ข่าวนี้ที่ 1

แบงก์พาเหรดลดดอกเบี้ยเงินกู้-กูรูแนะเลี่ยงลงทุนทั้งกลุ่ม

แบงก์พาเหรดลดดอกเบี้ยเงินกู้-กูรูแนะเลี่ยงลงทุนทั้งกลุ่ม

    "ธนาคารพาณิชย์" พร้อมใจลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR-MOR-MRR ลง 0.125-0.38% หลังกนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% นำร่องโดย แบงก์กรุงเทพ -แบงก์กรุงศรี มีผล 21 พ.ค.นี้ ส่วนแบงก์ไทยพาณิชย์ และแบงก์กสิกรไทย มีผล 22 พ.ค.นี้ ด้านโบรกฯแนะเลี่ยงลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ เหตุรายได้ลดลง หนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

*** BBL นำร่องลดดอกเบี้ยเงินกู้ 3 ประเภท ต่ำสุดเหลือ 5.25%
    
    หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%  ธนาคารพาณิชย์พร้อมใจขานรับ ประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ นำโดย ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท เหลือต่ำสุด 5.25% โดยเอ็มแอลอาร์ เหลือ 5.25% เอ็มโออาร์ เหลือ 5.875% และเอ็มอาร์อาร์ เหลือ 5.75% เพื่อสนับสนุนกลไกภาครัฐ และช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนลดต้นทุนทางการเงินรับมือโรคโควิด 19 โดยมีผลตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 63

    นายสุวรรณ แทนสถิตย์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ 3 ประเภท ลงเหลือต่ำสุด 5.25% โดยเอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เหลือ 5.25% เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เหลือ 5.875% และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เหลือ 5.75% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

    สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนกลไกภาครัฐ และให้ความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนในเรื่องการลดต้นทุนด้านอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของต้นทุนการดำเนินธุรกิจและลดภาระของประชาชน เพื่อเสริมศักยภาพในการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

    ธนาคารมีความมุ่งมั่นที่จะประคับประคองให้ลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนสามารถผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาพรวมในช่วงที่มีความเปราะบางทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพได้ให้การดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการให้มีเงินทุนและสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงาน และช่วยเหลือประชาชนในการลดภาระทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนมาตรการของภาครัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย 
 
*** BAY ลดดอกเบี้ย MLR-MOR และ MRR มีผล 21 พ.ค.63

    นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า กรุงศรีพร้อมสนับสนุนนโยบายทางการเงินของภาครัฐผ่านกลไกการทำงานของธนาคาร เพื่อลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจและภาระต้นทุนดอกเบี้ยของลูกค้า อันเนื่องมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และปัจจัยลบที่ตามมา ดังนั้น กรุงศรีจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ลงอีก หลังจากที่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อไปแล้ว 3 ครั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 24 มีนาคม และ 10 เมษายน 2563 นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อของกรุงศรีมีอัตราดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

    อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลงจาก 5.83% เป็น 5.58%

      อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลงจาก 6.30% เป็น 5.95%

      อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลงจาก 6.30% เป็น 6.05%

      ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

*** SCB ลดดอกเบี้ย MLR-MOR-MRR ช่วง 0.125-0.35% มีผล 22 พ.ค.63

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB กล่าวว่า จากมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มทยอยเข้าสู่ช่วงสภาวะปกติ เพื่อเร่งการฟื้นตัวของฐานะการเงินในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนให้กลับมาโดยเร็ว ธนาคารฯ จึงได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบภาระต้นทุนดอกเบี้ยของลูกค้าธนาคารฯ โดยเร่งด่วน นับเป็นการลดดอกเบี้ยติดต่อกันต่อเนื่อง ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนด้านสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด Covid-19 ในหลายเดือนที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทแบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR ปรับลดจาก 5.375% เป็น 5.25% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในระบบธนาคาร อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR ปรับลดลงจาก 6.095 % เป็น 5.845% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR ปรับลดลงจาก 6.345 % เป็น 5.995 % ซึ่งปรับลดลงมากที่สุดในระบบธนาคาร

    ธนาคารฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยให้ลูกค้าธุรกิจและลูกค้าสินเชื่อรายย่อยมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และช่วยให้ลูกค้าสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ในที่สุด ทั้งนี้นอกจากมาตรการลดดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารฯ ยังสนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ และการให้สภาพคล่องเพิ่มเติมผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย

    สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่นี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

*** KBANK ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท 0.13-0.38% มีผล 22 พ.ค.นี้

    นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยพร้อมเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าธนาคารอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตอบสนองการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ถึงมือลูกค้าทุกกลุ่มทันที โดยธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ย MOR ลงสูงสุดถึง 0.38% ทำให้อัตราดอกเบี้ย MOR คงเหลือเพียง 5.84% 

    อีกทั้งธนาคารยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ MRR ลงอีก 0.13% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยคงเหลือ 5.47% และ 5.97% ตามลำดับ เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความตั้งใจของธนาคารในการช่วยประคับประคองสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าของธนาคาร โดยเฉพาะลูกค้าบุคคลและลูกค้าผู้ประกอบการ เพิ่มเติมจากมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้า ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศให้ค่อย ๆ ฟื้นตัวและเดินหน้าไปได้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป
 
*** บล.เอเซีย พลัส แนะเลี่ยงลงทุนกลุ่มแบงก์ หลังกนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 0.5%

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.5% ซึ่งเป็นไปตามตลาดคาด สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจที่เป็นลบในช่วงที่เหลือของปี

    โดยผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เชื่อว่าจะสร้างแรงกดดันต่อการทำกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยตั้งแต่วานนี้ ธนาคารพาณิชย์ออกมาประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวังคือผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มสูงขึ้น

    ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อ เช่น KKP TBANK แม้ช่วงสั้นจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง จากการรับดอกเบี้ยในอัตราคงที่ แต่ยอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศยังชะลอตัวมาก และมีโอกาสส่งผลถึงราคารถยนต์มือถือ และยังมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพสินเชื่อด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นการลดอัตราดอกเบี้ยถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ แนะนำหลีกเลี่ยงลงทุน โดยอาจหาจังหวะลงทุนหลังราคาย่อตัวลง
                    แต่ทั้งนี้มีกลุ่ม Sentiment บวกต่อหุ้น คือ กลุ่มเช่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์ เช่น LH และ AP หุ้นปันผล เช่น ADVANC / PTT / RATCH / TTW / DCC / DIF เป็นต้น

*** บล.หยวนต้า เปิด 7 หุ้นรับอานิสงส์ดอกเบี้ยต่ำ 

    บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.)  ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 0.50% ต่าสุดเป็นประวัติการณ์ตามตลาดคาด ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรอิงสถานการณ์ปัจจุบันที่สามารถควบคุม COVID-19 ได้มีประสิทธิภาพ เราประเมินว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 0.50% ในช่วงที่เหลือของปี เพราะเป็นระดับต่ำสุดในภูมิภาค หากลดอีกจะเร่งให้กระแสเงินไหลออก และ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มฟื้นตัวตามราคาพลังงานที่ขยับขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวกน้อยลง ขณะที่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการคลาย Lockdown และ การออกพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวสูงขึ้น การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงมีผลต่อ Yield ในตลาดน้อยลง

    นอกจากนี้ประเมินว่า นโยบายการคลังจะทำงานได้ดีกว่านโยบายการเงินในเดือน พ.ค.-มิ.ย. 63 จากการโอนเงินเยียวให้แรงงานและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบกว่า 1.4 แสนลบ./เดือน และอาจมีนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อเพื่อชดเชยช่วง Lockdown เพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม เราประเมินเงื่อนไขความเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ กนง. ลดดอกเบี้ยอีกครั้งคือ การกลับมาแพร่ระบาดของ COVID-19 และ Lockdown รอบ 2

    ทั้งนี้ประเมินผลของการลดดอกเบี้ยเป็นกลางเชิงบวกต่อ SET INDEX เพราะจะทำให้ Earning Yield Gap กว้างขึ้นจากปัจจุบันที่ 4.5% และคาดการณ์ปีหน้าที่ 5.3% แต่การเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยนโยบายและ SET INDEX เริ่มผกผันกันน้อยลง (ลดดอกเบี้ยแล้วเป็นบวกต่อ SET INDEX ลดลง) จึงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่จะหนุนให้ SET INDEX ขึ้นแรง
    
    อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลของการลดดอกเบี้ย จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับตลาดตราสารหนี้ทางอ้อม (โดยเฉพาะหุ้นกู้เอกชนที่ใกล้ Roll Over) รวมถึง ช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทที่เริ่มกลับมาแข็งค่าเร็วกว่าภูมิภาค (MTD แข็งค่า 2.2% vs. ภูมิภาคอ่อนค่า 0.4%)
    
    ส่วนหุ้นได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยต่ำจะเป็นกลุ่ม Defensive และกลุ่มที่มีต้นทุนทางการเงินสูง เช่น กลุ่มไฟแนนซ์, โรงไฟฟ้า, และสื่อสาร ขณะที่ กลุ่มแบงก์ ที่มักตอบรับเชิงลบ เราคาดว่า Downside จะจำกัด จากโอกาสลดดอกเบี้ยที่เหลือน้อยลง และ Valuation ที่ซื้อขายบน PBV เฉลี่ยเพียง 0.5 เท่า แถมให้เงินปันผลเฉลี่ยสูงกว่า 5% ต่อปี
    
     ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เริ่มกลับเข้าสะสมแบงก์ที่เน้นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะยังมีการเติบโต และ NPL ควบคุมได้ดีกว่าแบงก์ที่เน้นสินเชื่อรายย่อย รวมถึงกลุ่มได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำที่ยังพอมี Upside ได้แก่ BBL/ SCB/ TMB/ ADVANC/ TRUE/ RATCH/ GUNKUL







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด