ข่าวนี้ที่ 1

กูรูจัดพอร์ตลงทุนปี 63 ลุยหุ้นพลังงาน-ปิโตรฯ-แบงก์-โรงพยาบาล

กูรูจัดพอร์ตลงทุนปี 63 ลุยหุ้นพลังงาน-ปิโตรฯ-แบงก์-โรงพยาบาล

    บล.ไทยพาณิชย์ ประสานเสียง บล.ไอร่า  แนะลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรฯ ธนาคาร และโรงพยาบาล มองมีปัจจัยบวกช่วยหนุน แถมแนวโน้มกำไรเติบโตดี ยก IVL-TOP-PTTEP-PTTGC-BCH-CHG-TCAP-BBL เป็นหุ้นเด่น พร้อมเคาะกรอบดัชนีหุ้นไทยปีนี้ระหว่าง 1,550-1,760 จุด

*** แนะหุ้นกำไรโต IVL-TOP-TCAP-BCH-BBL
    
    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 1/63 แนะนำให้ลงทุนเพิ่มในหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตได้ดีและ valuation น่าสนใจ โดยกลุ่มปิโตรเคมี, โรงกลั่น, ธนาคาร, และการแพทย์ ได้แก่ IVL, TOP, TCAP, BBL, BCH

    บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยกระตุ้นจากความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลง นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการกลับมาเก็บสะสมสินค้าคงคลัง จุดลงตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่น่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (new normal) ในขณะที่ความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีตามยุคสมัย สังคมผู้สูงอายุ และหนี้ครัวเรือน ยังไม่หมดไป เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยต่ำและการเติบโตต่ำ

    ส่วนภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินสำหรับเศรษฐกิจประเทศหลักๆ ธนาคารกลางทั่วโลกลดอัตราดอกเบี้ยลง และเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ในขณะที่ธนาคารกลางประเทศหลักๆ กลับมาเริ่มโครงการซื้อพันธบัตรอีกครั้ง ในสหรัฐฯ การลดอัตราดอกเบี้ยและการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวส่งผลทำให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยให้ต้นทุนทางการเงินในการซื้อที่อยู่อาศัยปรับลดลง และกระตุ้นกิจกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะมีความรู้สึกเชิงบวกเกี่ยวกับการลงทุนทั่วโลกในระยะสั้น แต่ยังคงมุมมองเชิงลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2563

*** ให้กรอบ SET ปีนี้ 1,550-1,700 จุด กำไรบจ.โต 20%  

    ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 63 มีแนวรับที่ 1,550 จุด และแนวต้าน 1,700 จุด โดยมองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบ 20% จากปี 62 โดยกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี จะช่วยผลักดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนปรับเพิ่มขึ้นได้เพราะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว และระดับราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น
    
    สำหรับปัจจัยเสี่ยงในด้านของพื้นฐานมองว่าปัญหาภัยแล้งจะมีผลกระทบทำให้กำลังซื้อของกลุ่มบริโภคในประเทศลดลง

    ทั้งนี้ ประเมินสถานการณ์การขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านมองว่าเป็นแค่ความขัดแย้งกันระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตามจะต้องรอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีท่าทีที่ผ่อนคลายกับอิหร่าน รวมถึงในช่วงปลายปี 63 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงต้องจับตาด้านนโยบายต่างๆ

    ขณะที่กรอบราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 63 มีโอกาสจะอยู่ที่ระดับ 70-75 เหรียญสหรัฐฯบาร์เรล หลังจากที่ล่าสุดเกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นแตะ 65 เหรียญสหรัฐฯบาร์เรล มองว่าระดับราคาจะไม่เพิ่มสูงขึ้นมากเนื่องจากจะมีปริมาณซัพพลายใหม่จากสหรัฐฯเข้าสู่ระบบมากกว่าเดิม

*** คาดเศรษฐกิจไทยปี 63 โต 2.8%

    เศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% แต่อาจจะมี upside จากระดับสินค้าคงคลังที่ลดลงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในแนวโน้มเติบโตต่ำ  โดยหลังจากเติบโตสูงถึง 5.0% ใน 1Q61 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็ชะลอตัวลงนับแต่นั้นเป็นต้นมา ตัวเลขอัตราการขยายตัวของ GDP ล่าสุดใน 3Q62 ที่ 2.4% YoY และ 0.1% QoQ (ปรับฤดูกาล)

*** จับตาวิกฤติตะวันออกกลาง-ภัยแล้ง-โรคปอดปริศนาในจีน

    อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยง 3 อย่างในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย ความเสี่ยงอย่างแรก คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2563 ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายสำหรับภูมิภาคและโลก ความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจจะเริ่มปรากฏให้เห็นหลังการเลือกตั้งขั้นต้นในเดือนมีนาคม หรือประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตในเดือนกรกฎาคม 2563

    ความเสี่ยงอย่างที่สอง คือ ตลาดอาจจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย การผ่อนคลายนโยบายการเงินจึงอาจจะเปลี่ยนเป็นมาตรการกระตุ้นทางการคลัง ความเสี่ยงอย่างที่สาม คือ ตลาดสินเชื่ออาจจะเปลี่ยนมามีสภาวะที่เอื้ออำนวยลดน้อยลงในปี 2563 สินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ (โดยเฉพาะในเอเชีย) และมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในจีน มองว่าความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่งในตลาดสินเชื่อของเอเชีย

    แม้ข้อมูลเศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแอลงและนักวิเคราะห์ในตลาดปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์การลงทุนปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากท่าทีผ่อนคลาย (dovish) นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักๆ และความคาดหวังว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ในตอนนี้หุ้นปลอดภัยกำลังเป็นที่ต้องการ โดยซื้อขาย valuation ที่สูงขึ้น

    ในขณะที่หุ้นวัฏจักรซื้อขายที่ valuation ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่ปรับตัวดีขึ้นและความคืบหน้าที่ดีขึ้นในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับหุ้นวัฏจักรซึ่ง position ยังคงเบาบาง กลุ่มหุ้นวัฏจักร เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น และอิเล็กทรอนิกส์ น่าจะปรับตัว outperform เชื่อว่ากลุ่มธนาคารจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อพิจารณาจาก valuation ที่น่าสนใจ การบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างเหมาะสม และการปรับปรุงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในระดับสูง เราคาดว่าจะมีการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุนมายังหุ้นวัฏจักรอย่างต่อเนื่องใน 1Q63-2Q63

    แนะนำให้นักลงทุนคงสถานะการถือครองหุ้นปลอดภัยที่มีคุณภาพสูงสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากเราอยู่ในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ (late cycle) ในขณะที่มองหาหุ้นวัฏจักรที่มีค่า beta สูงสำหรับพอร์ตซื้อขายระยะสั้น ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์การลงทุนใน 1Q63 จึงมุ่งเน้นไปที่: 1) หุ้น global play ที่มีประเด็นกำไรฟื้นตัวควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยสนับสนุน 2) valuation น่าสนใจ และความเป็นไปได้สูงที่จะมีการ re-rate หลังจากถูกลงโทษมากเกินไปในปี 2562 และ 3) เซอร์ไพร้ส์เชิงบวกและการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น พร้อมกับประเด็นการเติบโตเฉพาะตัวในปี 2563

*** บล.ไอร่า แนะกลยุทธ์ปี 63 ชู พลังงาน-ปิโตรฯ-โรงพยาบาล
    
    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA แนะกลยุทธ์การลงทุนในปี 63  โดยแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม Global Play (พลังงาน โรงกลั่น และ ปิโตรเคมี) อาทิ PTTEP, PTTGC, TOP, SPRC และ IVL เนื่องจากเป็นหุ้นที่อิงกับปัจจัยต่างประเทศ จากสถานการณ์สงครามทางการค้ากลับมามีสัญญาณเชิงบวกอีกครั้งและราคาน้ำมัน  ที่มีโอกาสปรับขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    กลุ่ม Health Care Play (โรงพยาบาล) อาทิ BCH, CHG และ RJH ในฐานะ Defensive Stock จากรายได้ที่สม่ำเสมอ ประกอบกับประเด็นบวกจากการปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัวประกันสังคม กลุ่ม Domestic Play เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จากโครงการขนาดใหญ่ที่คาดทยอยเปิดประมูลในปี 63 มูลค่ารวม ประมาณ 750,000 ล้านบาท ยังเป็นปัจจัยหนุนกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะรายใหญ่ เช่น STEC, CK และ UNIQ รวมถึง SEAFCO จากการเข้าเป็น Subcontractor งานฐานราก (คาดสัดส่วน ประมาณ 3 –5% ของมูลค่าโครงการ หรือ ~ 23,000 – 38,000 ล้านบาท)

    กลุ่มที่อยู่อาศัย จากราคาซื้อขายบน PE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และแนวโน้มเงินปันผลที่จ่ายเป็นประจำ คาด Div.Yield สูงประมาณ   6–7% ที่น่าสนใจ เช่น SPALI และ AP เป็นต้น และสุดท้ายกลุ่มที่มีความน่าสนใจเฉพาะตัว จากผลประกอบการที่ฟื้นตัวโดดเด่น และมีโอกาสทำ New High ต่อเนื่อง เช่น CBG และ CPF เป็นต้น
    
*** แนะเกาะติดสถานการณ์ตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการลงทุนในขณะนี้ ยังคงแนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรด้านการลงทุนในขณะนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และเงินบาทที่แข็งค่า ในขณะที่กลุ่มส่งออก และท่องเที่ยว อาจจะได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว

*** ให้กรอบ SET ปีนี้ 1,560–1,760 จุด
    
    มองเป้า SET Index ในปี 63 ภายใต้การประเมิน EPS ปี 63 ที่ 97.70 บาท ซึ่งมองว่าเป็นการเติบโตแบบ Conservative ที่ 4.5% ตามเศรษฐกิจไทย ในกรอบ 3.0% +/- จากประมาณการ EPS ปี 62 ที่ 93.50 บาท และคำนวณโดยใช้ PE Ratio ช่วง 15–17 เท่า ทำให้ประเมินเป้าหมาย SET Index ปีนี้ ในกรอบ 1,560–1,760 จุด

    โดยมองว่าปัจจัยบวกหลักในปีนี้ จะมาจากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน คลี่คลายลงตามลำดับ คาดช่วยความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดย World Bank คาดการณ์ GDP โลกปี 63 ขยายตัว 2.7% ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 2.6% เมื่อปี 62

    ในขณะที่ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัว โดยสภาพัฒน์ฯ ได้คาด GDP ในปีนี้ ในกรอบ 2.7–3.7% แม้ยังได้รับปัจจัยกดดัน จากการส่งออกที่เปราะบาง และผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่ยังคาดว่าได้รับการชดเชยจากการบริโภคในประเทศ ภายใต้มาตรการกระตุ้นที่คาดมีต่อเนื่อง และการลงทุนทั้งภาครัฐฯ และเอกชน คาดเร่งตัวขึ้นจากปี 62 รวมทั้งแผนการลงทุนภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างระบบราง ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้า รวมถึงโครงการ Motorway

    นอกจากนี้ การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางหลายๆ ประเทศ ทั้ง FED และ ECB รวมถึง BoT ที่ส่งสัญญาณคงอัตราอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าจากปัจจัยดังกล่าว จะหนุนภาพรวมการลงทุนปีนี้ในเชิงบวกมากขึ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด