ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.ออกมาตรการคุมบาทแข็ง กูรูเปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์

ธปท.ออกมาตรการคุมบาทแข็ง กูรูเปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์

    ธปท.เตรียมออกมาตรการดูแลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก คาดประกาศใช้ 1-2 เดือนนี้ เบื้องต้นคาดเปิดเสรีให้คนไทยไปลงทุนต่างประเทศ ดูแลการแลกเปลี่ยนเงินสำหรับส่งออกทองคำ พร้อมกระตุ้นให้นำเข้าสินค้าทุนมากขึ้น ด้านโบรกฯเปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์ จากเงินบาทแข็งค่า

*** ธปท. เล็งออก 3 มาตรการดูแลบาทแข็ง 1-2 เดือนนี้

    นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มีความเป็นห่วงเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ช่วง 1-2 เดือนนี้ ธปท.จะออกมาตรการดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่
    มาตรการแรก ต้องการเปิดเสรีเพื่อนำเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยมี 3 มาตรการย่อย คือ 1. การผ่อนเกณฑ์ให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ 2. สามารถพักเงินต่างประเทศของผู้ส่งออกเพิ่มมากขึ้น และ3. เพิ่มผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อทำให้เกิดการแข่งขัน
    มาตรการที่สอง คือ ดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของการไหลเข้า และไหลออกของเงินทุน
    มาตรการที่สาม คือ การลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการให้นำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยใช้โอกาสที่เงินบาทเอื้อให้เกิดการนำเข้าเพื่อสร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

*** ส่งออกทองคำ 4-5 พันล้านดอลล์ หนุนเงินไหลเข้ามาก

    ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาท คือการเปลี่ยนแปลงของสภาวะในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ หรือ การเมือง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นพัฒนาการทางด้านต่างๆ อย่างสงครามการค้า และ Brexit ซึ่งส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน
    

    นอกจากนี้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยในช่วง 8 เดือนแรกไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ ภายในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 6.3% ของจีดีพีทำให้เงินทุนไหลเข้ามามากกว่าเงินที่ใช้จ่ายในประเทศ ตลอดจนการส่งออกที่ยังหดตัวแรง ซึ่งภายใต้เกินดุลมีการส่งออกทองคำในมูลค่าที่สูง และในเวลาที่เกิดความไม่แน่นอนของโลก มีนักลงทุนที่ลงทุนในทองคำ และเทขายออกมาเมื่อราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น พบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการส่งออกทองคำสุทธิ 4,000-5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามา
    

    การลงทุนจาก 2 กลุ่ม โดยเฉพาะตราสารที่ลงทุนในหุ้น หรือ ในพันธบัตร และการลงทุนโดยตร ง(FDI) ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวล หลังมีเงินทุนไหลเข้ามาในตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในไตรมาส 2/62 สะท้อนจากการจัดตั้งรัฐบาล และ การปรับน้ำหนักการลงทุนของไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือ พันธบัตรระยะยาว คือ สิ่งที่ธปท. และ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีความกังวลจึงออกมาตรการในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยับยั้งไม่ให้กระแสเงินไหลเข้ามาพักเงินในไทยได้ง่าย และ ในช่วงส.ค.-ต.ค. มีการกลับทิศของพอร์ตลงทุนต่างประเทศ ซึ่งพบว่า มีการไหลออกไปสุทธิ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

    “1-2 เดือนนี้จะเห็นมาตรการดังกล่าว เพราะบางอย่างอยู่นอกเหนืออำนาจ และ กฎหมายที่เรามี ต้องได้รับการเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าจะควบคุม เพียงแต่จะดูว่า จะมีช่องทางไหน หรือ ทำอย่างไรให้ Flow ทองคำไม่มีผลกระแทกแรงๆ จนมีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ไม่ได้บอกว่าให้หยุด หรือ เลิกการค้าขายทองคำ” ผู้ว่า ธปท. กล่าว 

*** ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าซื้อบจ.ใหญ่ 

    นายวิรไท กล่าวยอมรับว่าช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีก ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนต่างชาติมีการเข้ามาลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ และ การขยายฐานการผลิตเพิ่มขึ้นในไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 3/62 มีนักลงทุนเข้ามาซื้อกิจการในมูลค่าที่สูง ไม่รวมกับบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทุกอย่างเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า

    นายเมธี สภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้ และ ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงได้อีก ซึ่งเสียงมติเอกฉันท์ไม่ได้เป็นสิ่งที่คณะกรรมการไว้วางใจ

    “ดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำสุดเท่าที่เคยมี ซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็น หรือ สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงก็อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ เพราะ 1.25% ไม่ใช่ Magic Number เราต้องทำให้สมดุลทั้ง 2 ด้าน ส่วนกรอบเงินเฟ้อนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง และ จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีปลายปีนี้”

    ด้านนายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายหลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนสิงหาคม 2562 จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย โดยจะติดตามปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะผลกระทบของสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม

    กนง. เห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้าย รวมทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และให้พิจารณาดำเนินมาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็นในจังหวะที่เหมาะสม ทั้งมาตรการต่าง ๆ ที่ ธปท. สามารถดำเนินการได้เอง อาทิ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เงินทุนเคลื่อนย้ายด้านขาออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้คนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น และมาตรการที่ต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ การส่งเสริมการลงทุนเพื่อลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
    

    กนง. เห็นว่าในระยะต่อไปที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ควรใช้มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential) ร่วมกันอย่างเหมาะสมและตรงจุดยิ่งขึ้น เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน
  

     รวมทั้งเห็นว่า ธปท. ควรร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันนโยบายที่เหมาะสม เพราะการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจต้องอาศัยความเข้าใจลักษณะของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน อาทิ กลุ่มที่มีฐานะทางการเงินเข้มแข็ง กลุ่มที่มีหนี้สูงและเปราะบาง รวมทั้งกลุ่มที่ขาดวินัยทางการเงิน เพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและเหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่ม อาทิ แนวทางการสร้างวินัยทางการเงินและส่งเสริมการออมของครัวเรือน การปรับโครงสร้างหนี้และคลินิกแก้หนี้ รวมทั้งการนำหลักการให้สินเชื่อด้วยความรับผิดชอบ (responsible lending) ไปใช้อย่างเหมาะสม

*** บล.เมย์แบงก์ เชื่อมาตรการ ธปท.ไม่กระทบตลาดทุน

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุ ทิศทางค่าเงินบาทที่ทำจุดแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะเข้ามาดูแลมากยิ่งขึ้น
    ประเด็นหลักที่ ธปท เตรียมออกมาตรการเช่น 1) การดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้า-ออก (คนไทยนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้เสรีมากขึ้น, ผู้ส่งออกไม่ต้องรีบนำเงินตราต่างประเทศกลับในทันที) 2) ดูแลการแลกเปลี่ยนเงินสำหรับการส่งออกทองคำ 3) จำกัดระดับดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ให้เกินดุลมากเกินไป เช่น ผลักดันให้เกิดการนำเข้าสินค้าทุนให้มากขึ้น
    เราประเมิน มาตรการดังกล่าวของ ธปท เป็นการเข้ามาดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่า ผ่านมาตรการที่เหมาะสมแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นถือว่าไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อตลาดทุน

*** ส่องหุ้นได้ประโยชน์บาทแข็ง พลังงาน-สายการบิน

    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า จะมีหุ้นที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์จากค่าเงิน โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่า ได้แก่
    

    กลุ่มที่นำเข้าสูงอย่าง TFG(FV@B4.50) มีการส่งออกไก่ไปต่างประเทศราว 22% ของรายได้รวม แต่ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าที่ถูกลง คือมีการนำเข้ากากถั่วเหลืองราว 23% ของต้นทุนรวม โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น จะทำให้ TFG มีกำไรเพิ่มราว 1% และเพิ่มมูลค่าหุ้นอีก 1.1% แต่แนะนำ SELL
    กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี หุ้นในกลุ่มพลังงานส่วนใหญ่ จะมีภาระหนี้อยู่ในสกุลดอลลาร์ ซึ่งเงินบาท/ดอลลาร์ที่แข็งค่า ทำให้เงินต้นที่ต้องชำระดอกเบี้ยลดลง และมีโอกาสบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ในงบกำไรขาดทุน โดยชื่นชอบ PTTEP(FV@B166) จะได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายทางด้านภาษีที่จะลดลง ซึ่งทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าจะทำให้ PTTEP จ่ายค่าใช้จ่ายทางด้านภาษีลดลงราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    กลุ่มสายการบิน กลุ่มนี้มีโครงสร้างต้นทุนเป็นเงินสกุลดอลลาร์ราว 60% ค่าเงินบาทแข็งค่าจะทำให้ต้นทุนลดลง แต่อย่างไรก็ตามจะถูกหักล้างจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวในระดับสูง และหุ้นในกลุ่มนี้เกือบทุกตัวแนะนำ (AAV, THAI, BA) Switch กับ SELL

*** หุ้นเสียประโยชน์ อิเล็กฯ-เกษตร-อาหาร

    ส่วนหุ้นกลุ่มที่เสียประโยชน์ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มนี้มีรายได้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ แต่มีต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศในสัดส่วนที่น้อยกว่า จากการศึกษาของฝ่ายวิจัยพบว่าทุกๆ 1 บาท ที่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าสมมติฐานค่าเงินปี 2562 ที่ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จะกระทบต่อคาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มชิ้นส่วนฯลดลงราว 5.8% จากปัจจุบัน แต่เนื่องจากหุ้นทุกตัวที่ฝ่ายวิจัยทำการศึกษา อาทิ DELTA, HANA, KCE, SVI แนะนำ Sell อยู่แล้ว
    กลุ่มเกษตรและอาหาร มีสัดส่วนรายได้สกุลเงินสหรัฐฯ มากกว่าต้นทุนในการผลิต โดยต้นทุนส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าจากสมมติฐานกระทบกำไรกลุ่มปี 2562 ลดลง 4.6%
    

    จากคาดการณ์ปัจจุบัน หุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ STA(FV@B13) (ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่ากำไรสุทธิลดลง 7.2%) , KSL(FV@B2.30) กระทบกำไร 6.7% TU(FV@B23) 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิลดลง 5.5% ขณะที่ CPF(FV@B35.0) และ GFPT(FV@B18.00) ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กระทบกำไรสุทธิลดลง 2.7% และ 2.4%ตามลำดับ







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด