ข่าวนี้ที่ 1

BGRIM ลุยโรงไฟฟ้าไฮบริดอู่ตะเภา 95MW ลั่นกำไรปีนี้โต 15%

BGRIM ลุยโรงไฟฟ้าไฮบริดอู่ตะเภา 95MW ลั่นกำไรปีนี้โต 15%

 

     "บี.กริม เพาเวอร์(BGRIM)" คาดกำไรปีนี้โต 10-15% หลังต้นทุน LNG ลดลง พร้อมทุ่มงบ 3.8 พันลบ. ลงทุนโรงไฟฟ้าไฮบริดอู่ตะเภา ขายไฟฟ้าให้สนามบิน-รถไฟความเร็วสูง รวม 60 MW โดยเช่าที่ดินราชพัสดุ 100 ไร่ เวลา 29 ปี 6 เดือน โบรกฯ ประเมินพื้นฐาน 60 บาท ยังไม่รวมอัพไซด์จากแผนซื้อกิจการโรงไฟฟ้า SPP

 

***ตั้งเป้ากำไรปีนี้เติบโต 10-15% 


    นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ากำไรปี 63 เติบโตขึ้น 10-15% จากปีก่อน โดยหลักมาจากต้นทุนก๊าซ LNG ที่ลดลง แต่รายได้จะเหลือเติบโต 10% (เดิมโต 10-15%) จากปริมาณการใช้ก๊าซ LNG ลดลง


    นอกจากนี้ กองทัพเรือในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คัดเลือกบริษัทเป็นผู้เช่าราชพัสดุพื้นที่ 100 ไร่ สัญญา 29 ปี 6 เดือน โดยมีมูลค่าโครงการ 3.8 พันล้านบาท และมีอัตราค่าเช่าคิดเป็น 3% ของมูลค่าที่ดิน และส่วนแบ่งรายได้อีก 15% ที่ต้องจ่ายให้กองทัพเรือ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีผลตอบแทนของโครงการไม่ต่ำกว่า 12%


    โครงการดังกล่าว เป็นโครงการเพื่อดำเนินการด้านสาธารณูปโภคงานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติกับโรงไฟฟ้าแสงอาทิตยเป็นพลังงานสะอาดตามแนวคิดหลักของอีอีซี มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 95 เมกะวัตต์ พร้อมด้วยระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะขนาด 50 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งจะสามารถดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในปี 67


    บริษัทยังเตรียมขายไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวให้กับสนามบินอู่ตะเภา 40 เมกะวัตต์ และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จำนวน 20 เมกะวัตต์

 

*** เพิ่งคว้าไลเซนส์นำเข้า LNG จำนวน 6.5 แสนตัน 


    ขณะที่ 27 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา BGRIM เพิ่งแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำนวน 650,000 ตันต่อปี เพื่อจัดจำหน่ายให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัท เริ่มในปี 2565 ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์ในด้านการบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า


   บล.โกลเบล็ก  มีมุมมองบวกจากการนำเข้า LNG โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ราว 8 ร้อยล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.4 บาทต่อปี หรือคิดเป็นผลกระทบต่อราคาหุ้น 12-16 บาทต่อหุ้น หลังจากที่ดำเนินการนำเข้า LNG แล้วเสร็จในปี 2565

 

*** กูรูเคาะพื้นฐาน 60 บาท  ยังมีอัพไซด์จากแผนซื้อกิจการโรงไฟฟ้า SPP  

 

     บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการระบาดของ COVID-19 อาจกระทบรายได้จากลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) บ้างซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 25% ของรายได้ทั้งหมด และ 50% เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ มีการปิดโรงงานไปบ้างในเดือน เม.ย.และต้องลดค่าไฟ 3% เป็นเวลา 1 ไตรมาสตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็มีลูกค้ารายใหม่เชื่อมต่อขอใช้ไฟเข้าระบบในเดือน พ.ค.จำนวน 14 MW และรอเข้ามาเพิ่มอีกใน 3Q63 และ 4Q63 อีกไตรมาสละ 8MW เพราะลูกค้าต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟจึงมีการขอซื้อไฟจาก BGRIM ซึ่งต่ำกว่าราคาขายปลีกของการไฟฟ้า และมีลูกค้าบางกลุ่มอย่างกลุ่ม Packaging และ Electronics มีการใช้ไฟเพิ่มขึ้น ช่วยลดผลกระทบ 


    ล่าสุด เดือน พ.ค. ลูกค้าที่ชะลอการใช้ไฟไปเริ่มกลับมาใช้ไฟเพิ่มขึ้นแล้ว นอกจากนี้คาดว่า Capacity factor ของโรงไฟฟ้าพลังงงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามจะดีขึ้น QoQ เพราะที่ Phu Yen ฝนน้อยกว่า 1Q63 ขณะที่ความกังวลด้านภัยแล้งผ่อนคลายลงมากหลังมีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค. ทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น


    ทั้งนี้ ได้ปรับสมมติฐานราคาก๊าซธรรมชาติของ BGRIM ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไปลงจากประมาณการเดิม 8% เป็น 239 บาท/ล้าน BTU ส่งผลให้กำไรปกติเพิ่มขึ้นจากเดิม 34% เป็น 4,933 ลบ.และราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 50.00 บาท เป็น 60.00 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ นอกจากนี้มีแผน M&A โรง SPP ใหม่ในประเทศอีก 2 – 3 โครงการขนาดรวมประมาณ 300MW เป็น Upside ต่อประมาณการ

 

    บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง  เลือก BGRIM และ GPSC เป็น top pick กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยมองว่ากลุ่ม SPP จะโดดเด่นมากกว่ากลุ่ม IPP ในบรรดาหุ้นโรงไฟฟ้าต่อจากนี้ เพราะว่า (อ้างอิงจากรายงานที่ออกไปเมื่อ 19 มี.ค.) การกลับมาปิดเมือง แน่นอนว่าบรรดาลูกค้าอุตสาหกรรมจะมีอุปสงค์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่ม SPP ยังได้อานิสงค์จากราคาก๊าซที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ต้นทุนลดลงด้วยซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการในครึ่งปีหลังโดดเด่น นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับการแข่งขันค้าเสรีกิจการก๊าซ จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม SPP ในระยะยาว 


    บล.บัวหลง จึงได้ปรับการลงทุนไปเน้นกลุ่ม SPP (แทนที่ IPP) โดยเลือก BGRIM และ GPSC เป็น top pick ของกลุ่ม


     
    ราคาหุ้น BGRIM ปิดตลาดวันนี้ (26/06/63) ที่ระดับ 53.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 1.90% มูลค่าการซื้อขาย 761 ล้านบาท 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด