ข่าวนี้ที่ 1

กูรูแนะสะสมหุ้นที่ดัชนีต่ำกว่า 1,000 จุด-ตลท.หนุนบจ.ซื้อหุ้นคืน

กูรูแนะสะสมหุ้นที่ดัชนีต่ำกว่า 1,000 จุด-ตลท.หนุนบจ.ซื้อหุ้นคืน

 
 
    โบรกฯ แนะจับจังหวะดัชนีต่ำกว่า 1,000 จุด ทยอยเก็บกลุ่ม SET50 ถือลงทุนยาว ด้านภาวะตลาดหุ้น(13 มี.ค.)ยังผันผวนหนัก ต้องใช้เซอร์กิต เบรคเกอร์ เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังหุ้นดิ่งทันที 10% ระหว่างวันดัชนีดิ่งลึกสุด 145.83 จุด ด้าน ตลท.ปรับเกณฑ์ชอร์ตเซล ลดความผันผวนของตลาด พร้อมหนุนบจ.ซื้อหุ้นคืน ด้านฝั่งซีจีเอส ซีไอเอ็มบี คาดสัปดาห์หน้า (16-20 มี.ค.) ได้เห็น 920 จุดบวกลบ

***หุ้นไทยสัปดาห์หน้า (16-20 มี.ค.) ลงต่อ  

    นาวสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยแนวโน้มดัชนีฯ สัปดาห์หน้า ดัชนีฯ ยังเผชิญแรงกดดันของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะการระบาดนอกจีนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อในหลายประเทศพุ่งแตะหลักพันราย ขณะที่ไทยเองก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีความเสี่ยงที่ดัชนีฯ ยังจะผันผวนสูง ที่ดัชนีหุ้นรายวันเหวี่ยงแรงระดับ 100 จุด 
    ปัจจัยที่ต้องติดตาม การแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยแง่บวกลุ้นความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ส่วนแง่ลบ โฟกัสจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง
    กลยุทธ์ เน้นถือเงินสดเป็นหลัก แต่หากจะพิจารณาเก็บหุ้นควรจะแบ่งเป็นหลาย ๆ ไม้ เพราะหากเทียบความถูกแพงจากค่า P/E เทียบกับวิกฤติในอดีต ณ ปัจจุบันยังแพงกว่าที่ P/E ราว 12 เท่า เทียบกับวิกฤติซับไพร์มที่ 6-7 เท่า ประเมินแนวรับ 970 จุด  แนวต้าน 1,160 จุด

*** บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี คาดดัชนีฯ 920 จุดบวกลบ
 
     บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี ระบุว่าตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้เส้น Linear regressionในรอบ 20 ปีที่ 1,255 จุดเอาไม่อยู่ จากแรงกระแทกของการตื่นตระหนกของตลาดหุ้นทั่วโลก จึงหาจุดรับใหม่โดยหาแบบค่า Log ในรอบ 24 ปีหรือรวมวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 1997 เข้าไปด้วย แล้วหาค่าเบี่ยงเบน +/-1SD และ +/-2SD พบว่าหากดัชนีลงไปอีกในกรณีเลวร้ายที่สุดหรือค่า –2SD ดัชนีSET จะลงมาที่ 918 จุด ซึ่งเส้น -2 SD ตรงนี้เคยรับความเลวร้ายของดัชนี SET มาแล้วทั้งปี 1998, 2000, 2001 และ 2008
     แนวโน้มหลักให้ลุ้นในสัปดาห์หน้า (16-20 มี.ค.) แม้จะมีข่าวว่าทางรัฐบาลจะตั้งกองทุนพยุงหุ้นแต่ก็อาจทำได้แค่พยุง แนะนำรอดูสถานการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐในคืนนี้ (13 มี.ค.63) ว่าจะเป็นอย่างไร โดยมองกรอบของ SET ในสัปดาห์หน้าน่าจะลงมาเทรดที่บริเวณ 920 จุดบวกลบ 

*** MBKET แนะหากลงทุนยาวให้รอต่ำกว่า 1,000 จุด 

     นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKETเปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ยังต้องติดตามปัจจัยที่กดดันตลาดอยู่ คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังไม่ได้ผ่านจุดสูงสุด นอกจากนี้เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยไม่น่าจะกลับไปที่จุดเดิมแน่นอน เพราะนอกจากไวรัสโควิดแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกก็แย่เช่นกัน 
    สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน นักลงทุนระยะยาวหากดัชนีต่ำกว่า 1,000 จุด จะเริ่มเห็นสัญญาณในการซื้อ ดังนั้น ควรเลือกหาหุ้นในกลุ่ม SET50 หรือเน้นกลุ่มที่มีกระแสเงินสดสูง มีระดับหนี้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะเป็นจังหวะที่เข้าไปทยอยสะสมได้ เช่น CPALL ซึ่งน่าจะอยู่รอดในตลาดลักษณะแบบนี้ 

*** MBKET แนะหากเก็งกำไรสั้น ให้ล็อคกำไรเป็นรอบ ทิศทางดัชนีฯ ยังไม่ชัด 

    ส่วนการเก็งกำไรระยะสั้นหรือ ระยะกลาง เน้นเก็งกำไรในกรอบ และอย่าใช้เม็ดเงินในการเก็งกำไรมากเพราะตลาดยังไม่ได้เลือกทางขึ้นอย่างชัดเจน เป็นเพียงการรีบาวน์ เพื่อรอติดตามโมเมนตัมของไวรัสโควิด-19 ว่าจะไปถึงจุดสูงสุดมากแค่ไหน เพราะหากสถานการณ์รุนแรงกว่านี้ ดัชนีจะกลับด้านอีกครั้ง
    “กลุ่มเก็งกำไรต้องเก็งกำไรในเม็ดเงินที่จำกัด 20-30% และมีจุด stop loss ล็อคกำไรเป็นรอบๆ เพราะขณะนี้มองว่า ยังประเมินสถานการณ์ได้ยากมาก ว่าจะไปรุนแรงแค่ไหน” นายวิจิตร กล่าว
    ส่วนแนวรับปัจจุบันเป็นแนวรับสั้นในกรอบเก็งกำไร คือ 1,080 จุด และแนวต้านที่ 1,115 จุด ส่วนการปรับประมาณการดัชนีปีนี้ เดิมบริษัทให้ไว้ที่ 1,700 จุด ซึ่งในช่วงปลายเดือนนี้ จะมีการประกาศตัวเลขที่ปรับประมาณการใหม่ โดยเบื้องต้นประมาณที่ 1,400 จุดบวกลบ

***SET ใช้เซอร์กิตเบรคเกอร์ เป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์ 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ (13 มี.ค.63) ณ เวลา 9.59 น. เปิดที่ระดับ 1,003.39 จุด ลดลง 111.52 จุด หรือ -10.00% ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้คำสั่งเซอร์กิตเบรคเกอร์ พักการซื้อขาย 30 นาที โดยจะเปิดซื้อขายอีกครั้ง เวลาประมาณ 10.30 น.   
     การใช้เซอร์กิตเบรคเกอร์เช้านี้ นับเป็นวันที่ 2 ต่อจากวันก่อนหน้าคือ 12 มี.ค.2563  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ใช้เซอร์กิตเบรคเกอร์ในการซื้อขายรอบบ่าย 
    สรุปแล้วตลาดหลักทรัพย์ได้ใช้คำสั่ง เซอร์กิตเบรคเกอร์ เป็นครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์ โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการกันสำรอง 30% อีก 2 ครั้งเมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในวันที่ 10 ต.ค.51 และ 27 ต.ค.51 และอีก 2 ครั้งคือวันที่ 12 และ 13 มีนาคม 2563 ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดทั่วโลก

*** ปรับเกณฑ์ชอร์ตเซล-หนุน บจ.ซื้อหุ้นคืน  

    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า  ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการติดตามการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างใกล้ชิด พบว่าในช่วงที่ผ่านมา การซื้อขายจากวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขายชอร์ต หรือ program trade ยังเป็นไปตามปกติ สัดส่วนการซื้อขายไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนหน้า
    อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์การขายชอร์ตเพื่อใช้เป็นการชั่วคราว จากเดิมที่กาหนดให้สมาชิกจะขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่ไม่ต่ากว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (last trading price) เป็น จะขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (last trading price) เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยให้เสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่นักลงทุนในภาพรวม ทั้งนี้ ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทสมาชิกและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. แล้ว โดยจะมีผลใช้บังคับเป็นการชั่วคราว เริ่มตั้งแต่การซื้อขายในภาคบ่ายของวันที่ 13 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป และไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2563
    ขณะนี้สิ่งที่พยายามดูประกอบด้วยหลายเรื่อง โดยมาตรการดังกล่าวถือเป็นเรื่องแรกและยังมีกฎเกณฑ์อื่นอีก ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับเรื่องของสภาพคล่อง ด้วยการทำให้มีสภาพคล่องที่มากขึ้นเรื่องข้อมูลข่าวสารต่างๆ และเกี่ยวกับการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนทำรายการซื้อหุ้นคืน
 
*** ASPS ชี้ยาไม่แรงพอ-กลไกอื่นที่ยังไม่คุมอาจกดดัน SETต่อไป 
    
    ฝ่ายวิจัย บล. เอเชีย พลัส (ASPS) ระบุตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์ เรื่องการทำ Short Sell เริ่มใช้ ช่วงบ่าย 13 มี.ค. 63 จนถึง 30 มิ.ย. 63 จากเดิม ขาย Short ได้ เฉพาะในราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Zero Tick) เป็น ขาย Short ได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Up Tick) (หรือเข้าใจง่ายๆ คือ ต้องวาง Short ที่ราคาเสนอขาย (offer) หรือสูงกว่า)
    มองว่าการปรับเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นการห้ามทำ Short Sell เพียงแต่ลดความร้อนแรงของการทำ Short Sell เท่านั้น , น้ำหนักของมาตรการถือว่าค่อนข้างเบา ซึ่งผิดจากความคาดหมาย และอาจทำให้ SET Index ที่ดีดตัวขึ้นมาแรงช่วยเช้า ย่อยตัวกลับลงไปได้ในการซื้อขายช่วงบ่าย
    นอกจากนี้ โดยกลไกแล้ว นอกจาก Short Sell ยังมีอีกหลายเรื่องที่เป็นการเพิ่มโมเมนตัม ให้กับตลาดเช่น Block Trade,อนุพันธ์ประเภทต่างๆ , การซื้อขายด้วย Margin เป็นต้น ซึ่งกลไกส่วนที่เหลือยังคงทำงานอยู่ และเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในช่วงต่อไป

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด