ข่าวนี้ที่ 1

เปิดไฮไลต์ 3 กูรู "หุ้นผู้ชนะ" ใน BetterTrade2019

เปิดไฮไลต์ 3 กูรู

       3 เซียนหุ้นยอมรับตลาดปีนี้ "ไม่หมู" พอร์ตลงทุนชนะตลาดไม่มาก จะหวังกำไร 15-20% ไม่มีแล้ว  "ดร.นิเวศน์" เผยเทคนิคเลือกหุ้นให้หา "หุ้นผิดราคา" ตอนนี้มีเพียบแม้ตลาดแพง ส่วน "โจ ลูกอีสาน" ย้ำรายย่อยต้องปรับตัวให้มาก และก่อนซื้อต้องวิเคราะห์มิติคุณภาพควบคู่ราคาเสมอ ด้าน "เสี่ยป๋อง" เปิดโผหุ้นแห่งอนาคต ชูพลังงานทางเลือก โลจิสติกส์ ธุรกิจสุขภาพ  สื่อสาร  

     กลุ่ม efin จัดงานสัมมนา Better Trade 2019 ในธีม Trend Catcher จับเทรนด์ทำเงิน จับเงินทำงาน เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีช่วงไฮไลต์ของงานคือ "หุ้นผู้ชนะ" โดย 3 กูรูหุ้นชื่อดังในเมืองไทยอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร, เสี่ยป๋อง วัชระ แก้วสว่าง และ โจ ลูกอีสาน ร่วมเสวนา 

***ตลาดหุ้นไทยแพงแล้ว P/Eที่ 17 เท่า  ยอมรับปีนี้เล่นยาก   

     โจ ลูกอีสาน กล่าวถึง ภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ว่า เป็นปีที่ค่อนข้างยากลำบากต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยช่วงกลางปีดัชนีปรับขึ้นไป 1,700 กว่าจุด ก่อนจะปรับลงมา 100 กว่าจุดเหลือประมาณ 1,600 จุดในปัจจุบัน ซึ่งพอร์ตการลงทุนของตนเอง ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกแต่เป็นการบวกที่น้อยกว่าตลาดเล็กน้อย 
    "เสี่ยป๋อง" กล่าวว่า พอร์ตของตัวเองติดลบเล็กน้อย จากครึ่งปีแรกที่เป็นบวกอยู่เล็กน้อย และเห็นด้วยกับ โจ ลูกอีสานว่า ตลาดปีนี้เล่นยาก ขณะที่นักลงทุนมีการโยกย้ายสลับไปลงทุนหุ้นในกลุ่มที่มีอนาคต และทิ้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในด้านลบจากเทคโนโลยี พร้อมยกตัวอย่างหุ้นที่แย่ในปีนี้ เช่น กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มธนาคาร 
    "เวลาไปบรรยายที่ไหนก็จะพูดกับทุกคนว่า หุ้นนิวไฮไร้แนวต้าน-หุ้นนิวโลว์โนแนวรับ แต่ตัวเองนะก็เล่นหุ้นที่ไร้แนวต้าน ตัวไหนทะลุไฮก็ตามเล่นหมด และด้วยนิสัยคนชอบของถูก ธนาคารราคาลงอยากได้ของถูก พอซื้อแล้วมันก็ลงต่อ อันนี้ก็ต้องถือว่าตัวเองผิดพลาดเอง บอกคนอื่นว่าให้เล่นหุ้นขาขึ้นอย่างเดียวแต่ตัวเองก็ยังแอบไปชอบของถูกอยู่" 
    ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่เอาชนะตลาดได้ยากมาก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยแพงแล้วด้วย P/E ที่ 17 เท่า ซึ่งในประวัติศาสตร์บอกว่า P/E ที่ระดับดังกล่าว ยากมากที่การลงทุนในตลาดหุ้นจะได้ผลตอบแทนที่ดี แม้ตอนนี้ผลตอบแทนยังชนะตลาดอยู่บ้าง แต่สิ้นปีก็อาจจะแพ้ก็ได้  
     "จากการที่ได้ศึกษามา 20 กว่าปีพบว่าปีไหนที่ P/E ของ SET สูงถึงระดับนี้ก็จะค่อนข้างลำบากที่จะเอาชนะตลาดในระยะยาว แต่ถ้า P/Eต่ำ หรือสักประมาณ 10 เท่าเมื่อไหร่ ต่อให้ปีที่ลงทุนคุณไม่ทำกำไร แต่ก็จะขาดทุนไม่มาก แต่หลังจากนั้นประมาณ 1-2 ปี P/E ก็ขึ้นราคาหุ้นก็จะขึ้นไป" ดร.นิเวศน์ กล่าว 
     อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นอาจจะพอมีความหวังจากการที่ปีก่อนตลาดหุ้นติดลบไป 11% ดังนั้น ปีนี้จึงอาจจะไม่ติดลบ อ้างอิงจากสถิติในอดีตที่ตนเองลงทุนมาตลอด 20 ปี พบว่าโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะติดลบหนัก  2 ปีซ้อนมีค่อนข้างน้อย ส่วนประเด็นดอกเบี้ยปัจจุบัน ก็อยู่ในระดับต่ำแล้ว และต่อให้ปรับลดลงอีกก็ไม่น่าจะมีผลในทางบวกต่อตลาดหุ้น 

*** อย่าคาดหวังสูงจะเห็นผลตอบแทน 15-20% แค่ไม่ขาดทุนก็ดีแล้ว 
 
    ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า ปีนี้ตนเองต้องเปลี่ยน mindset ในการลงทุน กล่าวคือ การลงทุนในตลาดหุ้นหากดัชนียังคงเท่าเดิมก็ถือเป็นเรื่องที่ควรยินดี เพราะอย่างน้อยยังได้ปันผลปีละ 3% ซึ่งดีกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคาร 
     "เอาเป็นว่าลดความคาดหวังลงเยอะว่า ปีหนึ่งจะได้ 15-20%  ลืมไปแล้ว ถ้าได้ 10% ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ถ้าไม่ขาดทุนก็ถือว่าโอเค ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป เพราะว่าเงินที่ฝากไว้ก็ได้แค่ 1% เองก็ไม่รู้จะหาอะไรลงทุนแล้ว เพราะมันไม่มีอะไรลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนสูงในตอนนี้" ดร.นิเวศน์ กล่าว   
    ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งที่ ดร.นิเวศน์ กล่าวถึง คือเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่กังวลและต้องระมัดระวังว่าอาจจะเกิดขึ้นในปี 2020 หรือปี 2563 ซึ่งเหล่าเซียนที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นในต่างประเทศ ต่างก็กลัวในเรื่องของการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และตอนนี้หุ้นอเมริกาทำนิวไฮ ก็ถือว่าน่ากลัวเพราะว่าเวลาเกิดวิกฤตมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นนิวไฮ    
 
*** ปรับกลยุทธ์ : ควรมีวินัยในการลงทุน รู้จักตัดขาดทุน หาจุดแข็งของตัวเอง 

    "เสี่ยป๋อง" กล่าวถึงการ ปรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะที่ตลาดมันเล่นยากว่า ต้องมีวินัยในการลงทุน และรู้จักการตัดขาดทุน อย่าทนถือ จะได้ไม่ต้องเจอกับสถานการณ์ "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" ซึ่งสาเหตุที่ตนเองขาดทุนปีนี้ เนื่องจากตัดขายหุ้นที่ถือมาหลายปีออกไป เกิดจากความผิดพลาดคือกราฟเสียทรงตั้งนานแล้ว แต่ไม่ขาย เพราะต้องการทราบเหตุผลว่าทำไมหุ้นที่ถือถึงปรับลง และเมื่อทราบเหตุผลแล้วก็ยังเชื่อต่อว่าเดี๋ยวสถานการณ์จะดีขึ้นและขณะนั้นขาดทุนแล้ว 30% และในที่สุดราคาก็ปรับลงต่อเนื่อง และก็ต้องขายในที่สุดอยู่ดี  
    โจ ลูกอีสาน กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสังเกตเห็นได้ว่าสัดส่วนของนักลงทุนทุนในตลาดหุ้นเปลี่ยนไป จากปี 2540 มีนักลงทุนสถาบันราว 2-3% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมามหาศาลเป็นประมาณ 20% กว่า แต่ต่างชาติยังคงเท่าเดิม และที่หายไปคือนักลงทุนรายย่อย 
    "มันเป็นแนวโน้มที่เริ่มเหมือนต่างประเทศแล้ว มันฝืนโลกไม่ไหว สุดท้ายแล้วรายย่อยอย่างพวกเราจะค่อยๆ หายไปถ้าพวกเราไม่ปรับตัว...ปรับตัวอย่างไรผมก็ไม่รู้หรอกเพราะว่า เราก็ต้องหาจุดแข็งของรายย่อย" โจ ลูกอีสาน กล่าว 
     
*** ปรับกลยุทธ์ : เลือกธุรกิจที่มีอนาคต ซื้อแล้วถือนานอาจไม่ปลอดภัย เทรนด์เปลี่ยนเร็ว
  
    โจ ลูกอีสาน กล่าวต่อว่า ธุรกิจเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามา ดังนั้น การซื้อหุ้นแล้วถือไปนานๆ อาจจะอันตราย ต้องดูด้วยว่าธุรกิจที่ถืออยู่ ได้รับผลกระทบจากการการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและแนวโน้มใหญ่ของโลกหรือไม่ อย่างเช่นที่ได้รับผลกระทบคือ  ธุรกิจสื่อ ธุรกิจโทรทัศน์ ธุรกิจพลาสติก และธุรกิจให้เช่าพื้นที่
     อย่างธุรกิจพลาสติก เทรนด์ลดการใช้พลาสติกมาแรงมาก นี่จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หุ้นปูนซิเมนต์ไทยทำนิวโลว์ในรอบหลายปี เพราะกำไร 70% มาจากปิโตรฯ แต่ช่วงนี้มาถึงจุดเปลี่ยนของปิโตรฯ เพราะกระแสต่อต้านการใช้พลาสติก  หรือธุรกิจให้เช่าพื้นที่ จะได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมคนเปลี่ยนเพราะหันไปซื้อของผ่านโลกออนไลน์ 
    "โลกเปลี่ยนไปเรามี 2 ทางเลือก 1.เราจะ ให้โลกเปลี่ยนตามเราหรือว่า 2.เราจะเปลี่ยนตามโลก ผมขอเลือกอย่างหลัง..และสิ่งที่เราทำได้ก็คือ ถึงแม้จะเป็นการซื้อหุ้นเล็กหุ้นน้อย ขอให้พื้นฐานมันดี ให้กำไรมันมีแนวโน้มเติบโต เป็นสินค้าที่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ถ้าเราเลือกหุ้นแบบนี้ได้ผมว่าน่าจะปลอดภัย"

***แนะธุรกิจน่าสนใจ : พลังงานทางเลือก โลจิสติกส์ ธุรกิจสุขภาพ  

    ดร.นิเวศน์ มองว่า จะต้องเลือกหุ้นที่ยังไม่ถูกดิสรัปชั่น มีความเป็นผู้นำในตลาด และมีโอกาสโตไปได้ในอีก 5-10 ปี ส่วนใหญ่น่าจะเป็นประเภทธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ธุรกิจผูกขาด 
    เสี่ยป๋อง มอง 3 เมกะเทรนด์ 1.Alternative Energy หรือธุรกิจพลังงานทางเลือก เพราะในอนาคตอะไรที่เกี่ยวกับฟอสซิลก็จะค่อยๆ หายไป  2. การเข้าสู่สังคมสูงอายุ  ดังนั้นอะไรที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสุขภาพให้คนอายุยืนยาวก็น่าจะได้รับความสนใจ และ 3. ธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งจะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจบริการ ในอนาคตโลกจะค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้น ทำให้ธุรกิจโลจิสต์ติกเติบโต 
    นอกจากนี้ มองว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารก็เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ เพราะโลกในอนาคตจะเป็น 5G หรือมากกว่านั้น ดังนั้น ธุรกิจที่มีใบอนุญาตเกี่ยวกับคลื่นต่างๆ ก็จะยังไปต่อได้ในอนาคต

    โจ ลูกอีสาน มองว่ามี 2 เทรนด์  1.เทรนด์ที่ไม่มีอนาคต ได้แก่ กลุ่ม Manufacturing, กลุ่มสื่อ, กลุ่มที่ให้เช่าพื้นที่, กลุ่มพลาสติก  และ 2.เทรนด์ที่มีอนาคต ซึ่งทุกคนก็น่าจะทราบเหมือนกันเพียงแต่ว่าหุ้นที่มีให้ซื้อในตลาดหุ้นไทยอาจจะมีน้อย ดังนั้น ก็อาจจะมองไปที่ต่างประเทศก็ได้ 
    "ต้นปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน 11 เดือน มีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 20% โดยไม่รวมปันผลคือ 66 ตัวหรือประมาณ 10% ซึ่งก็ถือว่ามาก ดังนั้น อย่าเพิ่งหมดกำลังใจมันยังมีโอกาสอยู่ เพียงแต่เราอาจจะต้องทำการบ้าน" โจ ลูกอีสาน กล่าว 

*** เทคนิคเลือกหุ้น : ต้องดู 2 มิติเสมอคือ คุณภาพแลพราคา - หาหุ้นผิดราคา ในตลาดยังมีมาก

     โจ ลูกอีสาน  ให้เทคนิคการเลือกหุ้นว่า จะต้องมอง 2 มิติเสมอ  1.คุณภาพของหุ้น  หุ้นที่คุณภาพดี คือ หุ้นที่กำลังจะเติบโตไปได้เรื่อยๆ ต้องมีความสามารถในการแข่งขัน งบการเงินดี ผู้บริหารดี และอยู่ในแนวโน้มอนาคต เช่น CPALL AOT BDMS 2.ราคาหุ้น  แม้เป็นหุ้นคุณภาพดีแต่ถ้าซื้อแพงเกินไปก็อาจจะแย่ได้ 
    ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า พยายามหาหุ้น "ผิดราคา"  ตอนนี้มองว่าตลาดหุ้นแพง แต่มีหุ้นที่ผิดราคาและพอซื้อได้ จากก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีหุ้นผิดราคา 
    "คนมักจะเข้าใจผิดว่า หุ้นตัวนั้นจะเจ๊ง จะแย่ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ ตัวนี้มีอะไรบางอย่างที่ไม่เจ๊ง แต่ยังมีกำไรและยังไปได้อะไรแบบนี้ เป็นต้น ตลาดหุ้นแพงแต่ผมรู้สึกว่ามีหุ้นพอซื้อได้ 3-4 ปีแล้วรู้สึกว่าไม่รู้จะซื้อตัวไหนแต่ตอนนี้มีหุ้นบางตัวที่เรารู้สึกว่า ผิดราคา ดูยังไงก็ไม่พลาด ดูยังไงมันก็ไม่ขาดทุน ก็ต้องไปดูบอกรายตัวไม่ได้" ดร.นิเวศน์ กล่าว 
     เสี่ยป๋อง  ยอมรับว่า เลือกหุ้นไม่ค่อยถูก แต่ในเชิงเทคนิคตราบใดที่ดัชนีฯ ยังไม่หลุด 1,546 จุด ตลาดน่าจะยังพอไปได้ แต่ถ้าหลุด 1,546 จุด ก็ไม่ทราบว่าจะไปอย่างไรต่อ ส่วนความหวังที่ยังพอมีคือการรอมูดี้ส์ และเอสแอนด์พีประกาศอันดับเครดิตไทยต้นเดือนหน้า เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากนั้นค่อยมาดูสัญญาณทางเทคนิคอีกที 
    "มันเลือกไม่ถูกจริงๆ  ถ้าถามว่ากลุ่มที่ผมพูดไปทั้งหมด ถ้ามันลงมาเยอะๆ ผมก็พิจารณาเข้าไปเล่นตามแนวรับประมาณนี้"   

***แนวทางจัดพอร์ตปีหน้า : พยายามหาตัวที่ดีที่สุด แกร่งที่สุด แล้วถือยาว 

    โจ ลูกอีสาน กล่าวว่า หลักการจัดพอร์ตจะยังเหมือนเดิม ตอนนี้ถือหุ้นประมาณ 70 ตัวจากปีที่แล้วมี 50 ตัว และปีนี้เพิ่งลองใช้วิธีใหม่ในการลงทุน  โดยได้ลองเรียนรู้การช็อตหุ้น ผลพบว่าช็อตมา 10 ตัวกำไรไป 9 ตัว มองว่านี่เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้เล่นหุ้นได้ทั้งขาขึ้นและขาลง โดยใช้เครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาจัดการ
    "แนวโน้มปีหน้ามันก็คงเหมือนปีนี้ เราก็กินก็ใช้เหมือนเดิมถามว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยน GDP คง 2% การกระตุ้นของภาครัฐผมว่ามีผลน้อยมาก เพราะไปดูจำนวนเม็ดเงินมันน้อยมาก ตราบใดที่เงินบาทแข็ง และเรายังพึ่งสินค้าเกษตรส่งออกเป็นหลัก" 
    ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า  เลือกหุ้นตัวที่เราคิดว่ามันดีในระยะยาว และจังหวะนี้ก็เป็นโอกาสซื้อเก็บเข้าพอร์ตโดยไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของราคา หากเรามั่นใจว่าเลือกตัวที่มีอนาคต และได้ปันผลที่ดี โดยไม่ต้องไปหวังจะกำไรมากๆ 
    "พยายามหาตัวที่ดีที่สุด แกร่งที่สุด เมื่อเทียบกับตัวอื่น แล้วเราคิดว่าเรามั่นใจ ว่าในที่สุดแล้วมันก็มีแต่ทางขึ้นเพราะดูแล้วมันไม่ได้แพ้คนอื่น แข่งขัน ต่อต้านดิสรัปชั่นได้ แล้วราคามันถูกมาก ก็ซื้อเก็บไว้" ดร.นิเวศน์ กล่าว

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด