ข่าวนี้ที่ 1

SET โดนเท! 40 จุด กูรูมองแนวรับลึกสุด 1,280 จุด

SET โดนเท! 40 จุด กูรูมองแนวรับลึกสุด 1,280 จุด

 

ตลาดหุ้นโดนเท! ดัชนีดิ่ง 40 จุด นักลงทุนลดเสี่ยงหลังกังวลโควิดระบาดรอบ 2  หวั่นฉุดศก.โลกฟื้นช้ากว่าคาด เผยภายใน 1 สัปดาห์ ดัชนีดิ่งแล้วกว่า 100 จุด โบรกฯ ประสานเสียงสัปดาห์นี้ยังเสี่ยงปรับฐาน ทั้งปัจจัยพื้นฐานและทางเทคนิค กราฟบอกแนวรับแรก 1,310 จุด แนวรับถัดไป 1,280 จุด  ด้าน ตลท.เผย BPP-TTW เข้าวินดัชนี SET50 ส่วน SET100 มีหุ้นเข้าใหม่ 7 ตัว   


***SET ดิ่งกว่า 100 จุดในรอบ 1 สัปดาห์

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยมีทิศทางปรับลงต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังขึ้นไปทำจุดสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย.ที่ 1,454 จุด สร้างความกระชุ่มกระชวย ให้กับนักลงทุนรายย่อยในรอบหลายเดือน นับจากที่ SET อาการร่อแร่หลังเจอพิษโควิด-19 เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

 

แต่การปรับขึ้นของ SET Index ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้นาน เพราะหลังค่อยๆ ทำแรลลี่ขึ้นแตะ 1,454 จุดได้แล้ว ก็เกิดแรง Take Profit ออกมา หากนับจนถึงปิดตลาดวันนี้ (15 มิ.ย.) SET ปรับลงมาจากจุดสูงสุดดังกล่าวแล้ว 112 จุด  หรือ ลดลง 7.70% ในรอบ 1 สัปดาห์  


 
โดยวันนี้ (15 มิ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,341.99 จุด ลดลง 40.57 จุด หรือ -2.93%  มูลค่าการซื้อขาย 8.32 หมื่นล้านบาท หุ้นรายตัวที่กดดัชนีมากสุด 5 อันดับแรกคือ AOT KBANK PTT SCB และ GULF และหมวดธุรกิจ (Sector) ที่กดดัชนีมากสุดคือ ENERGE ,BANK,TRANS,PROP และ COMM  


    
สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,013.75 ล้านบาท ตามด้วยนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบันเป็นฝ่ายขายสุทธิ 1,555 ล้านบาทและ 1,241 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 6,809 ล้านบาท

 

*** โนมูระฯ ชี้ SET ดิ่งแรง เหตุกังวลโควิดระบาดรอบ 2 ให้แนวรับ 1,280 จุด

 

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มปรับตัวลดลงซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยปัจจัยสำคัญมาจากนักลงทุนเริ่มกลับมากังวลภาพรวมเศรษฐกิจ อาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่ตลาดคาดการณ์มุมมองแบบ V-shape เนื่องจากความกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 2 (Second Wave)ในประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ และจีน  

 

"ภาพรวมของนักลงทุนเริ่มกลับมามองเรื่องผลประกอบการของ บจ.กันอีกรอบจากความไม่แน่นอนเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เห็นจากเฟดเริ่มสงสัญญาณคงดอกเบี้ยต่ำนานว่าที่คิด และแต่เดิมตลาดมีมุมมองว่าผลประกอบการจะเริ่มกลับมาเป็นปกติได้ในปี 2564 อาจจะไม่ใช่ รวมถึงโควิดรอบ2 ในสหรัฐ จีน หรือญี่ปุ่นอีกรอบ นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจว่าความเสียหายจะมากกว่าที่คิดหรือไม่ จึงเริ่มลดความเสี่ยงลงมา " นายกรภัทร กล่าว

 

ด้านภาพรวมของดัชนีตลาดหุ้นไทยตามสัญญาณเทคนิคในช่วง 1-2 เดือนนี้ คาดว่ายังอยู่ในช่วงพักฐานโดยมองแนวรับแรกที่ 1,310 จุด แนวรับถัดไป 1,280 จุด ด้านแนวต้านประเมินที่ 1,353 จุด แนวต้านถัดไป 1,380 จุด

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เลือกหุ้นที่ภาพรวมผลประกอบการฟื้นตัวได้เร็ว ตอบรับข่าวปลดล็อกดาวน์อย่างกลุ่มรถไฟฟ้า ได้แก่  BEM,BTS หุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากฤดูฝน เช่น หุ้นโรงพยาบาล แนะนำ BDMS และหุ้นในกลุ่มที่มีความต้องการใช้ต่อเนื่องแต่ถูกชะลอไว้ช่วงโควิดระบาด ได้แก่ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME

 

***ASPS ประเมิน SET เสี่ยงปรับฐานต่อจาก 3 กลไก

 

บล.เอเซียพลัส เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า แม้ตลาดหุ้นจะปรับฐานลงมาแล้วกว่า 3.7% แต่เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการปรับฐานยังไม่หมดไป และเชื่อว่า SET Index ช่วงสัปดาห์นี้ยังอยู่ในช่วงการปรับฐานต่อ จาก 3 กลไก 
     

กลไกที่ 1 ตลาดหุ้นไทยแพงกว่าตลาดหุ้นโลก หากพิจารณาจาก P/E ตลาดหุ้นไทยมีค่า 21.6 เท่าแพงกว่าตลาดหุ้นโลก (ดัชนี MSCI ACWI)ที่ 20 เท่า และแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 16.3 เท่า
 

กลไกที่ 2 Valuation ตลาดหุ้นไทยยังแพงอยุ่เมือเทียบกับในอดีต หากพิจารณา Valuation จาก Market Earning Yield Cap. โดยเปรียบเทียบกับระดับ Bond Yield 1 ปี ที่ 0.49% พบว่า ยังมีค่า Market Earning Yield Cap อยู่ที่ 4.13% สูงกว่าระดับ เฉลี่ยที่ 4.25%
 

กลไกที่ 3 Fund Flow เริ่มชะลอการไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสะท้อนได้จากค่าเงินบาทที่เริ่มชะลอการแข็งค่า จาก Dollar Index ที่กลับมาแข็งค่าแรง 1.3% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา รวมถึงต่างชาติที่กลับมาสลับซื้อสลับขายหุ้นไทย โดยเฉพาะวันศุกร์ที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิถึง 2 พันล้านบาท และเป็นการขายมากสุดในเดือนนี้   

 

ทั้ง 3 กลไก แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้อาจขึ้นไม่ได้ร้อนแรงอย่างช่วงที่ผ่านๆ มา และมีโอกาสปรับฐานได้ในบางจังหวะ ตามปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากดดัน กลยุทธ์ เน้นลงทุนในหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาดในเวลาที่เกิด COVID-19 อย่าง DCC, CPALL  


*** หยวนต้า เตือนอย่าประมาทกับ Sell in June 

 

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า แม้เดือน พ.ค. ผ่านพ้นไปโดยไม่มีเหตุการณ์ Sell in May and Go Away เพราะ SET INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3.2% แต่ไม่ควรประมาทกับ Sell in June เพราะตลาดมีความเสี่ยง และความไม่แน่นอนหลายปัจจัย เช่น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน ล่าสุด สหรัฐฯ เตรียมตัดสิทธิพิเศษด้านการค้าสำหรับฮ่องกง, สภาพคล่องในตลาดหุ้นจะลดลงจากการระดมเงินของหลายประเทศผ่านการออกพันธบัตร 
 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ดัชนี VIX Index ปิดที่ 27.51 จุด ลดลง 3.78% ทำระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.2563 (วันนั้น ปิดที่ 25.03 จุด)

 

***ตลท.เผย BPP-TTW เข้าดัชนี SET50 ส่วน SET100 มีหุ้นเข้าใหม่ 7 ตัว

 

ตลท.ประกาศผลการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนี SET50 SET100 sSET SETCLMV SETHD SETTHSI และ SETWB ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 (1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม)

 

ดัชนี SET50 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 2 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ. บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) และ บมจ. ทีทีดับบลิว (TTW)

 

ดัชนี SET100 มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 7 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) บมจ. แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ (ACE) บมจ. ดูโฮม (DOHOME) บมจ. อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) บมจ. แสนสิริ (SIRI) บมจ. น้ำมันพืชไทย (TVO) และ บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP)

 

ดัชนี sSET มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 14 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ. เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) บมจ. บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (BAFS) บมจ. บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส (BGC) บมจ. บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี (BJCHI) บมจ. คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) บมจ. คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) บมจ. อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) บมจ. น้ำตาลขอนแก่น (KSL) บมจ. ณุศาศิริ (NUSA) บมจ. พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) บมจ. เอส 11 กรุ๊ป (S11) บมจ. เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) และ บมจ. เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI)

 

ดัชนี SETCLMV มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 12 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บมจ.บีซีพีจี (BCPG) บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บมจ. น้ำตาลขอนแก่น (KSL) บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บมจ. โอสถสภา (OSP) บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) บมจ. เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) และ บมจ. ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น (SUPER)

 

ดัชนี SETHD มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 7 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ. พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) บมจ. แสนสิริ (SIRI) บมจ. ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) บมจ. ราชธานีลิสซิ่ง (THANI) บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) บมจ. น้ำมันพืชไทย (TVO) และ บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP)

 

ดัชนี SETTHSI ไม่มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ประจำรอบการคัดเลือกนี้

 

ดัชนี SETWB มีหลักทรัพย์เข้าใหม่ 3 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ. น้ำตาลขอนแก่น (KSL) บมจ. โอสถสภา (OSP) และ บมจ. โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA)

 

การทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้สำหรับคำนวณดัชนีดังกล่าวจะดำเนินการทุกครึ่งปี และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด โดยดัชนี sSET ดัชนี SETCLMV และดัชนี SETTHSI เป็นดัชนีที่ไม่จำกัดจำนวนหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบในดัชนี ทั้งนี้ การทบทวนในครั้งนี้ใช้ข้อมูลระหว่าง 1 มิถุนายน 2562 ถึง 31 พฤษภาคม 2563

 

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด