ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นสินเชื่อแบงก์ Q2/63 โต 5-6% ยก TMB-SCB เด่นสุดในกลุ่ม

ลุ้นสินเชื่อแบงก์ Q2/63 โต 5-6% ยก TMB-SCB เด่นสุดในกลุ่ม

      ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสินเชื่อแบงก์ Q2/63 โต 5-6% หลังธุรกิจใหญ่แห่กู้แบงก์แทนออกหุ้นกู้ - มาตรการช่วยลูกค้าช่วงโควิด แต่เตือนมีความเสี่ยงจากรายได้ดอกเบี้ยหด หลังลดดอกเบี้ยเงินกู้ฉุด NIM ส่วน NPL ยังมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่อง ด้านบล.หยวนต้า มองงบแบงก์จะเริ่มดีขึ้นใน Q3/63 ยก TMB- SCB น่าสนใจ      

 *** ศูนย์วิจัยกสิกรฯ  คาดสินเชื่อแบงก์โตกว่า 5% ใน Q2/63  

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยของกนง. เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมาถูกส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งในรอบนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ก็เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดใหญ่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR อัตราดอกเบี้ย MRR และอัตราดอกเบี้ย MOR ลงอย่างพร้อมเพรียงกัน 

    จากการติดตามสถานการณ์สินเชื่อของระบบธ.พ.ไทยในภาพรวม พบว่า สินเชื่อของธ.พ.ไทยมีสัญญาณเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นไตรมาส 2/2563 โดยเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สินเชื่อของระบบธ.พ. ไทยในเดือนเม.ย. 2563 อาจเติบโต 5.2% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีแนวโน้มขยายตัวสูงตลอดทั้งไตรมาส 2/2563 ในกรอบประมาณ 5.0-6.0% ขยับขึ้นจากที่ขยายตัว 4.0% ในไตรมาสที่ 1/2563

    โดยแรงหนุนของสินเชื่อหลักๆ จะมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1. การเบิกใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้นของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะใช้ช่องทางสินเชื่อธ.พ. ทดแทนการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ในช่วงที่ภาวะตลาดผันผวน  และ 2. มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะที่ผันผวนของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19  
    
    ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับลดลงดังกล่าว อาจมีผลช่วยลดภาระทางการเงินให้กับผู้ประกอบการและประชาชน  แต่ในอีกด้านหนึ่ง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว อาจเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งต้องรับมือกับโจทย์ที่มีความท้าทายมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 
 
*** จับตารายได้ดอกเบี้ยหด - NIM ลงมาอยู่ในกรอบ 2.15-2.35% 
    
    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR/MRR/MOR ของธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้อยู่ในกรอบประมาณ 0.125%-0.40% ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยจ่ายของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ได้ทันที ซึ่งในปัจจุบัน ลูกค้ากว่า 50% ของพอร์ตสินเชื่อโดยรวมเป็นลูกค้าที่มีสัญญาสินเชื่อเป็นดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ย MLR/MRR/MOR ขณะที่กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการที่ต้องการเบิกใช้สินเชื่อระยะสั้นเพิ่มขึ้นในระยะนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงด้วยเช่นกัน 

    อย่างไรก็ดี ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี ในขณะที่สินเชื่อปล่อยใหม่แทบทุกประเภทเติบโตในกรอบจำกัด (ยกเว้น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่) ขณะที่พอร์ตสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยบางส่วนอยู่ในช่วงการพักชำระดอกเบี้ยตามมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ 

    ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางรายได้ดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยซึ่งอาจทำให้อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) ชะลอลงมาอยู่ในกรอบ 2.15-2.35% ในไตรมาส 2/2563 เทียบกับ NIM ที่ 3.09% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา (แต่หาก ธ.พ. มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาลงเป็นการทั่วไป 0.125% ก็อาจช่วยประคอง NIM ได้ประมาณ 6 bps. หรือ  0.06%)

*** NPL-ภาระตั้งสำรองในอนาคต ยังเป็นความเสี่ยง
 
    อย่างไรก็ดี ปัญหาคุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ของธ.พ. ทั้งระบบ จะขยับขึ้นมาที่ 3.05% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาสที่ 1/2563 ตามที่คาด แต่การเร่งตัวขึ้นของสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ หนี้ Stage 2 มาที่ 7.70% (จาก 2.79% ณ สิ้นปี 2562) ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในเบื้องต้นว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 2/2563

    นอกจากนี้ อีกประเด็นเฝ้าระวัง จะอยู่ที่หนี้ที่สถาบันการเงินเข้าช่วยดำเนินการปรับโครงสร้าง ซึ่งจากยอดรวมหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน 6.12 ล้านล้านบาท (ณ วันที่ 15 พ.ค. 2563) นั้น ประเมินว่า ส่วนของธนาคารพาณิชย์อาจคิดเป็นประมาณ 30% ของสินเชื่อรวม ซึ่งคงต้องยอมรับว่า สถานการณ์ของลูกหนี้กลุ่มนี้ในระยะต่อไป ยังคงผันแปรตามเงื่อนไขการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ อันจะมีนัยต่อทิศทางคุณภาพหนี้ รวมถึงภาระในการตั้งสำรองฯ ของธนาคารพาณิชย์ในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน

*** สินเชื่อเม.ย.ยังโตดี โดยเฉพาะแบงก์ใหญ่ 

    ?บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า  ?จากการสรุปข้อมูลในรายงาน ธ.พ.1.1 เดือน เม.ย. 2563 ของแบงก์ภายใต้ Coverage ของบริษัท พบว่าในภาพรวมของกลุ่มมีอัตราโตของพอร์ตสินเชื่อ +4.9%YoY, +1.8%MoM  จาก 3 ความต้องการใช้สินเชื่อเสริมสภาพคล่องของภาคธุรกิจ , การชะลอตัวของยอดไถ่ถอนสินเชื่อ จากแบงก์เริ่มเปิดให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พักชำระหนี้ และผลของการปรับใช้ TFRS9 ปีแรก  

    โดยสินเชื่อแบงก์ใหญ่ (BBL, KTB, KBANK และ SCB) ขยายตัว +6.0%YoY, 2.5%MoM โดดเด่นกว่าแบงก์ขนาดกลาง (TMB, TISCO และ KKP) ที่มีอัตราโตทรงตัวทั้ง MoM และ YoY โดยหลักเป็นผลจากพอร์ตสินเชื่อของแบงก์ขนาดกลางส่วนใหญ่มีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือหนึ่งและมือสองเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความต้องการซื้อรถยนต์ที่ลดลงไปมากในช่วงที่ ศก. ชะลอตัว จากผลกระทบของ COVID-19 ทั้งนี้เราพบข้อสังเกตอื่นๆ

*** มอง Q2/63 งบยังชะลอ  แต่จะดีขึ้นในช่วง Q3/63
    
    บล.หยวนต้า คาดแนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มในช่วง Q2/63 จะอ่อนตัวลง QoQ โดยแม้คาดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองจะไม่สูงเท่ากับช่วง Q1/63 ซึ่งเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่และเห็นการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงของลูกหนี้หลายกลุ่มเพิ่มขึ้นมากเป็นครั้งแรก (TFRS9 คำนวณการตั้งสำรองในแบบ Forward Looking) 

    หากในช่วง Q2/63 กิจกรรมทาง ศก. ไม่ได้แย่ลงจากเดิมมากอย่างมีนัยยะสำคัญ แบงก์จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองน้อยลง ส่วน NPL เราคาดทรงตัวที่ระดับใกล้เคียงเดิมเนื่องจากอยู่ในช่วงที่ ธปท. ออกมาตรการผ่อนปรนการจัดชั้นของลูกหนี้ และมีการดำเนินโครงการพักชำระหนี้ในกับลูกหนี้ที่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง ทำให้คาดลูกหนี้ที่มีปัญหาจะยังไม่เกิดการไหลตกชั้นเป็นหนี้เสียในปีนี้

    อย่างไรก็ดีปัจจัยกดดันหลักๆ จะมาจาก 1) รายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง โดยเฉพาะในส่วนของค่าธรรมเนียมในการขายผลิตภัณฑ์ Bancassurance และค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรเครดิต เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดเมืองในเดือน เม.ย.-พ.ค. และ 2) NIM ที่คาดอ่อนตัวลง QoQ หลัง Asset Yield เริ่มขยับลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงกว่า 4 ครั้งตั้งแต่ช่วง 2H62 ทั้งนี้เรายังคงประมาณการณ์กำไรสุทธิของกลุ่มในปี 2563 ที่ 151,620 ลบ. หดตัว 3.5%YoY ตามเดิม โดยคาดหวังการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วง Q3/63 เป็นต้นไป สอดคล้องกับกิจกรรมทาง ศก. ที่เริ่มกลับมาหลังทยอยเปิดเมืองตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.

*** คงน้ำหนักกลุ่ม “เท่ากับตลาด” แนะ TMB - SCB เด่นสุด 

    ทั้งนี้แม้กำไรของกลุ่มไม่โดดเด่น เนื่องจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นในช่วง Q1/63, รายได้ค่าธรรมเนียมที่หดตัว และรับรู้ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ด้วยราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับลงมานานจน SETBANK ซื้อขายที่ระดับ PBV 0.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 5 ปี – 2 S.D. อีกทั้งคาดเป็นกลุ่มที่ยังสามารถจ่ายปันผลได้ในระดับที่โดดเด่นราว 4-10% เราจึงคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มที่ “เท่ากับตลาด”

    โดยเลือก TMB(TP@1.14) เป็น Top Pick ของกลุ่ม จากคาดมีกำไรโตเด่นสุดในกลุ่ม หลังรวมงบของ TBANK เข้ามาเต็มปีเป็นครั้งแรก ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV ต่ำเพียง 0.5x ส่วนแบงก์ใหญ่เราแนะนำ SCB (TP@150) เนื่องจากเป็นหนึ่งในแบงก์ที่ได้อานิสงส์จากความต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีรายได้ Non-NII กว่า 80% เป็น Recurring Income จากธุรกิจ Bancassurance และธุรกิจ Wealth Management ทำให้มี Downside ของประมาณการกำไรในปีนี้น้อยกว่าแบงก์ใหญ่อื่น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด