ข่าวนี้ที่ 1

นายกฯงัดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สกัดโควิด-19 จัดเต็ม!เยียวยาแรงงาน

นายกฯงัดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สกัดโควิด-19 จัดเต็ม!เยียวยาแรงงาน

"นายกฯ" ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกระดับคุมเข้มการระบาดของไวรัสโควิด-19 มีผล 26 มี.ค. - 26 เม.ย.นี้ คาดจำกัดการเดินทาง-คัดกรองกรณีออกต่างจังหวัด ด้านครม.เคาะมาตรการเยียวยาชุดใหญ่ นำร่องแจกเงินเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมสินเชื่อพิเศษ ด้านนักวิเคราะห์ชี้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ็บแต่จบ! ลดการแพร่เชื้อหวัง 2-3 สัปดาห์ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ลดลง แนะเก็บหุ้นหากดัชนีหลุด 1,000 จุด 


*** งัดพ.ร.ก.ฉุกเฉินสกัดไวรัส มีผล 26 มี.ค. - 26 เม.ย.นี้


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเร้นซ์ ว่า ที่ประชุมครม.มีมติให้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจะประกาศใช้วันที่ 26 มีนาคม - 26 เม.ย. 63 เป็นระยะเวลา 1 เดือน


ในระยะแรกจะขอความร่วมมือและอาจบังคับให้ประชาชนงดเดินทาง และหากกลับภูมิลำเนาอาจจะต้องเจอมาตรการการคัดกรองต่างๆ ยืนยันว่าจะยกระดับความเข้มข้นที่มากขึ้น โดยรูปแบบจะดำเนินการคล้ายกับ ศูนย์อำนวยการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. โควิด-19 โดย ซึ่งจะรวมอำนาจทุกกระทรวงมาไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดบูรณาการการทำงาน และเมื่อประกาศใช้แล้ว จะต้องตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ พ.ร.ก.ดังกล่าวขึ้นมาทำหน้าที่


“วันนี้ได้หารือมาตรการอื่นๆที่จำเป็นแล้ว สิ่งสำคัญ คือ การจัดระเบียบการทำงาน การยกระดับศูนย์โควิด เป็นศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉิน ในเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิดนี้ จะมีคณะทำงานสอดประสานกัน ซึ่งจะติดตามมาตรการเดิมและปรับปรุงแก้ไข และเสนอมาตรการเพิ่มเติม”พลเอกประยุทธ์ กล่าว


*** เปิดมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ


ทั้งนี้ มาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ระบุว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือ ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด

(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ เป็นบุคคลซึ่งได้รับการยกเว้น

(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ

(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด

ส่วนมาตรา 18 ได้กำหนดโทษ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


*** สมคิดรับศก.ไม่ดีแน่ แต่ยันเยียวยาเต็มที่


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยแบ่งเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสำหรับ กลุ่มแรงงาน ลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่นอกประกันสังคม 2.การช่วยเหลือด้านสินเชื่อเพื่อป้องกันการเป็นหนี้นอกระบบ 3.โครงการฝึกอบรม


ซึ่งระยะสั้นเศรษฐกิจไม่ดีแน่นอน แต่กระทรวงการคลังจะมีมาตรการเพิ่มเติม โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีปัญหาภัยแล้ง ดังนั้นจะมีมาตรการออกมาอีก 1 ชุด เพื่อดูแลเรื่องภัยแล้ง เกษตรกร รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย


“หากเราโชคดี จำกัดการแพร่ระบาดได้ ปลายปีจะเริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน ด้านการส่งออกแม้จะลบ แต่มีบางอย่างคือ มีออเดอร์เรื่องอาหาร หวังว่าจีนจะฟื้นได้เร็วพอและช่วยชดเชยในด้านของยุโรปที่ตกลงไปได้”นายสมคิด กล่าว


*** แจกเงิน 5,000 บาท - พร้อมสินเชื่้อดอกเบี้ยต่ำ


นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่ามีมาตรการช่วยเหลือ แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ดังนี้

1.สนับสนุนเงินคนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวม 15,000 บาท สำหรับกลุ่มแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม จะมีผู้เข้าเกณฑ์ 3 ล้านคน

2.สินเชื่อฉุกเฉินไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อเดือน วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน เป็นสินเชื่อฉุกเฉิน

3.สินเชื่อพิเศษ 50,000 บาทต่อราย วงเงิน 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน โดยมีหลักประกัน แต่เป็นแหล่งวงเงินเสริมสภาพคล่องให้กับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ หากพบว่า เงิน 5,000 บาท และเงิน 10,000 บาท ไม่เพียงพอ

4.สถานธนานุเคราะห์ของรัฐ จะมีซอฟท์โลนไปจัดสรรให้ กรณีรับจำนำ สามารถปล่อยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติได้


ส่วนมาตรการลดภาระจะประกอบไปด้วย

1.มาตรการขยายเวลาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลื่อนจากเดือนมีนาคม ซึ่งที่ผ่านมาได้ยืดถึงเดือนมิถุนายน และล่าสุดได้ขยายเพิ่มเป็นสิ้นสุดเดือนสิงหาคมนี้

2.หักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มวงเงินลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพจาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท และเมื่อรวมกับการหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท 

3.ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเสี่ยงภัยให้บุคลากรทางการแพทย์


*** เปิดแผนเยียวยาส่วนผู้ประกอบการ 


นายลวรณ ระบุเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ประกอบการ ว่า จะประกอบไปด้วย 7 มาตรการ ได้แก่

1.โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส เช่น ธุรกิจทัวร์ ธุรกิจสปา ธุรกิจขนส่งที่เกี่ยวเนื่อง (รถทัวร์ รถบัส รถตู้ รถแท็กซี่ เรือนำเที่ยว รถเช่า บริษัทนำเที่ยว โรงแรม ห้องพัก และร้านอาหาร

2.มาตรการเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเลื่อนเวลาการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.มาตรการยืดเวลาการเสียภาษีสรรพากร เช่น VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอื่นๆ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยเลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษีและชำระภาษีทุกประเภท 1 เดือน

4.มาตรการขยายเวลาการยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีของการประกอบกิจการสถานบริการที่จัดเป็นบริการตามบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้ประกอบกิจการสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดสถานที่ชั่วคราว

5.มาตรการขยายเวลาการชำระภาษีให้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้เสียภาษีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด จากเดิมยื่นขอชำระภาษีภายใน 10 วันเป็นภายในวันที่ 15 ของเดือน

6.มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าของที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรคติดเชื้อ ไวรัสโควิดโดยยกเว้นอากรขาเข้าของที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรค ติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ตามรายการที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด

7.ยกเว้นภาษีและลดค่าธรรมเนียมจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สำหรับเจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อบุคคล กิจการเช่าซื้อ Leasing ซึ่งจะทำให้มีสภาพคล่องเพียงพอเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้า


*** โบรกฯ ชี้หนุนเชื่อมั่น คาด 2 - 3 สัปดาห์ยอดแพร่ระบาดลด


นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุ การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยได้เล็กน้อย เพราะช่วยยับยั้ง และชะลอการแพร่ระบาดแต่เป็นเพียงการขอความร่วมมือประชาชนงดเดินทางไปต่างจังหวัดเท่านั้น ส่วนปัจจัยที่ยังต้องติดตาม คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายอีกครั้งที่ระดับ 0.25% จากเดิมอยู่ที่ 0.75% เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นทางเศรษฐกิจ และเป็นการช่วยเหลือดอกเบี้ยให้กับผู้กู้ในภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส


"เรามีมุมมองเป็นกลางจนถึงบวก แต่ไม่ลบ เนื่องจากการประกาศ พ.ร.ก.ในครั้งนี้เป็นเหมือนการขอความร่วมมือภาคประชาชนให้งดการเดินทาง เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ แต่ตลาดยังคงผันผวนจากหลายๆปัจจัย ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำก็ควรที่จะถือเงินสดไว้ก่อน"นายวิจิตร กล่าว


นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า เชื่อว่าการที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถือเป็นมาตราการช่วยยกระดับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส แต่อย่างไรก็ตามในช่วงระยะสั้นอาจะยังไม่เห็นผลของการควบคุมที่แน่นอนนัก เนื่องจากจะประกาศใช้วันที่ 26 มี.ค.นี้ จึงอาจจะทำให้ให้ตัวเลขประกาศของผู้ติดเชื้อจะยังคงเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าจะต้องติดตามในระยะยาว 2-3 สัปดาห์ภายหลังจากการประกาศใช้อาจจะส่งผลให้ตัวเลขยอการแพร่ราดสามารถลดลงได้


จะส่งผลต่อภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจ และคลายความกังวล เรียกความเชื่อมั่นให้กลับนักลงทุนได้มากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยซื้อสะสมในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดี เช่น AOT,CPALL,BJC,BAM โดยประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 1,000 จุด และแนวต้านที่ 1,030 จุด และ1,040 จุด


*** กูรูแนะเก็บหุ้น หากดัชนีหลุด 1,000 จุด 


นายวิจิตร ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ยังคงแนะนำให้ถือเงินสดเพื่อรอจังหวะเข้าซื้อ หากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงกว่า 1,000 จุด เพราะเชื่อว่าหากปรับตัวลงแรงในลักษณะนี้จะมีแรงซื้อกลับทำให้ดัชนีรีบาวน์อย่างแน่นอน ส่วนนักลงทุนที่เฝ้าติดตามตลาดอยู่ตลอดเวลา แนะนำว่าสามารถหาจังหวะเล่นเก็งกำไรได้ โดยประเมินดัชนีตลาดุ้นไทยในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้มีแนวรับไว้ที่ 1,000 จุด และแนวรับถัดไปที่ระดับ 980 จุด จากนั้นคาดจะมีแรงซื้อกลับมา โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,080 จุด และ 1,100 จุด


ทั้งนี้แนะนำกลุ่มที่ได้ประโยชน์ และจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะผลกระทบการติดเชื้อไวรัส คือ กลุ่ม ICT ถึงแม้ว่าจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากรายได้ให้บริการโรมมิ่งลดลงตามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยน้อยลง แต่จะได้รับอานิสงส์จากการให้บริการรูปแบบ Work From Home และกลุ่มค้าปลีกเช่น MAKRO BJC และ CPALL







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด