ข่าวนี้ที่ 1

SHR มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง ชูเป็นหุ้น"Growth Stock"

SHR มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง ชูเป็นหุ้น

    "เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท" ลงสนามเทรด SET วันนี้ (12 พ.ย.) ด้วยเกณฑ์มาร์เก็ตแคป ผู้บริหารมั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง เตรียมนำเงินระดมทุน 7,475 ลบ. ขยายกิจการโรงแรมอีกกว่าเท่าตัวภายในปี 68  ที่ปรึกษาฯชูเป็นหุ้นเติบโตดีในระยะยาว แจงครึ่งแรกปีนี้ยังไม่มีกำไร เหตุมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการซื้อกิจการและค่าใช้จ่าย IPO แต่จะบันทึกเพียงครั้งเดียว

*** ตลท.รับ SHR ซื้อขาย SET พรุ่งนี้ มูลค่า IPO 1.8 หมื่นลบ.

    นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาดผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับ บมจ. เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) บริษัทย่อยของ บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีนโยบายสนับสนุนให้บริษัทลูกซึ่งเป็นบริษัทหลักในการประกอบธุรกิจด้านโรงแรมและรีสอร์ท สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้ด้วยตนเอง จึงนำ SHR เข้าจดทะเบียน (Spin Off) และเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SHR” ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 18,687 ล้านบาท

    SHR ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัท (Holding Company) ซึ่งประกอบธุรกิจหลักด้านการลงทุนและบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนและระดับลักชัวรี่ ในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมระดับโลก โดยโรงแรมแห่งแรก คือโรงแรมสันติบุรี เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบัน SHR มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,647 ห้อง จากโรงแรมและรีสอร์ท จำนวน 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และ สหราชอาณาจักร ภายใต้การบริหารจัดการทั้งในรูปแบบการบริหารจัดการเอง และภายใต้แบรนด์โรงแรมที่มีชื่อเสียง อาทิ Hilton Hardrock และ Outrigger โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของแต่ละโรงแรม ณ 30 มิถุนายน 2562 อยู่ที่ 76%-79%
 
 *** มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง 
    
    นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวว่า บริษัทมั่นใจหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 1,437.456 ล้านหุ้น ในราคา 5.20 บาท/หุ้น ที่จะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 12 พ.ย. นี้ จะสามารถยืนเหนือราคาจองได้ เนื่องจากมีนักลงทุนสถาบันแสดงความสนใจในช่วงที่บริษัทเดินทางไปให้ข้อมูล (โรดโชว์) ทั้งในประเทศ ฮ่องกง และ สิงค์โปร์
    
    บริษัทมั่นใจวันเทรดหุ้นจะยืนเหนือจองได้ เพราะพื้นฐานของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจของเราที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ซึ่งไทยจะเข้าสู่ไฮซีซั่นในไตรมาส 1 กับ ไตรมาส 4 ส่วนสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิจะไฮซีซั่นไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 ไม่รวมผลประกอบการที่มีการเติบโตสม่ำเสมอในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

*** นักลงทุนไทย-เทศจองล้น
    
    ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. เคที ซีมิโก้ ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกและเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) กล่าวว่า หุ้น SHR ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจองซื้อเข้ามาอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะจากนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงศักยภาพการเติบโตของบริษัท

*** แจงครึ่งปีแรกขาดทุน เหตุมีค่าใช้จ่ายพิเศษบันทึกเพียงครั้งเดียว

    นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า SHR จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 12 พ.ย. นี้ ด้วยเกณฑ์มาร์เก็ตแคป สำหรับเหตุผลที่ SHR ต้องเสนอขายหุ้นไอพีโอและเข้าจดทะเบียนใน SET ด้วยเกณฑ์มาร์เก็ตแคป เป็นเพราะครึ่งปีแรกของปี 2562 ผลประกอบการบริษัทฯ ยังไม่มีกำไร โดยเกิดจาก 3 เหตุผลหลัก และที่สำคัญจะเกิดเพียงแต่ครั้งเดียว
    โดยจะไม่ปรากฎต่อไปภายหลังการเข้าจดทะเบียนใน SET แล้ว คือ 1. ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเปิดโครงการใหม่ 2. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และ 3. ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น (Bridge Loan) ที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการของ Outrigger
    ตลอดระยะเวลา 3 ปี (59-61) ต้องถือว่า SHR มีการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิที่สูงต่อเนื่องมาโดยตลอด โดย 3 ปี รายได้และกำไรเติบโตกว่า 166.1% และ 135.5% ตามลำดับ หรือ มีรายได้รวมเติบโตเฉลี่ย 63.1% ต่อปี คือ ปี 2559 มีรายได้รวม 968.0 ล้านบาท  ปี 2560 รายได้รวมอยู่ที่ 1,074.0 ล้านบาท และปี 2561 รายได้รวม 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งนั่นเป็นผลจากช่วงเวลาดังกล่าว SHR มีการซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง
    แต่ผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ยังไม่มีกำไร เพราะ SHR มีรายจ่ายที่เกิดจากต้องดำเนินการทั้งจากการขยายธุรกิจเพื่อซื้อกิจการของ Outrigger และการเปิดโครงการใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) อยู่ที่ 1.1 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่ยังต่ำกว่านโยบายของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1.5 เท่า และที่สำคัญ
     ภายหลังการระดมทุนจากการขายไอพีโอแล้ว อัตราส่วน IBD/E ดังกล่าวของบริษัทฯ จะลดลงเหลือเพียง 0.5 เท่า ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมากและอยู่ต่ำกว่านโยบายของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ ขณะที่มองว่า ราคาหุ้น IPO อยู่ที่ 5.20 บาท ซึ่งเท่ากับราคามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) ซึ่งแปลว่านักลงทุนมีโอกาสเข้าลงทุนในราคาเดียวกันกับบริษัท
    อย่างไรก็ดี ต้องถือว่า SHR ยังมีโอกาสในการเติบโตและมีจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอีกมาก ตั้งแต่การเป็นมีสถานะเป็นโฮลดิ้ง เมื่อเห็นศักยภาพของสินทรัพย์หรือโรงแรมต่างๆ ทำให้มีความคล่องตัวในการที่จะไปซื้อกิจการเพิ่มเติมในอนาคต แม้ปัจจุบันจะมีโรงแรมที่ครอบคลุมการท่องเที่ยวมากถึง 5 ประเทศ แล้ว

*** นำเงินระดมทุน 7,475 ลบ.ขยายโรงแรมอีกกว่าเท่าตัวในปี 68 
    
    นายเดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SHR กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจโรงแรมอีกกว่าเท่าตัว จากจำนวนโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง และห้องพัก 4,647 ห้อง เป็น 80 แห่ง ห้องพักมากกว่า 8,000 ห้อง ภายในปี 68 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ15 ต่อปี
    เงินระดมทุนที่ได้จาก IPO จะถูกนำมาขยายธุรกิจโรงแรมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ SHR มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวเป็นบริษัทลงทุนโรงแรมและบริหารรีสอร์ทระดับพรีเมียร์ ที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

*** ที่ปรึกษาฯ ชี้ SHR เป็นหุ้นเติบโตสูงในระยะยาว    
     
    นายพรชัย ปัทมินทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  ที่ปรึกษาทางการเงินร่วม ของ SHR กล่าวว่า SHR เป็นหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตในอนาคตอีกมาก (Growth Stock) เพราะบริษัทฯ จะเริ่มทยอยรับรู้ผลจากการที่มีการซื้อกิจการมาก่อนหน้านี้ รวมทั้งการรับรู้ผลประกอบการจากโครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดทำการและเพิ่งเริ่มสร้างรายได้ คือโครงการ Crossroads เฟส 1 ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ 
    ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังสาธารณรัฐมัลดีฟส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หรือคิดเป็นอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7.1% ตั้งแต่ช่วงระยะเวลาปี 2544 – 2561 ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงโครงการอื่นที่อยู่ในแผนการซื้อกิจการ ซึ่งปี 2562 SHR เป็นเจ้าของโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง มีห้องพักรวมทั้งสิ้น  4,647 ห้อง และภายในปี 2568 SHR เป็นเจ้าของโรงแรมและรีสอร์ทเพิ่มเป็นกว่า 80 แห่ง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15 % ต่อปี
    อย่างไรก็ตาม นอกจากที่ SHR มีความหลากหลายของสินทรัพย์และทำเลที่ตั้ง เพราะปัจจุบันมีการลงทุนและพัฒนาโครงการประเภทรีสอร์ทตามแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่สำคัญทั้งหมดจาก 5 ประเทศ ได้แก่  ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และสหราชอาณาจักร ซึ่งทุกประเทศดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วโลก ยังถือว่ามีโรงแรมและรีสอร์ทที่บริการลูกค้าที่ครบทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับกลาง และระดับกลางค่อนไปทางบน
    สำหรับตลาดการท่องเที่ยว SHR ยังเน้นไปที่กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Traveling) ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตที่สุด โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดถึง 8.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 255 ล้านล้านบาทภายในปี 2571 อีกทั้งยังมองว่า SHR ยังเป็นหุ้น Semi-defensive ที่มีความผันผวนน้อย เนื่องจากเป็นตลาดที่ไม่มีความผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจมากเหมือนโรงแรมในเมือง และไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า (Trade War) โดยตรง
     นอกจากนั้น ช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราเติบโตของรายได้และจำนวนห้องสูงสุด เมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในธุรกิจประเภทเดียวกัน โดยบริษัทฯ มีการเติบโตจากทั้งทรัพย์สินของบริษัทฯ เอง (Organic Growth) และจากการเข้าซื้อกิจการ (Merger and Acquisition)
    ขณะที่เบื้องต้น มีนักลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors ได้จองสิทธิซื้อหุ้น IPO รวมทั้งสิ้น 185,000,000 หุ้น แบ่งเป็น บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด130,000,000 ล้านหุ้น และบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) 55,000,000 ล้านหุ้น

*** กลุ่มสิงห์ เอสเตท ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

    ในขณะเดียวกัน SHR ยังเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มสิงห์ เอสเตท (S) ที่แม้หลังการเสนอขาย IPO ไปแล้ว S ยังถือหุ้นใน SHR ที่ระดับ 60% ซึ่ง S ถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ และมีกลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการหาโอกาสเพื่อดำเนินธุรกิจที่จะสามารถเติบโตอนาคตและมีนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด