ข่าวนี้ที่ 1

กูรู คาด กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% หวั่นพลิกโผทุบหุ้นดิ่ง

กูรู คาด กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% หวั่นพลิกโผทุบหุ้นดิ่ง

"กูรู" คาดที่ประชุมกนง. 20 พ.ค.นี้ จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ 0.50% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในไตรมาส 2/63 ด้าน บล.ทรีนีตี้ มองต่าง ระบุมีโอกาสคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม เหตุเศรษฐกิจไทยกำลังผ่านจุดต่ำสุด ชี้ลดดอกเบี้ยรอบนี้ไม่หนุน SET เหตุตลาดตอบรับแล้ว หากพลิกโผอาจเป็นผลลบต่อตลาด


*** กูรูประสานเสียง กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 0.50%


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากระดับปัจจุบันที่ 0.75% มาอยู่ที่ 0.50% ตามภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากไตรมาสแรก โดยมีแนวโน้มที่จีดีพีจะหดตัวในอัตราที่เร่งขึ้นในไตรมาส 2/2563 ขณะที่ทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจหดตัวราว 5.0% ในปีนี้


กนง. จึงน่าจะให้น้ำหนักกับเป้าหมายด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ผ่านการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องอื่นๆ ซึ่งนโยบายเหล่านี้น่าจะช่วยลดภาระทางการเงินของธุรกิจให้ประคองตัวผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้


นอกจากนี้ จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยที่ติดลบ 2 เดือนติดต่อกันในเดือนมี.ค. และเม.ย. ท่ามกลางแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแรงลงจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลง และภาวะว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อของไทยในปี 2563 คาดว่าจะหดตัวที่ -0.5% ซึ่งก็จะเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้ กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม กนง. รวมถึงอาจจะมีการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอื่นๆ เพิ่มเติมในระยะข้างหน้า


*** EIC SCB มองจีดีพี Q2 ถดถอยรุนแรงกดดันธปท. 


ขณะที่ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ มองมุมเดียวกัน ระบุ เศรษฐกิจไทยที่ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและแนวโน้มการหดตัวที่น่าจะรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 2/2563 รวมถึงการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างมาก จึงมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมวันที่ 20 พ.ค. นี้


ส่วนนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) นี้ คาดว่าคณะกรรมการจะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25%


สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย คือ ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในไตรมาส 1 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ติดลบ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ติดลบ 2.99% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.4% ส่งผลให้ไทยยังมีช่องว่างที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก


*** คาดคงดอกเบี้ยระดับ 0.5% ถึงสิ้นปีนี้ หากไม่มีโรคระบาดรอบสอง


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุต่อว่า หากมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้แล้ว กนง.น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ตลอดในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีไม่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากเรื่องการแพร่ระบาดของโรค และไม่มีการระบาดซ้ำอีกระลอก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยจะหดตัวต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 และจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้


โดยอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 น่าจะพลิกกลับมาเป็นบวก ส่งผลให้ กนง. อาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มเข้าใกล้ศูนย์จะส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy space) มีจำกัด


รวมถึงประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายที่ลดลง ขณะที่มาตรการทางการคลังที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาด และช่วยประคองเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม นโยบายทางการเงินแบบ Unconventional เช่น มาตรการดูแลสภาพคล่องเฉพาะจุด ก็ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ หากมีความจำเป็นเพิ่มเติม


*** ทรีนีตี้ มองมีโอกาสคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม


นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 20 พ.ค. 2563 มีความเป็นไปได้ 50:50 ระหว่างการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.50% และการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม 0.75%


โดยเหตุผลที่ทำให้กนง.คงดอกเบี้ยคือ

1.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เตรียมผ่านพ้นจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/63 หลังมาตรการคุมเข้ม Lockdown เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก

2. กนง.อาจเลือกเก็บขีดความสามารถไว้ใช้ในยามจําเป็น เช่น ความเสี่ยงของการระบาดโควิด-19 รอบที่สอง

3. การออกมาตรการต่าง ๆ ที่แก้ไขปัญหาตรงจุดไปแล้ว เช่น มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการลดเงินนำส่ง FIDF ซึ่งช่วยให้ธนาคารพาณิชย์มีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

4. เสถียรภาพในตลาดตราสารหนี้ภาครัฐที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ย หากเกิดขึ้นน่าจะมาจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่อ่อนตัวลงมากในช่วงหลัง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคที่อ่อนแอ รวมไปถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่อาจจะหดตัวนานกว่าที่ธปท.ประมาณการไว้เดิม


ซึ่งหากกนง.คงดอกเบี้ยจริง หุ้นกลุ่มธนาคารน่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง เนื่องจากราคาหุ้นที่ร่วงแรงในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนแรงกดดันต่อ NIM ไปพอสมควร


*** ตลาดหุ้นไทยรับรู้แล้ว พลิกโผอาจเจ็บหนัก


ซึ่งแม้จะลดดอกเบี้ยตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ก็อาจเห็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงแรกจากเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะสั้น

ขณะที่ปัจจัยบวกอย่างโอกาสที่ระดับ Forward PE ของตลาดจะมีการขยายตัวได้อีกครั้งก็จะเข้ามาหนุนได้ไม่มาก  เพราะหากอิงตามสมมติฐาน PE Model ของทรีนีตี้ล่าสุดจะได้ว่า Forward PE ในกรณีแย่สุด, กรณีฐาน, และกรณีดีสุดจะขยับขยายออกไปเป็น 14.6, 15.7, และ16.8 เท่าตามลําดับ ซึ่งหากอิงกับประมาณการกำไรสุทธิ ( EPS) ของตลาดปีนี้ที่ล่าสุดอยู่ที่ 69.4 บาท จะได้ระดับดัชนี SET ที่เหมาะสมในแต่ละกรณีอยู่ที่ 1010, 1090, และ 1170 จุดตามลําดับ ซึ่งหากนำมาเทียบเคียงกับดัชนีในปัจจุบันก็จะพบว่าไม่ได้มีอัพไซด์แล้ว


นายกรภัทร ระบุเพิ่มเติมว่า การปรับลดดอกเบี้ยจะไม่ได้เข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยนัก เพราะตลาดการเงินขณะนี้รับข่าวไปค่อนข้างมาก สะท้อนจากบอนด์ยีลด์ 1 ปี ที่อัตราผลตอบแทนลดลงจาก 0.75% มาอยู่ที่ 0.632% ดังนั้นหากกนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ตลาดน่าจะผิดหวัง เนื่องจากหากดูจากบริษัททั้ง 24 แห่งที่ประเมินมอง 22 แห่งที่เชื่อว่าจะลดอัตราดอกเบี้ย และมีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่มีมุมมองว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน


สำหรับดัชนีหุ้นไทยขณะนี้ให้กรอบแนวรับไว้ที่ 1,300 จุด และแนวต้านไว้ที่ 1,317 - 1,320 จุด สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุน เน้นหุ้นรายตัวเป็นหลัก เช่น ADVANC BAM BEM CPF CPALL







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด