ข่าวนี้ที่ 1

กูรูเปิดโผ "หุ้น 9 ชีวิต" ชู AOT-BDMS-CPALL-RBF เด่น

กูรูเปิดโผ

    โบรกฯแนะกลยุทธ์ลงทุน"หุ้น 9 ชีวิต" รับมือภาวะตลาดผันผวน ชูกลุ่มที่เป็นทั้งผู้นำและผูกขาดในกลุ่มอุตสาหกรรม ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน นำโดย AOT-BDMS-CPALL-RBF แนะทยอยสะสมช่วงราคาอ่อนตัว ด้านบล.เอเซีย พลัส เผย 3 ปัจจัยลบ ฉุดจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 2.8% ทั้ง เบิกจ่ายงบฯปี 63 ล่าช้า ส่งออกชะลอตัว และเงินบาทแข็งค่า มองเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นด้วย

*** แนะหุ้น 9 ชีวิต ชู AOT-BDMS-CPALL-RBF เด่น    

    บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ระบุว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวน ถูกกระทบจากปัจจัยต่างๆทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นอาจเป็นเพียงแค่ประเด็นที่เข้ามากระทบจิตวิทยาการลงทุนของหุ้นบางตัวในระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่หากพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ที่ยังเห็นการเติบโตของกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ หุ้นเหล่านั้นคาดจะฟื้นตัวกลับมาได้เมื่อปัจจัยเลวร้ายค่อยๆ คลี่คลายลงไป
    ดังนั้น จึงทำการค้นหาหุ้นพื้นฐานดีที่สามารถต้านทานต่อสภาวะต่างๆ ได้ในระยะยาว จึงนำมาสู่บทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์การลงทุน “หุ้นเก้าชีวิต”

*** ธุรกิจผูกขาด กำไรโตมั่นคง    

    ค้นหากลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะสามารถต้านทานกับภาวะตลาดที่ผันผวนได้ ควรจะต้องเป็น 1) ธุรกิจที่มีผู้เล่นน้อยราย หรือกึ่งผูกขาด เช่น ธุรกิจสนามบิน (AOT), ระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน (BEM, BTS), ธุรกิจสื่อสาร (ADVANC) และ 2) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าที่จำเป็นต่อการอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น ธุรกิจการแพทย์ (BDMS), ไฟฟ้า (GPSC, GULF), ค้าปลีก (CPALL, HMPRO), อาหาร (CPF, OSP, RBF), อสังหาริมทรัพย์ (LH)
    ต้องเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม  เมื่อเลือกอุตสาหกรรมที่ใช่ได้แล้ว เรายังทำการเลือกบริษัทที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวจะมีอำนาจในการต่อรองสูง ช่วยในการบริหารต้นทุนและอัตรากำไร หรือบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูง ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ให้สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ อีกทั้งบริษัทเหล่านี้มักจะมีเครื่องหมายการค้าที่ทุกคนจดจำได้ ซึ่งถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัท และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น
 
    กลยุทธ์การลงทุน “หุ้นเก้าชีวิต” จังหวะที่ราคาหุ้นย่อปรับฐาน ตอบรับปัจจัยลบต่างๆในระยะสั้น ถือเป็นโอกาสในการทยอยสะสม 4 หุ้นที่เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจที่คาดว่าจะสามารถทำผลการดำเนินงานเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอในระยะกลาง

 AOT ธุรกิจผูกขาด กำไรเติบโตอย่างมั่นคงสอดคล้องกับภาคท่องเที่ยวไทย
 BDMS ผ่านช่วงลงทุนหนัก เดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว
 CPALL แบรนด์ค้าปลีกที่แข็งแกร่ง ช่องการขายครอบคลุมทั่วประเทศ
 RBF เด่นด้านนวัตกรรมอาหาร และยากจะมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาแข่งขัน

*** ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช่
    
    การค้นหาหุ้นที่จะสามารถต้านทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนได้ในระยะกลาง เราเลือกใช้วิธี Top-Down Analysis โดยประเมินจากภาพธุรกิจโดยรวมก่อนว่า อุตสาหกรรมอะไรที่จะสามารถเติบโตได้ในสภาวะ ดังกล่าวผ่านปัจจัยต่างๆในหลายแง่มุม หลังจากนั้นเมื่อค้นพบอุตสาหกรรมที่ใช่แล้ว ก็จะลงมาศึกษาในระดับบริษัทว่า ความสามารถในการดาเนินธุรกิจของบริษัทสามารถทาได้ดีกว่าคู่แข่งในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือไม่ ความเสี่ยงทั้ง ในระยะสั้น และยาวเป็นอย่างไร เพียงพอต่อการเติบโตได้ในระยะกลาง-ยาว หรือไม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้
    ค้นหากลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะสามารถต้านทานกับภาวะตลาดที่ผันผวนได้ดี ควรจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
     1) อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผู้เล่นน้อยราย หรือกึ่ง ผูกขาดในอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรม  หุ้นพื้นฐานที่น่าลงทุน  สนามบิน  AOT ระบบขนส่งสาธารณะ BEM,BTS โทรคมนาคม ADVANC 
    2) ดำเนินธุรกิจที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อการอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวัน

*** กลุ่มอุตสาหกรรมหุ้นพื้นฐานที่น่าลงทุน
    
    การแพทย์  BDMS ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค GULF,GPSC ค้าปลีก CPALL, HMPRO อาหารและเครื่องดื่ม CPF ,OSP , RBF  อสังหาริมทรัพย์  LH  
    ต้องเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม เมื่อเลือกอุตสาหกรรมที่ใช่ได้แล้ว เรายังเลือกบริษัทที่เป็นผู้นาในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวจะมีอำนาจในการต่อรองสูง ช่วยในการบริหารต้นทุนและอัตรากำไร หรือบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูง ซึ่ง จะช่วยผลักดันรายได้ให้สามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ อีกทั้ง บริษัทเหล่านี้มักจะมีเครื่องหมายการค้าที่ทุกคนจดจำได้ ซึ่ง ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัท และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น
    ดังนั้น หากบริษัทเป็นผู้นำและอยู่ในอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งดังที่ได้กล่าวข้างต้น เราเชื่อว่าจะสามารถต้านทานต่อปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่เข้ามากดดันชั่วคราวได้ ดังนั้นจังหวะที่ราคาหุ้นปรับตัวลง มองเป็นโอกาสในการค่อยๆทยอยสะสม เพราะเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆได้คลี่คลายลง คาดราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาด้วยแรงหนุนของการเติบโตในระยะกลาง

*** ASP หวั่น 3 ปัจจัยลบ ฉุดจีดีพีไทยโตต่ำกว่า 2.8%

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ยังไม่ทันผ่านพ้นเดือนแรกของปีนี้เลย เริ่มเห็นปัจจัยที่เป็นความเสี่ยง ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP Growth) ปี 63 นี้ อาจถูกปรับลดคาดการณ์ลง จากเดิมที่ฝ่ายวิจัย ASP มองไว้ว่า จะขยายตัว 2.8% ปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่

*** เบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ล่าช้า

    1.การเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 อาจล่าช้าออกไปอีก ฝ่ายวิจัยฯคาดกระทบโดยตรงต่อสมมติฐาน คือ การลงทุนของภาครัฐ ซึ่งมีสัดส่วนใน GDP ราว 6% คาดขยายตัว 6% ในปี 63 แต่มีโอกาสไม่เป็นไปตามคาด เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รอเม็ดเงินจากงบประมาณถูกเลื่อนออกไป
    เบื้องต้น ฝ่ายวิจัยฯศึกษาผลกระทบการลงทุนภาครัฐ หากลดลงทุกๆ 1% จากคาดการณ์เดิม โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่ คือ การบริโภคภาคครัวเรือน 3%, การลงทุนเอกชน 3.8%, การบริโภครัฐ 2.5% พบว่าจะกระทบต่อ GDP Growth ให้ลดลงจากคาดการณ์เดิม 0.0085%

*** ส่งออกชะลอตัว

    2.ภาคการส่งออก มีสัดส่วนใหญ่สุดราว 68% ของ GDP ยังเห็นการชะลอตัว ล่าสุดส่งออกไทยเดือนธ.ค.62 หดตัว 1.3% yoy (หน่วยเป็นบาทหดตัว 9.6%) ยอดส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัว เช่น สหรัฐฯพลิกกลับมาฟื้นตัว, จีนขยายตัวต่อดือนที่ 2 แต่ตลาดอื่นยังคงหดตัว เช่น ยุโรป, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง โดยรวมทำให้ส่งออกของไทยเฉลี่ยปี 62 หดตัว 2.65% yoy ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯคาดทั้งปี 62 ที่ 3%
    เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายวิจัยฯจึงประเมินว่า การส่งออกปี 63 ยังมีปัจจัยท้าทายหลายประเด็น และมีโอกาสติดลบเหมือนปี 62 โดยศึกษาผลกระทบหากส่งออกลดลงทุกๆ 1% จากคาดการณ์ปัจจุบันที่คาด 0.5% กำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่ จะกระทบ GDP Growth ลดลงจากคาดการณ์เดิมราว 0.13% ถือเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้น

***เงินบาทแข็งค่า

    3.เงินบาทหากแข็งค่า เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 63 อยู่ที่ 30.2 บาท ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯคาดทั้งปี 62 ที่ 31 บาท
    โดยรวมแล้ว ฝ่ายวิจัยฯเห็นว่าทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าว เป็นความเสี่ยง จึงอยู่ในช่วงทบทวนประมาณการ GDP Growth ซึ่งมีโอกาสปรับลง และเชื่อว่ามีโอกาสที่กนง.จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในครึ่งแรกของปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้น้ำหนักการประชุมวันที่ 5 ก.พ. 63 (ครั้งแรกของปี )

*** ชูหุ้นปันผลสูง เกราะป้องกันความผันผวนของตลาด
    
    ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ จึงเป็น Selective Buy แนะนำหุ้นปันผลสูง และหุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยหุ้นปันผลสูง ถือเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของตลาด และมักจะปรับตัวขึ้นได้ดีก่อนการจ่ายปันผลเสมอ หากราคาย่อตัวถือเป็นโอกาสสะสม แนะนำหุ้น MCS, PSH, EASTW รวมถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง DIF, JASIF และกองทุนอสังหาฯ ได้แก่ POPF
    ส่วนหุ้นผลประกอบการดีมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว แนะนำ STA คาดกำไรปี 63 ฟื้นตัวก้าวกระโดด 5 เท่า จากฐานที่ต่ำในปี 562 มาอยู่ที่ 703 ล้านบาท บวกกับราคายางที่ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 17% ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถือเป็น Sentiment ที่ดีต่อราคาหุ้น
    CPF ตัวเลขส่งออกไก่เดือนธ.ค. ยังขยายตัว 2% yoy ขณะที่ราคาหมูยังยืนอยู่ในระดับสูง บวกกับค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าขึ้น หนุนรายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้น
    BCH คาดผลประกอบการปี 63 เติบโต 12%ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มรายได้ค่าหัวประกันสังคม ซึ่งมีฐานผู้ป่วยประกันสังคมที่มากสุดในกลุ่ม และยังได้ Sentiment จากสภาวะอากาศที่แปรปวน ฝุ่น PM2.5 รวมถึงความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด