคำนวณคือดัชนี SET100
    สมมติฐานหลักของเราก็คือว่า การลงทุนในหุ้น SET100 ทุกตัวที่ราคาปรับตัวลงมาลดต่ำกว่าระดับ -2SD จากค่าเฉลี่ย 200 วัน ณ วันทำการสุดท้ายของปี ด้วยน้ำหนักที่เท่าๆกัน แล้วถือครองการลงทุนนั้นไป 1 ปีเต็มๆจนถึงสิ้นปีถัดไป จะให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวได้
    จากผลการศึกษาที่ได้พบว่ากลยุทธ์การลงทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนชนะตลาดในปี 2015, 2016, 2019 และแพ้ตลาดในปี 2018 ปีเดียว ส่วนปี 2017 ไม่มีการลงทุน เนื่องจาก ณ สิ้นปี 2016 ไม่มีหุ้นใดใน SET100 ที่มีราคาต่ำกว่าระดับ -2SD
    ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า การ Outperform ของกลยุทธ์นี้ในปี 2019 นี้ค่อนข้างจะโดดเด่นอย่างมีนัยสำคัญที่ 7% (ดูตาราง) เป็นการสะท้อนว่าในภาวะการลงทุนที่ดัชนีมี Upside จำกัดจากปัจจัยเรื่องของ Valuation มิติการลงทุนหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาก็คือการลงทุนในหุ้นที่มี Downside จำกัดในแง่ของราคาเมื่อเปรียบเทียบกับตลาด หรือเป็นหุ้นที่รับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้วนั่นเอง จนทำให้มีระดับ Reward-to-Risk ที่น่าสนใจมากขึ้น
    กลับมาที่ปัจจุบัน เราได้ทำการคัดกรองหุ้นในดัชนี SET100 ที่มีราคาล่าสุดซื้อขายต่ำกว่าระดับ -2SD จากค่าเฉลี่ย 200 วัน โดยใช้ข้อมูลจนถึงเมื่อวานนี้ พบว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 6 บริษัทด้วยกัน ได้แก่ ANAN, BJC, RS, MEGA, WHA, TPIPP (เรียงจากหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่าระดับ -2SD มากที่สุด)
    เรามองว่าหุ้นทั้ง 6 ตัวดังกล่าวมีการกระจายไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ดังนั้นพอร์ตการลงทุนนี้น่าจะมีความเสี่ยง Sector specific risk ที่ต่ำลงไปด้วย
    ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำหุ้นทั้ง 6 ตัวนี้เป็นหุ้นเด่นประจำธีมการลงทุนระยะยาวตลอดปี 2020 โดยแนะนำลงทุนด้วยน้ำหนักที่เท่าๆกัน ทั้งนี้ เราคาดหวังว่าอย่างน้อยพอร์ตการลงทุนนี้จะสร้างผลตอบแทนที่สามารถชนะตลาดได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

*** บล.เอเซีย พลัส แนะลงทุนหุ้น Laggard กลุ่มน้ำมัน อาหาร อสังหาฯ รับเหมา
    
    ในปี 63 ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) มองภาพการลงทุนมีโอกาสพลิกกลับ โดยกลยุทธ์การลงทุนให้เน้นลงทุนในหุ้นที่ราคา Laggard ในปีที่ผ่านมา พร้อมกับมีแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัว ดังนี้

    กลุ่มน้ำมัน และปิโตรฯ มีความน่าสนใจ เนื่องจากราคาหุ้นในปี 62 ถูกกดลงมาต่ำจน Upside เปิดกว้าง ขณะที่ผลประกอบการมีโอกาสฟื้นตัวจากฐานต่ำ จากสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯผ่อนคลายระยะสั้น ขณะเดียวกันในปี 62 ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นกว่า 13.2% แต่ราคาหุ้นน้ำมันของไทยส่วนใหญ่ติดลบ และยัง Laggard ราคาน้ำมันดิบโลกอยู่มาก ชอบหุ้น PTT, PTTEP และ PTTGC

    กลุ่มอาหาร ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวต่อเนื่อง เช่น ราคาหมูขึ้นมาเร็วและแรง โดยเฉพาะหมูจากเวียดนาม ล่าสุดยังสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่ 8 หมื่นดองต่อก.ก. จากปัญหาโรคอหิวาแอฟริกาและยังช่วยหนุนสินค้าทดแทนอย่างราคาไก่ให้เพิ่มขึ้นด้วย ดีต่อหุ้นอาหารส่งออก อย่าง CPF และ TFG

    กลุ่มอสังหาฯ ผลประกอบการไตมาส 4 มักจะเป็นจุดสูงสุดของปีเสมอ และในปีนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนเฉพาะตัวจากมาตรการบ้านดีมีดาวน์ ช่วยหนุนผลประกอบการให้ดีต่อเนื่องในไตรมาส 1/63 ชอบ LH, AP, WHA

    กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 กว่า 51% แต่ในช่วงต้นปีนี้น่าจะมีกระแสการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเข้ามาต่อเนื่อง และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ทันในเดือนก.พ. 63 หนุนให้หุ้นรับเหมาฯจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ชื่นชอบ CK, STEC และ PYLON

*** บล.โนมูระฯ มอง SET ปี 63 ที่ 1,734 จุด

    บล.โนมูระ พัฒนสิน วางดัชนีเป้าหมายปี 2563 อิง PER 16.75 เท่า ที่ระดับ 1,734 จุด ทิศทางการลงทุนจะดีขึ้นเป็นลำดับ โดยคาดการส่งออกจะฟื้นตัวขึ้นหลังสงครามการค้าผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวจะเติบโตต่อเนื่องจาก Global Wealth effect ผสานกับการบริโภคภายในที่ยังขยายตัวดีกว่าจีดีพีรวมมา 5ไตรมาสติด น่าจะหนุนเศรษฐกิจไทยดีขึ้น 
    โดยคาดว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี น่าจะผ่านรัฐสภาราวเดือน ม.ค. 2563 จะเป็นปัจจัยหนุนทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปี 63  ดีกว่า ครึ่งปีแรก  ภาพเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแบบ U-Shape
    ทั้งนี้ ประเมิน GDP ครึ่งแรกปี 63 จะโตเพียง 2.3%(กนง.จะลดดอกเบี้ยอีก 25bps ใน Q1/63  สู่ 1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในเด่นในครึ่งปีหลัง ที่ 3.1% จากมาตรการภาครัฐฯที่จะเร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้จีดีพีปี 2563 จะขยายตัวได้ 2.7% ส่งผลให้ EPS ตลาดอยู่ที่ 103.5บาท/หุ้น หรือเติบโตราว 10.3%y-y
    ทีมกลยุทธ์จึงวางดัชนีเป้าหมายปี 2563 อิง PER 16.75เท่า ที่ระดับ 1,734 จุด ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยมี Upside Risk จากโอกาสที่จะถุกปรับขึ้น Credit Rating โดยบริษัทจัดอันดับชั้นนำ ทั้ง Fitch, Moody's และ S&P ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นช่วง เม.ย.-ก.ค.2563 ซึ่งการปรับ Credit Rating ของไทย ในอดีตปี 2546 และ 2547 SET จะแกว่งบวก 16%-14% ซึ่งอาจเป็นแรงหนุน Fund Flow ขับเคลื่อนดัชนีได้ดีกว่าคาด

*** แนะ 10 ห้นเด่น อิงวงจรเศรษฐกิจ

    กลยุทธ์การลงทุนปี 63 แนะนำ Overweight กลุ่มอิงวงจรเศรษฐกิจ(Cyclical) เนื่องจากได้ประโยชน์สัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และ CRB Index ดัชนีชี้นำราคาโภคภัณฑ์มีสัญญาณ Botttom out คล้ายปี 2563 ได้แก่ พลังงาน-ปิโตรเคมี ส่งออกชิ้นส่วนฯ(วงจรเทคโนโลยีพ้นจุดต่ำสุด +5G), กลุ่มส่งออกอาหารและเกษตร จากแรงหนุนของความต้องการโลกที่ฟื้นตัวตามประชากรของ EM เพิ่ม และสภาพอากาศผันผวน/ภาวะโรคระบาดกดดัน Supply, กลุ่มสื่อสาร ได้ ประโยชน์จาก 5G, กลุ่มท่องเที่ยว-กลุ่มโรงพยาบาลฟื้นตัวรับ Global Wealth Effect และฐานต่ำ, กลุ่มธนาคาร Value Play และเศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด
    แนะนำ  Theme Think Cyclical & Value Play : Best Picks :  ADVANC, AOT,  BBL, BDMS, CPF, PTT, PTTGC, SCC, TVO, WHA

*** บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้เป้า SET ปี 63 ที่ 1,720 จุด

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส  มุมมองตลาดหุ้นปี 2563 เราคาดศก.ไม่ถดถอยแต่อยู่ในช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น หุ้นจึงเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ ตลาดหุ้นเอเชียปีนี้น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ แต่ศก.ไทยยังฟื้นตัวแบบอ่อนๆและยังต่ากว่าศักยภาพมาก จึงประเมิน SET Target ที่ 1,720 จุด (คาด EPS growth +9.5% อิง PE 17 เท่า) มี upside เพียง 8% จากปัจจุบัน กลุ่มที่เราชอบในปีนี้ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ ค้าปลีก เกษตรและอาหาร ไฟแนนซ์ สื่อสาร และรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มที่มองเป็นกลางคือ ธนาคาร ท่องเที่ยว อสังหาฯ และอิเล็คทรอนิกส์ กลุ่มที่มีมุมมองเป็นลบ ได้แก่กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ประกัน และยานยนต์

*** บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี ให้เป้าดัชนีปีนี้ 1,700 จุด 

    บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 63 ที่ 1,700 จุด อิง P/E 15 เท่าของ FY21F ซึ่งเป็นระดับ -1 s.d. ของค่าเฉลี่ย 5 ปี แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง แต่เชื่อว่าตลาดน่าจะรับรู้ข่าวร้ายส่วนใหญ่ไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลน่าจะเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

*** บล.เมย์แบงก์ฯ มองประเด็นที่น่ากังวล มาตรฐานบัญชีใหม่-ความเสี่ยงทางการเมือง

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองประเด็นที่น่ากังวลในช่วงต้นปี 2563 ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา เช่น 1) การปรับมาตรฐานบัญชีใหม่  ปี 2563 จะมีการเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ ทั้ง TFRS9 9 ว่าด้วยเครื่องมือทางการเงิน และการวัดมูลค่า ส่งผลโดยตรงต่อกลุ่มธนาคาร และไฟแนนซ์ 
    อย่างไรก็ดีมาตรฐานนี้ เราคาดว่าธนาคารและไฟแนนซ์ขนาดใหญ่มีการตั้งสำรองไว้ในระดับหนึ่งซึ่งน่าจะเพียงพอแล้วดังนั้นอาจไม่กระทบมากนัก ในขณะที่อีกมาตรฐานคือ TFRS16 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าระยะยาวโดยเปลี่ยนจากการบันทึกเป็นค่าเช่าเป็นหักจากค่าเสื่อมและดอกเบี้ย ทำให้ในช่วงต้นจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แนะระมัดระวังหุ้นในกลุ่มค้าปลีก กลุ่มการบิน กลุ่มโรงแรม กลุ่มสื่อ และกลุ่มสื่อสาร ที่มีการเช่าสินทรัพย์จำนวนมาก คาดกระทบต่อกำไรสุทธิในช่วงปีแรก ๆ และการบันทึกหนี้สินในงบดุลที่เปลี่ยนไปจะทำให้ D/E สูงขึ้น

    2) ความเสี่ยงทางการเมือง ถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนได้ โดยแนะติดตามในหลายๆประเด็นในช่วงเดือน มกราคม เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี (13 มค), การพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ (21 มค), การพิจารณา พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระ 2 และ 3







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด