ข่าวนี้ที่ 1

แบงก์ หั่นดอกเบี้ยทุกประเภท 0.4%-โบรกฯมองไม่กระทบกำไร

แบงก์ หั่นดอกเบี้ยทุกประเภท 0.4%-โบรกฯมองไม่กระทบกำไร

“แบงก์ใหญ่”พร้อมใจลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.40% ขานรับนโยบายรัฐ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้า นำโดย กสิกรไทย-ไทยพาณิชย์-กรุงเทพ-กรุงศรี-กรุงไทย และทีเอ็มบี-ธนชาต มีผล 10 เม.ย.นี้ ด้านโบรกฯ ประเมินฉุดกำไรไม่มาก เหตุก่อนหน้านี้ แบงก์ชาติปรับลดเงินนำส่ง FIDF ลงเหลือ 0.23%% ช่วยชดเชยผลกระทบ

*** KBANK นำร่องลดดอกกู้ทั้ง MLR-MOR-MRR 0.40%

     นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนกลไกภาครัฐเพื่อช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคาร โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR, MOR และ MRR ทันทีอีก 0.40% หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ทำให้อัตราดอกเบี้ย MLR ปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 5.60% MOR และ MRR ปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 6.22% และ 6.10% ตามลำดับ

     โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการอื่น ๆ ที่ธนาคารได้มีการประกาศใช้เพื่อให้ความช่วยเหลือและลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าของธนาคารอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการช่วยดูแล และประคับประคองลูกค้าของธนาคารให้ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตไปได้

     ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ธนาคารปรับลดเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงเท่านั้น ยังไม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงแต่อย่างใด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

***SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.40% มีผล 10 เม.ย.63
     
     นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างรุนแรงและยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาสิ้นสุดได้ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวแรงจากภาวะชะงักงันในภาคธุรกิจ และเพื่อตอบสนองนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้ประกาศมาตรการปรับลดอัตรานำส่งเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารฯจึงใคร่ขอประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบภาระต้นทุนดอกเบี้ยของลูกค้าธนาคารฯโดยเร่งด่วน

     ธนาคารฯ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทเพิ่มเติม 0.40% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทแบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR ปรับลดจาก 5.775% เป็น 5.375% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR ปรับลดลงจาก 6.495% เป็น 6.095% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR ปรับลดลงจาก 6.745% เป็น 6.345%

     สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่นี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

     ทั้งนี้ ธนาคารหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาระดอกเบี้ยที่ลดลงดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าสินเชื่อรายย่อยมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และช่วยให้ลูกค้าสามารถฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ในที่สุด
นอกจากมาตรการข้างต้นแล้ว ธนาคารฯ ยังคงมุ่งมั่นในการเพิ่มมาตรการต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ยังคงได้รับผลกระทบ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้าและธนาคารฯ สามารถฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

*** BBL หั่นดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.40% ช่วยลูกค้า มีผล 10 เม.ย.63

     นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ 3 ประเภท ลง 0.40% ทั้ง เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2563

     สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการให้ความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนในเรื่องการลดต้นทุนด้านอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของต้นทุนการดำเนินธุรกิจและลดภาระของประชาชน เพื่อเสริมศักยภาพในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

     “ธนาคารมีความมุ่งมั่นที่จะประคับประคองให้ลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนสามารถผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาพรวมในช่วงที่มีความเปราะบางทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพได้ให้การดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการให้มีเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงาน และช่วยเหลือประชาชนในการลดภาระทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนมาตรการของภาครัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” นายสุวรรณ กล่าว

***BAY ลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR-MOR-MRR 0.40% มีผล 10 เม.ย.นี้

     นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า กรุงศรีพร้อมช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และพร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทเพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนดอกเบี้ยของลูกค้า หลังจากที่ได้เคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563

     กรุงศรีจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR, MOR และ MRR เพิ่มเติม 0.40% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยใหม่เป็นดังนี้

     - อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลงจาก 6.23% เป็น 5.83%

      - อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลงจาก 6.70% เป็น 6.30%

      - อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลงจาก 6.70% เป็น 6.30%

     การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ธนาคารได้ออกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความห่วงใยและมุ่งมั่นช่วยเหลือลูกค้าเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันเดินหน้าและผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน

     ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

***TMB-TBANK ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.40%

     นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด -19 ที่ยังคงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเกิดการชะลอตัว ดังนั้น เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกค้า ทั้งกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้าสินเชื่อรายย่อย และตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการกระตุ้นสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ TMB และ ธนาคารธนชาต (TBANK) ขอประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR (Minimum Lending Rate), MOR (Minimum Overdraft Rate) และ MRR (Minimum Retail Rate) ลง 0.40% โดย MLR จาก 6.65% เหลือ 6.25% MOR จาก 6.675% เหลือ 6.275% และ MRR จาก 7.03 เหลือ 6.63% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

     พร้อมกันนี้ ธนาคารยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการ SME เพิ่มเติม ดังนี้

    • ลูกค้า SME ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท สามารถพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน ตั้งแต่ เม.ย. 63 - ก.ย. 63 เพื่อช่วยให้มีสภาพคล่องทางธุรกิจ

     • สำหรับลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน  500 ล้านบาท ทางธนาคารสนับสนุนสินเชื่อใหม่ (soft loan) วงเงินกู้ไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ณ 31 ธ.ค. 62 ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2% เป็นเวลา 24 เดือน

    ทั้งนี้ ธนาคารทีเอ็มบี และธนาคารธนชาต ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มมาอย่างต่อเนื่องทั้งลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ ลูกค้าสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ ซึ่งลูกค้าสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของธนาคาร ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่ออกมาในครั้งนี้ ธนาคารหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้าธนาคารให้มีสภาพคล่องในการใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์โควิด -19

*** KTB ลดดอกกู้ทุกประเภท 0.40%

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB เปิดเผยว่า ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ธนาคารตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการพยุงเศรษฐกิจ และพร้อมสนับสนุนกลไกของภาครัฐ ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระและลดต้นทุนทางการเงินของลูกค้าสินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและลูกค้ารายย่อย ตลอดจนประชาชน ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลงอย่างละ 0.40% ต่อปี โดย MLR เหลืออัตรา 5.375% ต่อปี MOR เหลืออัตรา 6.220 % ต่อปี และ MRR เหลืออัตรา 6.345% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

  การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการอื่น ๆ ที่ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือและลดภาระให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยนาน 6 เดือน การสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยธนาคารมีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ รวมทั้งช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
 

 *** บล.เอเซีย พลัส ประเมินแบงก์หั่นดอกเบี้ยไม่กระทบกำไร  

     นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า การที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก 0.40% เป็นไปตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ลดอัตราเงินนำส่ง FIDF จากเดิม 0.46% เหลือ 0.23% ของฐานเงินฝากเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งไม่มีนัยหรือมีผลกระทบจนทำให้ต้องปรับประมาณการกำไรกลุ่มธนาคารลงอีก จากล่าสุดได้ปรับลดกำไรลงอยู่ที่ 147,000 ล้านบาท จากเดิม 180,000 ล้านบาท  

     “ก่อนหน้านี้เราปรับกำไรกลุ่มลงแล้ว และ รวมปัจจัยจากการลดดอกเบี้ยก่อนหน้านี้ และ ในการประชุมครั้งถัดไปด้วย ซึ่งการที่แบงก์ลดดอกเบี้ยล่าสุด ก็เป็นไปตามการส่งผ่านนโยบายลดส่งเงินเข้า FIDF เมื่อหักลบแล้วจึงไม่มีผลอะไร”นายเทิดศักดิ์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังต้องติดตามการประกาศงบกลุ่มธนาคารไตรมาส 1 นี้ เพราะจะมีการรวมมาตรฐานบัญชีใหม่(TFRS9) เข้าไปด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการปรับประมาณการในครั้งถัดไป โดยหากธนาคารมีการตั้งสำรองที่อยู่ในประมาณการ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกำไรลง แต่หากมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายวิจัยจะมีการปรับประมาณอีกครั้ง

     นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังแนะนำลงทุน บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยขาลง หุ้นกลุ่มธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อจะได้รับอานิสงส์ทันที เพราะดอกเบี้ยจะคงที่ตลอดอายุสัญญา ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงไปด้วย

*** บล.เคที ซีมิโก้ มองลดดอกเบี้ยส่งผลเชิงลบจำกัดต่อกลุ่มธนาคาร
    
     บล.เคที ซีมิโก้  ระบุธนาคารพาณิชย์เริ่มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดย KBANK ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR, MOR, MRR ลงอีก 0.4% เป็น 5.6% 6.22% และ 6.1% ตามลำดับ มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมย เป็นต้นไป  มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อ นโยบายของครม.ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และส่งผลกระทบ เชิงลบจำกัดต่อกลุ่มธนาคารฯ เพราะกลุ่มธนาคารฯจะได้ชดเชยส่วนหนึ่งจาก 1)ธปท.ลดค่าธรรมเนียมการโอนเข้า FIDF จาก 0.46% เหลือ 0.23% ของฐานเงินฝาก เป็นเวลา 2 ปี 2) การไม่ต้องตั้งสำรอง NPL สูงขึ้นตาม นโยบายผ่อนปรนของธปท.และสภาวิชาชีพบัญชี

    มองว่าประเด็นการไม่ต้องตั้งสำรองหนี้เสียสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยบวกระยะสั้นต่อการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มแบงก์ แม้ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการลดลงของผลกำไรทั้งปีประมาณ 3-4% (กระทบเล็กน้อย) ส่วนในระยะยาว เราคงมุมมอง Slightly Negative สำหรับกลุ่มธนาคารฯ อิงการเป็นกลุ่มอุตฯที่ ได้รับ ผลกระทบเชิงลบสูงสุด หากภาวะหดตัวทางเศรษฐกิจยืดเยื้อ ทั้งสินเชื่อหดตัว หนี้เสียสูงขึ้น ฯลฯ อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นที่ดิ่งลงแรง มามากแล้ว ทำให้ความเสี่ยงขาลงเริ่มมีจำกัด โดย BBL ยังคงเป็นหุ้น ธนาคารฯ ที่เราชอบมากที่สุด อิงการเป็นธนาคารฯที่มี นโยบายอนุรักษ์ นิยมและมีการกันสำรองหนี้เสียสูงสุด (IAA Consensus TP 128-154.2 บาท)

*** บล.โนมูระ มองกลุ่มแบงก์ตอบรับไปก่อนแล้ว
    
     นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่ามองภาพรวมประเด็นธนาคารพาณิชย์ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบหลังสุด ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากภาพรวมของหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ตอบรับการปรับอัตราดอกเบี้ยลงไปก่อนแล้ว รวมถึงการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงไตรมาส 2/63 อีก 0.25%
   
     โดยภาพรวมของการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ช่วงนี้ แนะนำสำหรับนักลงทุนระยะยาวสามารถซื้อหุ้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เนื่องจากงบดุลยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามระยะสั้นภาพรวมของตลาดหุ้นยังมีความผันผวนค่อยข้างมาก จึงแนะนำสำหรับนักลงทุนระยะสั้นและรับความเสี่ยงน้อย ชะลอลงทุนเพื่อรอดูภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจก่อน 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด