ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นคลายล็อคดาวน์เฟสแรกต้นพ.ค.นี้-กูรูหวั่น Sell in May ฉุดดัชนี

ลุ้นคลายล็อคดาวน์เฟสแรกต้นพ.ค.นี้-กูรูหวั่น Sell in May ฉุดดัชนี

 

          ศบค. เตรียมชง ครม.พรุ่งนี้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-เคอร์ฟิว ไปอีก 1 เดือนจนถึงสิ้น พ.ค.นี้ แต่ไฟเขียวทยอยผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์เป็น 4 ระยะ ทบทวนทุก 14 วัน ด้านบล.เอเซียพลัส เตือนโควิดยังอยู่ อาจทำให้เกิด Sell in May สถิติ  บอกดัชนีฯ ลงเฉลี่ย 2% แนะเน้นเก็บหุ้น Defensive เป็นหลัก       

   

          ประเด็นที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจในช่วง 1-2 วันนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ว่ารัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรที่หลังการผ่อนคลายแล้ว จะยังคงสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาได้เกือบครบ 1 เดือนเต็ม ในวันที่ 30 เมษายน  ที่จะถึงนี้ 
     

*** ชง ครม.ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-เคอร์ฟิว อีก 1 เดือน (1-31 พ.ค.63)

 

          นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เปิดเผยว่า การประชุม ศบค. วานนี้ (27 เม.ย.) เห็นควรให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1-31 พ.ค.63

          โดยมาตรการตามข้อกำหนดที่ยังคงไว้ ประกอบด้วย 1.ควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ทางบก น้ำ อากาศ โดยขยายการห้ามอากาศยานเข้า สู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราวออกไปอีก 1 เดือน 2.ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ระหว่าง 22.00-04.00 น. 3.งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด โดยไม่มีเหตุจำเป็น 4.งดการดำเนินกิจกรรมคนหมู่มาก โดยห้ามประชาชนเข้าไปในพื้นที่หรือสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกันหรือเสี่ยงต่อการแพร่โรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นการชั่วคราว

 

*** เตรียมผ่อนปรนล็อคดาวน์ เป็น 4 ระยะ ทบทวนทุก 14 วัน 

 

          สำหรับแนวทางดำเนินการต่อไป คือการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ควรเกิดขึ้น แต่คำนึงปัจจัยด้านสาธารณสุขเป็นหลัก และคง 50% ของการทำงานที่บ้าน (Work from Home) โดยพิจารณาจากกิจกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นอันดับแรก ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย กิจกรรมนั้นต้องเว้นระยะห่างทางสังคม วัดอุณหภูมิในสถานที่ประกอบการ ล้างมือ บริการเจลล้างมือ จำกัดการให้บริการ และมีแอพฯติดตามด้วย (หากเป็นไปได้) เพื่อการใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม


          ที่ประชุมได้หารือการควบคุมหรือผ่อนคลาย โดยมีการประเมินทุก 14-15 วัน ซึ่งเลขาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจได้เสนอแนวทางการผ่อนปรนภายหลังการขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-เคอร์ฟิว แบ่งประเภทธุรกิจ 4 เกรด

          1.จำเป็นในชีวิตประจำวัน เป็นสถานประกอบการขนาดเล็ก เป็นที่โล่งแจ้ง สวนสาธารณะ 
          2.เป็นสถานประกอบการขนาดเล็ก สนามออกกำลังกายกลางแจ้ง
          3.พื้นที่ปิด มีคนจำนวนมาก
          4.พื้นที่เสี่ยงสูง เช่น สนามมวย สถานบันเทิง พื้นที่คนแออัด
         

          ดังนั้น การผ่อนปรนจะแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะแรก 25% ระยะสอง 50% ระยะสาม 75% และระยะสี่ 100% โดยทุกระยะใช้เวลาทบทวน 14 วัน เพื่อรอดูการใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงมาตรการควบคุมโรค เพราะหากไม่ได้ผลอาจปิดได้


          โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการในการแบ่งเกรดกิจการต่างๆ และแบ่งช่วงเวลา โดยการผ่อนคลายการเปิดกิจการ ต้องเลือกกิจการที่สามารถเปิดพร้อมกันได้เหมือนกัน และเปิดทั้งหมดทั้งประเทศ โดยมอบหมายให้ สศช. และคณะที่ปรึกษาหารือในรายละเอียดช่วงบ่ายนี้ เพื่อเสนอ ครม.วันพรุ่งนี้ (28 เม.ย.63)

          "มาตรการต่างๆ คุยกันอย่างละเอียด ถึงขนาดพื้นที่ นำเรื่องสาธารณสุขพูดคุย การจัดกิจกรรม แอพฯต่างๆ หรือกล้อง CCTV ต้องให้คณะทำงานพูดคุยในรายละเอียด แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ แต่ต้องมั่นใจและเมื่อผ่อนปรนแล้ว ถ้าดีก็เปิด ถ้าไม่ดีก็ปิดได้"

          ส่วนกรณีที่มีการเลื่อนวันหยุดทั้งหมดในเดือน พ.ค. ทั้งหมดนั้น กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำเสนอในที่ประชุม ศบค. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก และหากมีวันหยุดติดต่อกันหลายวันอาจเกิดการเคลื่อนย้ายคนได้ ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ซึ่งวันพรุ่งนี้ (28 เม.ย.) กระทรวงวัฒนธรรม จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้ครม.พิจารณาต่อไป

 

***เอเซียพลัส เตือนโควิดกระตุ้น Sell in May สถิติชี้ SET ลงเฉลี่ย 2%

 

          บล.เอเซียพลัส ?กล่าวว่า ความคาดหวังกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินการ ถูกสะท้อนในตลาดหุ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว หลังจากที่ SET Index ฟื้นตัวขึ้นมาเร็วและแรงกว่า 30% จากจุดต่ำสุดของปี จนใกล้เคียงกับระดับเป้าหมายทางพื้นฐานที่ฝ่ายวิจัยประเมิน 1264 จุด (ระดับ P/E ที่ 17.4 เท่า) ทั้งยังต้องเผชิญกับงบไตรมาส 1/63 ที่มีโอกาสหดตัวแรง ถ่วงดัชนีตลาดหุ้นให้มีโอกาสย่อตัวลง เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น


          ขณะเดียวกันปัญหาโควิดที่ยังอยู่ อาจเป็นการตอกย้ำให้เกิดเหตุการณ์ “Sell in May” ซ้ำรอยในอดีตที่เดือน พ.ค. ตลาดหุ้นไทยมักจะปรับตัวลงแรงเสมอ เฉลี่ยลดลงราว 2% และเป็นการปรับตัวลงถึง 8 ปี ใน 10 ปี
         

          โดยมีปัจจัยหลักๆอยู่ 3 ปัจจัยที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ ส่งผลให้เกิดปรากฎการณ์ Sell in May อยู่เสมอ
         

          1. เดือน พ.ค. เป็นช่วงประกาศงบบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก หากออกมาต่ำกว่าคาดมีโอกาสที่จะถูก “Sell on fact” ได้ ยิ่งไปกว่านั้นในปีนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้น่าจะทำจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 ทำให้ตลาดหุ้นในช่วงเดือน พ.ค. 63 อาจไม่คึกคักมากนัก
         

          2.เดือน พ.ค. เป็นเดือนที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติมักจะไหลออกจากหุ้นไทยมากที่สุดเฉลี่ยสูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท
         

          3. เนื่องจากเดือน พ.ค. เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นเครื่องหมาย XD และจ่ายปันผลงบปี 2562 เกือบหมดแล้ว กว่า 408 ใน 488 บริษัท (คิดเป็น 83% ของบริษัทที่ประกาศจ่ายปันผล)  ทำให้นักลงทุนมีการโยกเงินกลับประเทศบางส่วน รวมถึงก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ยังได้มีการเก็งกำไรหุ้นแล้ว จึงไม่มีแรงซื้อที่เข้ามาหนุนตลาด เหมือนกับเดือนที่ผ่านๆ มา

 

***แนะกลยุทธ์เลือกลงทุนหุ้น Defensive ราคา Laggard

          บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยการเลือกลงทุนหุ้น Defensive ราคา Laggard อย่าง BTSGIF,EA ซึ่งราคาหุ้นทั้ง 2 ยัง Laggard กว่ากลุ่ม และมี Valuation ที่น่าสนใจดังนี้

         

          BTSGIF เป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผันผวนต่ำ ราคายัง Laggard กว่ากลุ่มที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า มีความโดดเด่นทางพื้นฐานจาก ราคาหุ้น ณ ปัจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอยู่มากถึง 27% (Discount Book Value) พร้อมกับคาดหวังปันผลได้สูงถึง 8.8% ต่อปี (ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์)
         

          EA ทิศทางกำไรปกติ 1Q63 คาดเติบโตได้ดีทั้ง yoy และ qoq จากโรงไฟฟ้าโซลาร์ที่จะผลิตไฟได้มากขึ้น เพราะเข้าสู่ช่วง high season และได้รับผลบวกจากภัยแล้งซึ่งคาดจะทำให้ความเข้มแสงมากกว่าปกติ รวมถึงยังรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าลมหนุมาน 260 MWe เต็มปี (เริ่มผลิตเต็มที่ตั้งแต่ช้วง 2Q62 เป็นต้นมา)  หนุนภาพทั้งปี 2563 คาดกำไรปกติเติบโต 8.9%yoy มาอยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท ทำ New High อีกครั้ง อีกทั้งเป็นหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ราคา Laggard กลุ่มฯ ถือเป็นโอกาสลงทุน

 
    







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด