ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหวั่นวิกฤติตะวันออกกลางยืดเยื้อ แห่โยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย

กูรูหวั่นวิกฤติตะวันออกกลางยืดเยื้อ แห่โยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย

      SET ดิ่งเกือบ 30 จุด ผวาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ยืดเยื้อ FETCO มองเพิ่มปัจจัยเสี่ยงตลาดหุ้น ด้านนักลงทุนแห่โยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้ง ทองคำ ตราสารหนี้  ส่วน ก.พลังาน-คลัง ยังคงจับสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น แต่ส่วนใหญ่คาดราคาน้ำมันไม่ถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้าน "เคทีบีฯ" ให้เป้าดัชนีสัปดาห์นี้ 1,585-1,620 จุด   


*** หุ้นไทยดิ่งเกือบ 30 จุด กังวลวิกฤติตะวันออกกลาง

    บรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยวานนี้ เปิดตลาดมาในแดนลบ ตอบรับข่าวประธานธิบดีสหรัฐฯ สั่งการลอบสังหารผู้นำระดับสูงทางทหารของอิหร่าน ซึ่งคาดจะนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน โดยวานนี้ SET ปิดการซื้อขายที่ 1,568.50 จุด ลดลง 26.47 จุด หรือ 1.66% มูลค่าการซื้อขาย 7 หมื่นล้านบาท โดยระหว่างลงไปลึกสุด 1,565.93 จุด หรือลดลง 29.04 จุด 
    โดยหุ้นที่กดดัชนี 5 อันดับแรก ได้แก่ KBANK AOT IVL SCC และ SCB 
       
*** FETCO มองปัญหาตะวันออกกลางเพิ่มปัจจัยเสี่ยงตลาดทุน

     นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เชื่อว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกมากนัก เหมือนกับที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าหากเกิดสงครามแล้วนักลงทุนจะตื่นตระหนกไม่สนใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และเปลี่ยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ โดยมองว่าขณะนี้มีสภาพคล่องล้นตลาดที่พร้อมจะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้น ซึ่งอาจจะเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปในระดับสูงแล้ว
    ทั้งนี้  มองว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยความไม่แน่นอนใหม่ที่เข้ามาเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะหาทางออกให้ดีที่สุด โดยการทำสงครามจะเป็นทางออกสุดท้าย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก เชื่อว่าจะไม่กระทบจนถึงขั้นทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกถดถอย และราคาน้ำมันจะไม่ปรับตัวสูงถึงขั้นแตะระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล
    ขณะที่ นักวิเคราะห์หลายแห่งประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทย ปี 63 จะอยู่ที่ 1,700 จุด คาดกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 9-10% โดยเชื่อว่าหากสามารถทำได้จริงก็จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 62 ที่ลดลง เพราะนักวิเคราะห์หลายแห่งได้ปรับลดประมาณการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงมมาตรฐานทางบัญชี และราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
    ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน(FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือน ม.ค. 2563 ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เพราะปัจจัยภายในประเทศที่ไม่ดีนัก โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/62 ที่ผ่านมา
    ปัจจุบัน นักลงทุนคาดหวังการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐบาล และการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ที่ในปีก่อนการลงทุนมีความล่าช้าออกไปโดยให้ติดตามการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศจีน และประเทศสหรัฐ เฟส 2 การปรับตัวของราคาน้ำมัน และการปรับตัวอัตราดอกเบี้ยของทั่วโลกว่าจะออกมาทิศทางใด


*** บล.เคทีบีฯ มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้ 1,585-1,620 จุด


    ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ) เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ (6-10 ม.ค.63) ประเด็นสำคัญที่ที่ทั่วโลกจับตามองเรื่องความครึงเครียดตะวันออกกลางหลังประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งโจมตีขบวนรถของนายพลกัสซิม โซเลมานี ผู้นำทางทหารของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และกดดันราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นหลังมีการคาดการณ์ว่าหากอิหร่านจะมีการตอบโต้สหรัฐฯ มีแนวโน้มอาจดันราคาน้ำมันมันดิบ Brent ให้ขึ้นไปแตะระดับ 80 เหรียญฯได้ ซึ่งจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกที่เปราะบางอยู่แล้วในขณะนี้ 
    ด้วยปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุให้ตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวในวันศุกร์ที่ผ่านมา หากดังนั้นสัปดาห์นี้จึงต้องจับตาดูสถานการณ์ดังกล่าว หากอิหร่านมีการตอบโต้ขึ้นจริงก็จะเป็นลบต่อตลาดหุ้น แต่จะเป็นผลบวกกับราคาน้ำมันและทองคำซึ่งปรับตัวขึ้นทันทีหลังเกิดความตรึ่งเครียดดังกล่าว
    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยบวกในเรื่องการทำข้อตกลงการค้าสหรัฐฯกับจีนในวันที่ 15 ม.ค.นี้ จึงคาดว่าดัชนีฯอาจปรับตัวลงไม่มากนัก
    สำหรับปัจจัยในประเทศ ที่สำคัญ คือ การประชุมสภาฯเพื่อผ่านร่างงบประมาณฯวาระ 2,3 ในวันที่ 8-9 ม.ค. นี้เบื้องต้นจะเป็นการประเมินเสียงของฝั่งรัฐบาลว่าจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน หากเพิ่มขึ้นจะเป็นผลดดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาล KTBST เชื่อว่าเสียงรัฐบาลที่มากขึ้นมีผลบวกต่อตลาดหุ้นโดยตรง และเดือน ก.พ.เป็นต้นไป งบประมาณที่รอการนำมาใช้ จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท จะเป็นปัจจัยหนุนด้านการลงทุนในโครงการต่างๆด้วย
     สัปดาห์นี้ KTBST ประเมินกรอบดัชนีฯที่ 1,585-1,620 จุด สถานการณ์ของตลาดถูกกระทบด้วยสถานการณ์ความรุนแรงในอิรัค ทำให้ดัชนีลงมาต่ำกว่า 1,600 จุด แต่การปรับตัวลงของดัชนียังขึ้นกับการตอบโต้ของอิหร่าน โดยในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่าสถานการณ์อิหร่าน สหรัฐฯ จะไม่ยืดเยื้อมากหรือไม่ทำให้ดัชนีฯ ลงแรง KTBST แนะนำลงทุนให้ “ถือ” ต่อและเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นที่มีความน่าสนใจมากขึ้นในเรื่องผลตอบแทนด้านเงินปันผล รวมไปถึงหุ้นที่มีพื้นฐานดีอิงทิศทางตลาด โดยหุ้นแนะนำสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย CPF, OSP, GULF, SPALI, CPNREIT และ AU

*** ก.พลังงาน มองปัญหาตะวันออกกลางไม่กระทบราคาน้ำมันไทย

     นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางขณะนี้ยังไม่กระทบต่อราคาน้ำมันในปนะเทศมากนัก โดยล่าสุดหลังเกิดเหตุการณ์กล่าวระดับราคาน้ำมันล่าสุดปรับเพิ่มขึ้นไปที่ 69 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานและคณะทำงานได้ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดเหตุการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านอย่างใกล้เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจจะส่งผลต่อประเทศไทย
        ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพลังงานและทาง ปตท ได้ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจนทำให้ขณะนี้เหลือเพียงสัดส่วน 50% จากเดิมอยู่ที่ 74% ด้วยการหาแหล่งน้ำมันดิบจากประเทสสหรัฐฯ และแอฟริกา
    แต่อย่างไรก็ตาม หากระดับราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นขั้นระดับ 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้แหล่งผลิตน้ำมันดิบในไทยเพิ่มกำลังผลิตให้สูงขึ้นอีก 25,000 บาร์เรลต่อวัน จนสูงสุดอยู่ที่ 36,000บาร์เรลต่อวัน จากกำลังผลิตทั้งหมดที่ทำได้เฉลี่ย 130,000 บาร์เรลต่อวัน
         สำหรับปริมาณสำรอง ปัจจุบัน ณ วันที่ 5 ม.ค.63 ไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 2,988 ล้านลิตร ส่วนปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,144 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,468 ล้านลิตร รวมจำนวนวันที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ทั้งหมด 50 วัน ส่วนปริมาณสำรองก๊าซ LPG ทั้งหมดประมาณ 101 ล้านกิโลกรัม สำรองได้ 17 วันสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน
     ด้านบริหารราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเกณฑ์สำหรับการบริหารจัดการราคาน้ำมันในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้มีการจัดทำรูปแบบในช่วงระดับราคาต่างๆ ในการบริหารจัดการราคาน้ำมันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าว โดยขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ อยู่ที่ประมาณ 37,000 ล้านบาท
    "หากไม่มีการลดราคาน้ำมันในช่วงปีใหม่ ที่ 1 บาทต่อลิตร อาจจะทำให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันอาจจะเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้ก็ได้ อย่างไรก็ตามในช่วงวันศุกร์นี้กองทุนน้ำมันฯจะประชุมกันอีกครั้งเพื่อประเมินสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมรับมือที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าของ
ด้านราคาน้ำมันไม่ให้เกิดความผันผวนและส่งผลกระทบต่อประชาชน"นายสนธิรัตน์ กล่าว

***รมว.คลัง จับตาสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านใกล้ชิด


    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเหตุการณ์ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐ ขณะที่อิหร่านประกาศพร้อมตอบโต้กลับว่า ยอมรับว่า เป็นห่วง เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยได้ และปัญหาระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
    “ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะประเมินเหตุการณ์อิหร่าน-สหรัฐ ที่จะเกิดการโจมตีกัน เนื่องจากจะส่งผลต่อการค้าโลก รวมถึงไทยด้วย โดยยืนยันว่า กระทรวงการคลังไม่ได้วางใจ และเตรียมตัวเราให้พร้อม เพราะถือ
เป็นเรื่องใหม่ที่เราต้องจับตาไม่เฉพาะสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เท่านั้นที่ต้องติดตาม แต่ทุกหน่วยงานจะต้องติดตามด้วย ขณะที่กระทรวงการคลังพร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมหากเห็นความเหมาะสมและจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ” นายอุตตม กล่าว


 *** โยกเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย "ทองคำ-หุ้นปันผล "

     บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า  สถานการณ์ความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านดังกล่าว ตลาดคาดยังคาดยืดเยื้อ เนื่องจากอิหร่านมีการชักธงแดงขึ้นสู่ยอดเสาหลังคาสุเหร่า ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าจะมีการแก้แค้นให้กับผู้เสียชีวิตทำให้ตลาดกังวลเหตุการณ์จะบานปลาย และอาจจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี  2563 ทำให้เห็นเม็ดเงินไหลออกจาก ตลาดหุ้น  คือ ตลาดทั่วโลกเช้านี้ยังคงปรับฐานแรง อาทิ (ญี่ปุ่น -1.78%, เกาหลีใต้ -0.79%) ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เห็นได้จาก ทองคำปรับเพิ่ม และ Bond Yield ปรับลง สัปดาห์นี้ให้น้ำหนักงบประมาณปี 2563 และรัฐบาลช่วยเหลือ SME 
    ประเด็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลให้เงินลงทุนถูกโยกย้ายไปในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ราคาทองที่พุ่งขึ้นมากว่า 3% (ytd) ถึงเช้าวันนี้ รวมถึงราคาตราสารหนี้ที่ขึ้นมาแรง สะท้อนได้จาก Bond Yield สหรัฐ ที่ปรับดัวลดลง จาก 1.91% มาอยู่ที่ 1.77% (ลดลง 14 bps.)ประเด็นดังกล่าวหากกินระยะเวลาน่า จะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวอยู่แล้ว ดังนั้นกลยุทธ์แบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงหุ้นปันผลสูง น่าจะเป็นหลุมหลบภัยที่ดีในยามนี้
    บล.หยวนต้า  กล่าวว่า เมื่อมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะส่งผลให้เกิดการโยกย้ายกระแสเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น พันธบัตรรัฐบาล และทองคำ โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาทองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.8% ยืนเหนือนระดับ US$1,550/oz 
      บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ยังระบุว่า ปีนี้เป็นปีทองของทองคำ โดยคาดว่าจะเดินหน้าทดสอบ $1,800/Oz ซึ่งเป็นราคาเป้าหมายของราคาทองในปี 2563 นี้ จากแรงหนุนของ (1) อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ตามการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะถ้าเงินเฟ้อของสหรัฐฯแตะ 3% จะเปิดโอกาสให้ราคาทองคำทำ All Time High (2)ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น จะหนุนให้ทองคำได้รับความน่าสนใจในฐานะ Safe Haven (3) ข้อสังเกตของเราคือ ราคาทองคำมักปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีในปีที่สหรัฐฯ มีการเลือกตั้ง (4) ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองคำเพื่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 
    (5) ความต้องการเพื่อการลงทุนที่ผ่าน ETF ใกล้เคียงช่วงราคาทองคำทำ All Time High เมื่อปี 2554 จะเป็นตัวเร่งให้ราคาทองคำรอบนี้ขึ้นแรง ทั้งนี้ เรายังพบอีกว่าเดือน ม.ค. ของทุกปีเป็นเดือนที่ทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุด เราแนะนำให้ลงทุนในทองคำทันที หรือจัดสรรเงินลงทุนลักษณะ Asset Allocation ทั้งในรูปแบบของ Gold ETF ผ่าน GLD และกองทุนทองคำผ่าน K-GOLD และ KT-PRECIOUS ติดตามกองทุนแนะนำเพิ่มเติมได้จากบทวิเคราะห์ Wealth Designs by Yuanta 


          
***นายกฯ ส.ค้าทองฯ-กูรู มองทองคำพุ่งแตะ 1,626 เหรียญ


 
       นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ถึงแนวโน้มราคาทองคำในช่วงนี้ว่า  มีโอกาสที่ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1,600 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากปัจจัยหลักเรื่องความกังวลสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน
    แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินราคาทองคำไทยได้ว่าจะปรับตัวขึ้นไปถึงระดับใด เนื่องจากมีประเด็นเรื่องค่าเงินบาทที่ยังผันผวนเป็นตัวกดดัน เห็นได้จากทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าแตะ 29 บาท/ดอลลาร์ เมื่อช่วงปีใหม่ ก่อนจะดีดกลับมาที่ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์อีกครั้ง โดยค่าเงินบาทที่ผันผวน
ทุก 10 สตางค์ จะมีผลต่อราคาทองคำในประเทศประมาณ 60 บาท 
    ส่วนทิศทางตลาดทองคำรูปพรรณตั้งแต่ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมายังไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อทองคำชะลอลงไป ซึ่งคาดว่าน่าจะลากยาวไปถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงปลายเดือนม.ค.  และสงกรานต์ในเดือนเม.ย.
    "ตอนนี้ต้องระวังให้มาก สถานการณ์สหรัฐฯ - อิหร่านรุนแรงกว่าทุกครั้ง และไม่น่าจะจบลงเร็วๆ นี้ เลยทำให้ราคาทองไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ในบ้านเราค่าเงินบาทก็ผันผวน - เศรษฐกิจยิ่งชะลอลงอีก เลยทำให้ตลาดทองไม่คึกคัก จะประเมินกรอบตอนนี้ลำบากมากเพราะสถานการณ์ไม่ปกติ หากบอกไปโอกาสผิดพลาดสูงมาก " นายจิตติ กล่าว
     นอกจากนี้ นายกสมาคมฯ ยังได้แนะนำให้นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำหาทางเลือกอื่นๆ อย่างทองคำล่วงหน้า หรือ Gold Futures ในตลาด TFEX ซึ่งลงทุนได้ทั้ง 2 ทาง แต่ต้องระมัดระ
วังให้มาก เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในทองคำปกติ ซึ่งต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินลงทุน  
    นายณพวีร์ พุกกะมาน ผู้บริหารส่วนภูมิภาค จีเอ็มไอ เอดจ์ กลุ่มสถาบันการเงินจากประเทศอังกฤษ และผู้ก่อตั้ง Creative Investment Academy (CIA)สถาบันให้ความรู้ด้านนวัตกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่ กล่าวว่าผลกระทบจากการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านออกมาประจันหน้ากันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์สำคัญอย่างทองคำและน้ำมัน
    โดยราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 6.5%  นับจากจุดต่ำสุดในวันที่ 9 ธันวาคม และกำลังจะทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,555 เหรียญ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน หรือกว่าสามเดือนมาแล้ว โดยปัจจัยผลักดันในขณะนั้นคือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน
    “ล่าสุดหลังจากที่สหรัฐฯได้เปิดฉากการรบกับอิหร่านจนอาจจะนำไปสู่สงครามที่แท้จริง ได้ดันให้ราคาทองคำพุ่งอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากผ่านระดับ 1,555 เหรียญไปได้ ทองคำจะเข้าสู่ภาวะกระทิงอย่างเต็มตัวในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)”
    ภาพระยะสั้น ทองคำเข้าเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) การเปิดตลาดในเช้าวันจันทร์หากราคาไม่สามารถผ่าน 1,555 เหรียญไปได้จะเป็นโอกาสเปิด Short ทำกำไรระยะสั้นในขาลง แต่หากทำกำไรได้แล้วต้องรีบปิดสถานะ เพราะแนวโน้มระยะกลางทองคำน่าจะเป็นขาขึ้นจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
    เป้าหมายระะยะกลางของทองคำอยู่ที่ระดับ 1,626 เหรียญ ซึ่งเป็นระดับราคาไฟโบนาชี่ 161.8 ในระยะสั้น แต่ถ้าใช้ไฟโบนาชี่ในระยะยาว ทองคำจะมีเป้าหมายต่อไปที่ 1,737 เหรียญ ซึ่งเป็นระดับไฟโบนาชี 261.8 และเป้าหมายสุดท้ายคือที่จุดสูงสุดเดิม 1,920 เหรียญ
    “อย่างไรก็ตาม ค่อยๆดูกันไปตามสถานการณ์ ยังมีอีกปัจจัยสนับสนุน คือการพิมพ์เงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องของธนาคารกลางใหญ่ๆของโลก ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยผลักดันราคาทองคำได้เช่นกัน  รวมถึงธนาคารกลางประเทศต่างๆ ได้หันมาสะสมทองคำเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะยังไม่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ทั้งหมดนี้คือปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ”
    ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน จากการที่เหตุความวุ่นวายในตะวันออกกลางจะทำให้การผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดทำได้ยากขึ้น โดยปัจจัยทางเทคนิคตอนนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI หากผ่านระดับ 64 เหรียญต่อบาร์เรลไปได้ จะพ้นแนวโน้มไซด์เวย์แล้วพลิกกลับเป็นขาขึ้นอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายราคาต่อไปที่ 76 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมตั้งแต่ปีที่แล้ว
    อย่างไรก็ตาม คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มจะชะลอลงตามเศรษฐกิจโลกที่ถูกกดดันด้วยปัจจัยสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ยังคงยืดเยื้อต่อ  แม้จะมีการเจรจาระยะแรกจบไปแล้วก็ตาม  แต่ยังมีอีกหลายข้อตกลงที่ต้องเจรจาต่อ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีท่าจบลงได้ในเวลาอันสั้น ถ้าหากประเด็นเรื่องสงครามเงียบลงไปอาจจะกดดันราคาน้ำมันได้ นอกจากภาวะสงครามแล้ว เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงอื่นที่นักลงทุนต้องจับตาเช่นกัน
    “ความเสี่ยงสำคัญในปี 2563 คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณีที่อลิซาเบธ วอเรน จากพรรคเดโมแครตสามารถชนะการเลือกตั้ง จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินรวมถึงค่าเงินดอลลาร์รวมถึงประเด็นเรื่อง Brexit ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ ยังพร้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงในการลงทุนในปีนี้”
      
         

 

 



Tags:

SETFETCO




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด