ข่าวนี้ที่ 1

งบแบงก์ Q2 กำไรทรุด 20% เหตุ NIM หด-ตั้งสำรองฯสูง

งบแบงก์ Q2 กำไรทรุด 20% เหตุ NIM หด-ตั้งสำรองฯสูง

    โบรกฯ คาดงบกลุ่มแบงก์ Q2/63 มีกำไร 3.86 หมื่นลบ. ลดลง 20.9% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 8.7% เทียบไตรมาสก่อนหน้า เหตุ NIM ลดลง  แม้สินเชื่อเติบโตดีขึ้น ยก BBL-TMB-KKP เป็นหุ้นเด่น ด้านบล.หยวนต้า เผยสินเชื่อเดือนพ.ค.โต 5.1% คาดเริ่มฟื้นตั้งแต่ Q3/63 หลังได้สินเชื่อภาคธุรกิจและภาครัฐฯ หนุน มองปีนี้กำไรทั้งกลุ่มอยู่ที่ 1.55 แสนลบ. หดตัว 5%

*** บล.ทรีนีตี้ มองกำไรแบงก์ Q2/63 ลดลง เหตุ NIM หด-ตั้งสำรองเพิ่ม
    
    นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ช่วงไตรมาส 2/63 มีโอกาสลดลงจากไตรมาสก่อน จาก 2 ปัจจัยลบกดดัน ประกอบด้วย 1.ภาวะดอกเบี้ยต่ำ และนโยบายซอฟท์โลนโดยช่วงไตรมาส 1/63 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง และไตรมาส 2/63 อีก 1 ครั้ง ซึ่งจะกดดัน NIM ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 2/63 อย่างหนัก

    2.การตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ในช่วงไตรมาส 2/63 หนี้เสีย (NPL) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีโอกาสปรับตัวขึ้นแต่ไม่รุนแรง เนื่องจากมีนโยบายผ่อนปรนลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะลด NPL ในช่วงไตรมาส 2/63 ได้พอสมควร แต่กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะต้องมีตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามภาวะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 2/63

    ประเมินกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชทั้งปี ว่า กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จะมีกำไรลดลงราว 20% ยกเว้น TMB ที่คาดจะมีกำไรเพิ่มมากสุดในกลุ่ม เนื่องจากได้รวมผลประกอบการของธนาคารธนชาตเข้ามาด้วย แต่ก้ไม่ได้สะท้อนผลการดำเนินงานที่ดีกว่าธนาคารอื่นอย่างมีนับสำคัญ ส่วนธนาคารขนาดเล็กคาดว่ากำไรจะลดลงราว 11%

*** คาดงบแบงก์ Q2/63 ลดลง 20.9% YoY และ 8.7% QoQ

    บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดผลประกอบการกลุ่มธนาคาร Q2/63 ที่ 3.86 หมื่นล้านบาท ลดลง 20.9% YoY และ 8.7% QoQ โดยผลประกอบการที่ลดลงมาจาก NIM ที่ลดลง แม้ว่าสินเชื่อจะเติบโตขึ้นสูง แต่ด้วย non-NII ที่อ่อนแอ และ Credit Cost ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยกดดัน
    
*** สินเชื่อยังเติบโตสูงขึ้น
    
    ธนาคารส่วนใหญ่คาดว่าจะมีสินเชื่อเพิ่มขึ้นราว 9.4% จากปกติที่ 4.6% โดยสินเชื่อส่วนใหญ่มาจากมาตรการของภาครัฐเพื่อป้องกันการหดตัวของสินเชื่อ แต่ด้วย NIM ลดลงจากการลดดอกเบี้ย 2 รอบราว 40 bps ในเดือน เม.ย. หลังการปรับลดของ FIDF และ 20 bps ในเดือน พ.ค. จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เราคาดว่า โดยรวมแล้ว NIM จะลดลงราว 30bps QoQ เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการของกลุ่มธนาคารใน 2Q20 เป็นต้นไป แต่จะมีเพียง KTB ที่มี NIM เพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่มีรายการพิเศษของ AQ

*** รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง QoQ
    
    จากผลของการ Lockdown COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงใน 2Q20 ส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียม แต่อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมของกลุ่มหลักทรัพย์ได้ประโยชน์จากตลาดหุ้นที่คึกคักขึ้น และทำให้เราคาดว่าผลขาดทุนจากการลงทุนของ BBL/KBANK จะกลับมากำไรในไตรมาสนี้ และเราเชื่อว่ากลุ่มธนาคารจะปรับลด OPEX ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าการตลาด ทำให้เราคาดว่า OPEX ของกลุ่มจะลดลง 0.7% QoQ

*** NPL เพิ่มขึ้น แต่ Credit Cost เริ่มทรงตัว

    ในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอลงเราคาดว่า NPL จะเพิ่มขึ้นราว 10bps เป็น 4.19% เนื่องมาจากมาตรการช่วยเหลือของ ธปท. โดยเราคาดว่าสินเชื่อราว 50% อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างกับธนาคารช่วยให้ไม่กลายเป็น NPL สำหรับสินเชื่อ SME ที่มียอดต่ำกว่า 100 ล้านบาท ได้รับการพักชำระหนี้ และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหลังจากที่หมดช่วงมาตรการช่วยเหลือ ทำให้ NPL จะกลับมาเพิ่มขึ้นใน 1Q21F
     แม้ว่า NPL จะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ Credit Cost จะทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากกลุ่มธนาคารต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเช่นใน 1Q20 แต่จะมีการบริหารการตั้งสำรองเพื่อลดผลกระทบ และเราคาดว่าธนาคารจะรักษา Credit Cost ไม่ให้เพิ่มขึ้นต่อใน 2Q20 (ธปท. มีการผ่อนปรนการรับรู้ NPL และลดความเข้มงวดของ ECL ลง)

*** แนะ'ซื้อ' BBL-TMB-KKP
 
    แนะนำ “ซื้อ” BBL, TMB และ KKP โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 154 บาท, 12.60 บาท และ 56.00 บาท ตามลำดับ

*** บล.หยวนต้า คาดแบงก์ฟื้น Q3 รับสินเชื่อภาครัฐหนุน ทั้งปีกำไรหด 5%    
    
    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า เปิดเผยว่า จากการสรุปข้อมูลในรายงาน ธ.พ.1.1 เดือน พ.ค. 2563 ของแบงก์ภายใต้ Coverage ของเรา พบว่าอัตราโตของสินเชื่อในภาพรวมโต +5.1%YoY, +1.0%MoM ต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยกลุ่มแบงก์ใหญ่ (SCB, KBANK, BBL,KTB) มีพอร์ตสินเชื่อขยายตัว +6.4%YoY,+1.3%MoM ดีกว่ากลุ่มแบงก์กลาง/เล็ก (KKP,TISCO,TMB) หลังได้แรงหนุนจาก

    1) สินเชื่อภาคธุรกิจที่ขยายตัวขึ้นเด่น ตามความต้องการสำรองสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19

   2) ยอดไถ่ถอนสินเชื่อชะลอตัวลง เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนเข้าโครงการพักชำระหนี้หรือเข้าปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ยอดหนี้ดังกล่าวถูกคงสถานะไว้ดังเดิม

     3) เริ่มมีสินเชื่อ Soft Loan ที่ปล่อยให้กับลูกหนี้กลุ่ม SME เข้ามามากขึ้น

*** ยานยนต์ซบ กดสินเชื่อแบงก์กลาง - เล็ก

   ขณะที่กลุ่มแบงก์กลาง/เล็ก ที่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อเป็นสัดส่วนสูงในพอร์ตยังคงได้รับผลกระทบจากการลดลงของยอดขายยานยนต์ในประเทศ ทั้งนี้เราพบข้อสังเกตอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

     1)KTB(+11.8%YoY, +2.5%MoM) มีอัตราโตของสินเชื่อโดดเด่น ด้วยแรงหนุนจากสินเชื่อโครงการภาครัฐฯ ที่เริ่มมีการเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้น ศก. ในประเทศมากขึ้น

     2)KKP(+12.4%YoY, +2.3%MoM) กับ TISCO(-4.5%YoY, -1.8%MoM) แม้มีพอร์ตที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลักเหมือนกัน แต่ดำเนินกลยุทธ์แตกต่างกัน โดย TISCO ยังอยู่ในโหมดระมัดระวังในการให้สินเชื่อใหม่ รวมทั้งชะลอ การให้สินเชื่อจำนำทะเบียนผ่านสาขาสมหวัง ขณะที่ KKP เริ่มกลับมาขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองมากขึ้นจากที่ชะลอการให้สินเชื่อในปีก่อน โดยอาศัยช่วงที่ Supply ของสินเชื่อน้อยลงในเดือน พ.ค. ส่วน YoY ที่โตเด่นส่วนหนึ่งมาจากการจัดประเภทสินทรัพย์ธุรกิจบริหารหนี้รวมกับรายการลูกหนี้ตาม TFRS9

    3)BBL(+6.3%YoY, +0.9%MoM), KBANK(+8.9%YoY, +1.3%MoM) และ SCB(-0.7%YoY, +0.3%MoM) ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจที่ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น บวกกับสัดส่วนของสินเชื่อ Soft Loan ที่ทยอยเพิ่มขึ้น ส่วน SCB ที่หดตัว YoY ส่วนใหญ่มาจากพอร์ตสินเชื่อรายย่อย

*** คาดผลการดำเนินงานเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ Q3/63

    ช่วง Q2/63 ในภาพรวมคาดผลดำเนินงานหดตัว YoY แต่เริ่มดีขึ้น QoQ โดยแม้มีแรงกดดันจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง โดยเฉพาะในส่วนของค่าธรรมเนียมในการขายผลิตภัณฑ์ Bancassurance (ประกันบางประเภทต้องอาศัยการให้คำแนะนำแบบ Face to Face) และค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเครดิต

    เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองในเดือน เม.ย.-พ.ค. รวมถึง Asset Yield คาดขยับลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงกว่า 4 ครั้งตั้งแต่ช่วง 2H62 แต่ผลลบดังกล่าวคาดถูกกลบด้วย
    
    1) การตั้งสำรองที่อ่อนตัวลงจากช่วง Q1/63 ที่มีการเร่งตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) ไว้มาก

    2) คาดกำไรจากเงินลงทุนปรับตัวดีขึ้นตามภาวะตลาดที่ฟื้นตัว ทั้งนี้คาดเห็นการฟื้นตัวของผลดำเนินงานที่ดีขึ้นตั้งแต่ช่วง Q3/63 หนุนด้วยพอร์ตสินเชื่อภาคธุรกิจและภาครัฐฯ ที่ขยายตัวได้ดี และรายได้ค่าธรรมเนียมที่ฟื้นกลับมาตามกิจกรรมทาง ศก. ส่วนทั้ง
ปีคาดกำไรของกลุ่มอยู่ที่ 155,063 ลบ. หดตัว 5%YoY 
  
 *** ชู BBL-TISCO เป็น Top Pick 

    คงน้ำหนักลงทุนของกลุ่มที่ “เท่ากับตลาด” โดยแม้ผลดำเนินงานไม่โดดเด่น และถูกกดดันช่วงสั้นด้วยการงดจ่ายปันผลระหว่างกาล แต่ราคาหุ้นในกลุ่มส่วนใหญ่ยังซื้อขายด้วย Valuation ที่ต่ำ โดย SETBANK ซื้อขายที่ระดับ PBV ต่ำเพียง 0.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 5 ปี – 2 S.D. 
 
    อีกทั้งแบงก์ไทยยังมีเงินกองทุนในระดับที่สูงราว 19.2% (สิ้นเดือน เม.ย.) ทำให้เรายังไม่กังวลต่อความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินของกลุ่มแบงก์

    เลือก BBL เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากเป็นแบงก์ไทยที่มีเกราะคุ้มกันหนาแน่นที่สุดทั้ง Coverage Ratio ที่ 203.9% สูงสุดในกลุ่ม บวกกับผลประกอบการที่คาดจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วง Q2/63 หนุนด้วยการพลิกฟื้นของกำไร จากเงินลงทุน และการเริ่มรวมงบของ Permata เข้ามาเป็นครั้งแรก ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับแนวโน้มเติบโตในระยะยาวจาก Synergy ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตามลำดับ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 39.5% จากมูลค่าพื้นฐานที่ 150 บาท (วิธี GGM)

    นอกจากนี้ยังแนะนำ TISCO เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย (Coverage Ratio 189.8% และเงินกองทุนที่ 20.7%) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการหุ้นปันผลสูง ซึ่งคาดจะเริ่มเห็นการกลับมาขยายสินเชื่อตั้งแต่ช่วง Q3/63 ตามยอดขายยานยนต์ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงงานมอเตอร์โชว์ (15-26 ก.ค.) และกำลังซื้อในประเทศที่ค่อยๆ ฟื้นตัว  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด