ข่าวนี้ที่ 1

PTTEP โชว์งบ Q3 กำไร 1.1 หมื่นลบ. "เมอร์ฟี่-บงกช"หนุน

PTTEP โชว์งบ Q3 กำไร 1.1 หมื่นลบ.

"ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" โชว์กำไรไตรมาส 3/62 ที่ 1.1 หมื่นลบ. หนุนงวด 9 เดือน มีกำไร 3.72 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 39%  จากช่วงเดียวกันปีก่อน รับปริมาณขายเพิ่มขึ้น หลังซื้อ"เมอร์ฟี่ ออยส์" จากมาเลเซีย และลงทุนแหล่งบงกช  มั่นใจปริมาณขายปีนี้เข้าเป้า 3.45 แสนบาร์เรล/วัน  เดินหน้าสำรวจแหล่งก๊าซ  หวังเพิ่มปริมาณสำรอง-ผลิตปิโตรเลียมในอนาคต

*** โชว์กำไร Q3/62 ที่ 1.1 หมื่นลบ.
     นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ว่า ในไตรมาส 3/2562 บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 358 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 11,019 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14  จากไตรมาส3/61 ที่มีกำไรสุทธิ 315 ล้านดอลลาร์  (เทียบเท่า 10,401 ล้านบาท)  ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากโครงการมาเลเซีย 

    แต่หากเทียบไตรมาสก่อนหน้า ปรับตัวลดลงร้อยละ 17 โดยหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยของบริษัทที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และต้นทุนต่อหน่วยที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 32 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ  จากค่าใช้จ่ายในการสำรวจที่ปรับสูงขึ้นจากการตัดจำหน่ายหลุมสำรวจในประเทศเมียนมา

    ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2562 ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ 1,185 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 37,182 ล้านบาท) สูงขึ้นร้อยละ 39 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิ 851 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 27,372 ล้านบาท) สำหรับต้นทุนต่อหน่วย (Unit cost) ลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 30.86 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จาก 31.28 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปีก่อน

     บริษัทมีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 4,572 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สรอ.) (เทียบเท่า 143,115 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จาก 3,960 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 127,434 ล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 335,696 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เมื่อเทียบกับ 300,338 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ12 ซึ่งเป็นผลจากการเข้าซื้อสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเติมในแหล่งบงกชซึ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อกลางปี 2561 และการเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประกอบกับราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 46.83 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จาก 46.25 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในช่วงเดียวกัน 

***คาดปริมาณขายปีนี้แตะ 3.45 แสน บาร์เรล/วัน
     ในไตรมาส 3/62  PTTEP มีปริมาณการขายเฉลี่ย 304,940 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน พบว่าปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากโครงการมาเลเซียจากการเข้าซื้อธุรกิจ Murphy Oil Corporation (Murphy) และโครงการบงกช สำหรับราคาขายเฉลี่ยลดลงเป็น 46.03 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

      ส่วนแนวโน้มปี 2562 คาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของ PTTEP อยู่ที่ 345,000 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ Murphy ราคาก๊าซอยู่ที่ประมาณ 6.9 ดอลลาร์/ล้านบีทียู ส่วนต้นทุนปีนี้จะรักษาไว้ที่ 31 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้าน EBITDA Margin อยู่ที่ 70-75% 

    “ผลการดำเนินงานซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนของปีนี้ เป็นการสะท้อนความสำเร็จจากการเข้าซื้อกิจการในประเทศมาเลเซียตามแผนกลยุทธ์ ซึ่งส่งผลให้ ปตท.สผ. มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายปริมาณการขายเฉลี่ยของปี 2562 ซึ่งตั้งไว้ที่ 345,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และเมื่อการซื้อกิจการของบริษัท พาร์เท็กซ์ โฮลดิ้ง ซึ่งมีการลงทุนหลักอยู่ในตะวันออกกลางเสร็จสิ้น จะส่งผลให้ปริมาณการขายเพิ่มสูงขึ้นอีก ”

     สำหรับแนวโน้มราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบในปี 2562 คาดว่าจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60 – 65 ดอลลาร์  ต่อบาร์เรล 

    ส่วนสถานการณ์ LNG ในตลาดโลกยังคงอยู่ในสภาวะล้นตลาดไปจนถึงปี 2565 - 2566  ส่งผลให้ราคา LNG คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ โดยตลาดคาดว่าราคา Asian Spot LNG เฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 - 6.2 ดอลลาร์ ต่อล้านบีทียู
 
*** เดินหน้าตั้งแท่นผลิตแหล่งเอราวัณ-บงกช
      การดำเนินงานตามแผนการเปลี่ยนผ่านสิทธิการดาเนินการ (Transition of Operations) ของโครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และโครงการ G2/61 (แหล่งบงกช)  ขณะนี้ได้ลงนามในสัญญาเข้าพื้นที่เบื้งงต้นกับผู้รับสัมปทานปัจจุบัน และเริ่มเข้าสำรวจ
พื้นที่ (Site Survey) เพื่อเตรียมการติดตั้งแท่นผลิตเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องหลังจากสัมปทานของทั้งสองแหล่งหมดอายุลงในปี 2565 และ 2566 

    นอกจากนี้บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเปลี่ยนสิทธิการบริหารงานของบริษัท Partex ซึ่ง ปตท.สผ. ได้เข้าซื้อกิจการฯ เมื่อไตรมาสสองที่ผ่านมา เพื่อขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยพื้นที่หลักคือประเทศโอมานและประเทศสหรัฐ
อาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออ) คาดว่าการเข้าซื้อดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้
 
***  สำรวจแหล่งปิโตรเลียมเพิ่ม
    นายพงศธร กล่าวว่า  ปตท.สผ. ได้มีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในแปลงเอสเค 410 บี จากการเจาะหลุมสำรวจแรก “ลัง เลอบาห์-1อาร์ดีอาร์ 2” ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น ขณะนี้ อยู่ระหว่างการวางแผนเจาะหลุมประเมินผล เพื่อประเมินศักยภาพปิโตรเลียมเพิ่มเติม ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการศึกษาแผนพัฒนา 

    นอกจากนี้ ในปี 2563-2564 ปตท.สผ. มีแผนจะเร่งการเจาะสำรวจในโครงการอื่น ๆ ในประเทศมาเลเซียที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อประเมินศักยภาพในภาพรวม และกำหนดแผนกลยุทธ์การพัฒนาที่เหมาะสมต่อไป 

     "การเร่งพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในระยะสำรวจในประเทศมาเลเซีย เช่น แปลงเอสเค 410 บี จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตให้กับบริษัทในอนาคตอีกด้วย"

*** มั่นใจกฎ IMO ไม่กระทบรุนแรง
    สำหรับความเสี่ยงต่อราคาขายก๊าซธรรมชาติของปตท.สผ. จากการที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organisation หรือ IMO) มีมติให้จำกัดปริมาณซัลเฟอร์ (Sulphur) ในน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งทางเรือ ในปี 2563 (IMO 2020) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเตา (Fuel Oil) ปรับตัวลดลงตามไปด้วยนั้น PTTEP  คาดว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่รุนแรง เนื่องจากโครงสร้างราคาขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท.สผ. ผูกกับราคาน้ำมันเตาเพียงส่วนหนึ่ง และอ้างอิงกับราคาน้ำมันฯ คำนวณย้อนหลังเฉลี่ย 6-24 เดือน ราคาก๊าซธรรมชาติจึงไม่ได้รับผลกระทบจาก IMO2020 โดยทันที 

    อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ. ได้เข้าทำประกันความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมันเตาในส่วนที่จะได้รับผลกระทบบางส่วน นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป บริษัทคาดว่าผลกระทบจาก IMO  จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติของโครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และโครงการ G2/61 (แหล่งบงกช) ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบดูไบแทนราคาน้ำมันเตา

*** โบรกฯมองระยะสั้นกำไรยังถูกกดดัน
    บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองเชิงพื้นฐานเราคงคำแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 130.00 บาท โดยหุ้นมีปัจจัยบวกที่สำคัญ และยังไม่รวมในประมาณการจากความคืบหน้าโครงการ SK410B (PTTEP ถือสัดส่วน 42.5%) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองให้ PTTEP อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างการเติบโตจาก Organic growth เบื้องต้นเราคาดอาจนำไปสู่การเริ่มผลิตได้ปี 2565-2567 

    อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจการลงทุนระยะสั้น 2H62-2563 ยังถูกกดดันจากการเติบโตของกำไรที่เริ่มชะลอลงตั้งแต่สอดคล้องกับราคาน้ำมัน และราคาก๊าซที่มีประเด็นลบจากตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงอุปทานล้นตลาด และสูตรราคาขายที่อิงกับราคาน้ำมันเตาที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการ IMO ปีหน้า (สมมติฐานราคาน้ำมันดิบปี 2562-2563 ที่ US$63-60/bbl ตามลำดับ ทุก US$1/bbl มีผลต่อกำไร 0.8 พันล้านบาท/ปี ราคาเหมาะสม 2 บาท/หุ้น) รวมทั้ง ความน่าตื่นเต้นจากแผนธุรกิจเชิงรุกจาก M&A ช่วง 1H62 จะชะลอลง คาด 2H62 บริษัทจะให้ความสำคัญกับการ Execution และ Transition โครงการในมือมากกว่า

    บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  คงกำไรสุทธิปี 2019E แต่ปรับปี 2020E ลง เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิในปี 2019E อยู่ที่ 44,382 ล้านบาท +23% YoY โดยประมาณการ 9M19E คิดเป็น 83% ของประมาณการทั้งปี 2019E ของเรา สำหรับปี 2020E เรามีปรับประมาณการลงเหลือ 39,128 ล้านบาท ลดลง -19% ซึ่งเป็นการปรับสมมติฐานราคาน้ำมัน Brent จาก 66 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เป็น 61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ราว 58-59 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นับว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำแล้ว downside risk ที่ค่อนข้างจำกัดซึ่งมีโอกาสที่ OPEC จะลดกำลังผลิตต่อหรือปรับลดกำลังผลิตมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงความตึงเครียดในคาบสมุทรอาหรับที่เพิ่มขึ้นหลังจากแหล่งผลิตน้ำมันซาอุถูกโจมตี เราจึงประเมินราคาน้ำมันปี 2020E ที่ 60-65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
     ปรับราคาไปใช้ปี 2020E และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 140.00 บาท อิง DCF (WACC 9%, TG 0%) จากสมมติฐานราคาน้ำมันที่ลดลง

    บล.บัวหลวง ประเมิน 4Q19 เราคาดกำไรหลักจะเติบโตได้ QoQ (แต่ลดลง YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง) จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่คาดราคาขายและต้นทุนต่อหน่วยทรงตัว QoQ เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 164 บาท
    







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด