ข่าวนี้ที่ 1

SCC หวั่นยอดขายปีนี้ทรุดมากกว่า 6%-กำไร Q1 วูบ 40%

SCC หวั่นยอดขายปีนี้ทรุดมากกว่า 6%-กำไร Q1 วูบ 40%

"ปูนซีเมนต์ไทย" คาดปีนี้นี้ยอดขายหดตัวมากกว่า 6%  หลังยอดขาย-ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีลดลง จ่อหั่นงบลงทุนปีนี้อีกรอบจากระดับ 5.5-6.5 หมื่นล้านบาท หากการแพร่ระบาดโควิด-19 ยืดเยื้อ แต่ยังไม่ปิดโอกาสซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่อง มั่นใจฐานะการเงินแข็งแกร่ง รับมือสถานการณ์ได้ 6 เดือน - 1 ปี ล่าสุดแจ้งงบ Q1/63 มีกำไร 6.97 พันลบ. ลดลง 40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

*** คาดยอดขายปีนี้หดตัวมากว่า 6%
     นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทคาดยอดขายปี 63 มีโอกาสจะปรับลดลงมากกว่า 6% เมื่อเทียบกับปี 62 เพราะธุรกิจปิโตรเคมียอดขายลดลง และราคาขายก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/63 รายได้ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 แค่เพียงเดือนมี.ค.เดือนเดียว ซึ่งจากนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสถานการณ์การระบาดจะยืดเยื้อออกไปนานแค่ไหน

***  จ่อลดเงินลงทุนปีนี้จาก 5.5-6.5 หมื่นลบ.
     นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การเงินและการลงทุน SCC เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะปรับลดวงเงินลงทุนในปี 63 เพิ่มเติมอีกครั้ง หากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19  ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง หลังจากที่ล่าสุดคณะกรรมการได้ปรับลดเงินลงทุนมาแล้วเหลือ 55,000-65,000ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดจากเดิมที่วางไว้ก่อนสถานการณ์โควิดจะมีการระบาดรุนแรงที่วงเงิน 60,000-70,000 ล้านบาท

     บริษัทยังไม่ปิดโอกาสในการซื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ถึงแม้ว่าจะปรับลดวงเงินทุนเบื้องต้นแล้ว หากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องยาวนาน 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนามยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้คืบหน้าไปแล้วกว่า 34%

*** ยังไม่ลดกำลังผลิต แต่ลดสต็อก
     นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า บริษัทไม่มีแผนที่จะลดกำลังการผลิตในแต่ละกลุ่มธุรกิจ เนื่องจากบริษัทได้พยายามมองหาตลาดใหม่ๆ ประกอบกับการปรับปรุงสินค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีความต้องการสินค้า โดยเฉพาะในธุรกิจเคมิคอล ขณะที่ธุรกิจแพ็คเกจจิ้งปัจจุบันถือว่ายังมีความต้องการใช้แพ็คเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจจัดส่งอาหารออนไลน์ รวมถึงแพ็คเกจจิ้งการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์

    ส่วนธุรกิจซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง คาดว่าหากภาครัฐยังแผนการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่องก็คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นความต้องการใช้ให้คงอยู่ได้ ส่วนการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์เชื่อว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังสามารถพัฒนาโครงการใหม่ได้ แต่ในระยะยาวอาจจะต้องดูว่าจะกระทบต่อความต้องการที่อยู่อาศัยหรือไม่

    ด้านนายธรรมศักดิ์ กล่าวว่าท่ามกลางสภาวะปัจจุบัน บริษัทได้มีการปรับลดสต็อกสินค้าลงประมาณ 3-5% เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องด้านซัพพลายเชนของกระบวนการผลิต โดยการบริหารธุรกิจในอาเซียนถือยังไปได้ดี ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจในอาเซียนคิดเป็น 28% และมีการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจในแต่ละประเทศยังเดินหน้าไปได้โดยเแพาะที่เวียดนาม และกัมพูชา เพราะกระทบ โควิด-19  น้อยกว่าที่อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

*** มั่นใจฐานะการเงินแกร่งรับมือสถานการณ์ระยะยาว
    นายรุ่งโรจน์ กล่าวอีกว่า   บริษัทยังรักษาสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง พร้อมเตรียมปรับตัวอย่างเต็มที่ในการรับความท้าทายหากสถานการณ์ยาวนานต่อไป

     ทั้งนี้บริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะขอเข้าโครงการกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ หรือ กองทุน BSF จากมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย

*** ชะลอแผนโรดโชว์ "SCGP"
    สำหรับความคืบหน้าในการนำบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้ยอมรับว่าไม่สามารถเดินทางนำเสนอข้อมูล การให้ความเข้าใจในธุรกิจของบริษัทให้กับนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายย่อยได้  จากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 

*** Q1/63 กำไรวูบ 40%
    ทั้งนี้ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC   รายงานผลดำเนินงานของไตรมาสที่ 1/2563 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม มีกำไรสุทธิ 6,971.20 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11,662.39 ล้านบาท ลดลง 40% โดยมีรายได้จากการขาย 105,741 ล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง ตามความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ลดลง และส่วนต่างราคาสินค้าลดลง

*** รายได้ธุรกิจเคมิภัณฑ์-ซีเมนต์ ชะลอ
    นายรุ่งโรจน์  กล่าวว่า  ในไตรมาสที่ 1/63  มีรายได้จากการขาย 105,741 ล้านบาท ลดลง  6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง ตามความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ลดลง  แต่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน 

     เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA)  46,120 ล้านบาท คิดเป็น 44% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น  1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 1,372 ล้านบาท คิดเป็น  1.3% ของยอดขายรวม
 
    หากแบ่งตามรายได้แต่ละธุรกิจ ประกอบด้วย 

    ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 38,329 ล้านบาท ลดลง  17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์และปริมาณขายที่ปรับตัวลดลง และลดลง 7% จากไตรมาสก่อน  

     ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,245 ล้านบาท ลดลง  4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการในประเทศที่ลดลง แต่เพิ่มขึ้น  2% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาล

    ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 24,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากการรวมผลประกอบการ Fajar และ Visy ประเทศไทย รวมถึงการทำงานเชิงรุกในทุกหน่วยงานภายในเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน 
 
    "ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 เอสซีจีก็เป็นหนึ่งองค์กรซึ่งใช้ความพยายามอย่างมากที่จะรักษาผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ให้ใกล้เคียงไตรมาสก่อน แม้สถานการณ์โควิด-19 จะพึ่งเริ่มส่งผลต่อธุรกิจในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้สังคม คู่ค้า พนักงาน และธุรกิจ ร่วมก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ด้วยความทุ่มเทเชิงรุกและรวดเร็วในการบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity Management) เสริมกับการเตรียมความพร้อมด้วยการปรับกลยุทธ์สู้ศึกดิสรัปชันในช่วงที่ผ่านมาอย่างเข้มข้น ภายใต้การขานรับมาตรการภาครัฐเพื่อรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด"

 *** เร่งพัฒนานวัตกรรมป้องกัน โควิด-19  
     ขณะที่การช่วยเหลือสังคม เอสซีจีได้นำความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่มีอยู่ไปร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการเร่งพัฒนานวัตกรรมป้องกันโควิด-19 ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ และทันต่อความต้องการ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการดูแลประชาชน อาทิ นวัตกรรมห้องตรวจและคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยง (Modular Screening & Swab Unit) โดยเทคโนโลยีของ SCG HEIM และ Living Solution รวมทั้งนวัตกรรมป้องกันโควิด-19 แบบเคลื่อนที่ (Mobile Isolation Unit) โดยธุรกิจเคมิคอลส์ เป็นต้น 

    ซึ่งนอกจากมูลนิธิเอสซีจีจะได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท เพื่อนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปทยอยส่งมอบให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ขาดแคลนแล้ว ยังมีพลังน้ำใจจากผู้ร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยให้ประเทศของเราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันอย่างดีที่สุดอีกด้วย
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด