ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น SET เดือนก.พ.ยืนเหนือ 1,500 จุด แนะลดพอร์ตถือเงินสด

ลุ้น SET เดือนก.พ.ยืนเหนือ 1,500 จุด แนะลดพอร์ตถือเงินสด

 

          วงการประสานเสียงหุ้นเดือน ก.พ. มีแนวรับสำคัญที่ 1,515-1,500 จุด หลุดจากนี้ได้เห็น 1,480 จุด แนะรอสัญญาณซื้อเมื่อดัชนีฯ ทะลุ 1,570 จุด เกาะติดผลประชุม กนง. และมาตรการเยียวยาผลกระทบไวรัสโคโรน่าระบาด แนะถือเงินสด-เลือกลงทุนเล่นรอบ 

***เอเซียพลัสคาดสัปดาห์หน้าแนวรับ 1,500 จุด 

           นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้ายังคงเผชิญแรงกดดันของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่  หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
          ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังกดดันเพิ่มเติม ทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจล่าช้า หลังเกิดกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ตลอดจนการอภิปรายไม่วางไว้ใจ รวมถึงปัญหาภัยแล้ง และตัวเลขคาดการณ์ GDP มีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลง และแม้ว่าจะใกล้ฤดูประกาศงบปี 62 แต่โดยภาพรวมมองว่าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
         สัญญาณทางเทคนิคระยะสั้นในกรอบสัปดาห์ดัชนีฯไม่ควรหลุดแนวรับ 1,500 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ การเมืองในประเทศ และตัวเลขคาดการณ์ GDP
          กลยุทธ์การลงทุน หากจะเก็งกำไรเน้นหุ้นปันผลสูง หรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ประเมินแนวรับ 1,500 จุด แนวต้าน 1,530 จุด
 
*** ทิสโก้คาดเป้าลงรอบนี้ 1,505 จุด - รอสัญญาณซื้อเมื่อทะลุ 1,570  
         บล.ทิสโก้ คาด ไวรัสอู่ฮั่น ระบาดไม่รุนแรงเท่า SARS เมื่อ 17 ปีก่อน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่ละประเทศมากกว่า บวกกับปี 2019 หุ้นทั่วโลกขึ้นมามาก โดย DM+25% และ EM +15% โดยสรุปคาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกทรงกับลง 2 สัปดาห์ 
    SET เปิด Falling GAP กว้าง 20 จุด ที่ 1,550 - 1,570 จุด จะเป็นแนวต้านไปตลอด ก.พ.นี้ หาก SET ขึ้นมากกว่า 1,570 จุด จึงจะเป็นสัญญาณซื้อเพิ่มพอร์ตไป 1,605 จุด ส่วนเป้าลงรอบนี้คือ 1,505 และ 1,480 จุด คาดต่ำสุดกลาง ก.พ. 63

***เออีซี ปรับลดระดับภาวะ Bearish หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินโคโรนา 
       บล.เออีซี กล่าวว่า สัปดาห์หน้าได้ปรับลดระดับภาวะ Bearish ของดัชนี SETลง โดยแม้ Sentiment โดยรวมยังถูกกดดันจากยอดผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตที่ยังเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ที่คาดกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยทั้งจำนวน นทท.จีน และต่างชาติที่ชะลอตัว แต่การประกาศภาวะฉุกเฉินของ WHO คาดจะช่วยให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวให้คลี่คลายขึ้น     
        ขณะที่สัปดาห์หน้าแนะนำติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและการเยี่ยวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า รวมถึงติดตามผลการประชุม กนง. สัปดาห์หน้า ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวสัปดาห์หน้าที่ 1,515 -1,550 จุด แนะนำลดพอร์ตลงทุน ถือเงินสดเพิ่ม และเลือกลงทุนเล่นรอบระยะสั้น-กลาง (1-3 เดือน) กับหุ้นที่คาดมีผลประกอบการดี 
         1.หุ้นกลุ่มที่คาดจะได้ประโยชน์เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนที่เสี่ยงแล้งหนัก เลือก EASTW แม้ช่วง 9M62 กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1,182.2 ลบ. ชะลอตัว 2.93%YoY จากต้นทุนขายน้ำดิบที่เพิ่มขึ้น แต่คาดผลประกอบการจะพลิกฟื้นตัวได้ดีในปี 63 จากความต้องการการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น 
         2.กลุ่มที่คาดผลดำเนินงานมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง เหมาะกับการทยอยซื้อสะสมโดยเน้นหุ้นที่กำไรช่วง 3Q62 โต YoYและทั้งปี 62 โตต่อ แนะนำ SELIC (ช่วง 3Q62 ทำ All time high ทั้งรายได้และกำไรคาดปี 62 เห็นการ Turnaroundของกำไรหลังเริ่มรวมงบการเงินกับ PMCT , SABINA ช่วง 4Q62 คาดยอดขายจะเร่งตัวขึ้นผ่านการจัดโปรโมชั่นและการทำการตลาดส่งท้ายปี 
         3.หุ้นกลุ่ม ร.พ.ขนาดกลางที่คาดกำไรช่วง 2H62 โตเข้าสู่ High Season ได้
แก่ PR9 (มองทั้งปี 62 โตต่อหลังกำไร 9M62โต10.9%YoY) บริษัทยังมีศักยภาพในการเติบโต หลังแนวโน้มการทำกำไรเร่งตัวขึ้นสะท้อนผ่าน EBITDA Margin ช่วง9M62 ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 17.7% (จาก17.2% ช่วง 9M61)

*** ธปท.จ่อหั่น GDP ปีนี้ จากเดิมคาดโต 2.8% โค้งแรกส่อแววต่ำเป้า 
        นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมทบทวนประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี2563 ลงจากปัจจุบันคาด 2.8% จากผลกระทบจากงบประมาณปี 2563 (ต.ค.62-ก.ย.63) ล่าช้า และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ซึ่งมองว่าจะกระทบกับภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าในไตรมาสแรกจะติดลบ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัว 2.1%
   “ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเดิมธปท.คาดว่า จีดีพีไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ 2% ส่วนทั้งปีที่ 2.8% แต่ตอนนี้มีผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า และงบประมาณที่ล่าช้าที่คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเดือนเมษายน จึงทำให้ไตรมาสแรกเรามองว่าจะต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบหนัก” นายดอน กล่าว

***ไวรัสโคโรนา ฉุดท่องเที่ยว-ใช้จ่ายในประเทศ 
      อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการระบาดของไวรัสโคโรนา กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 กระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐและส่งผลต่อเนื่องไปยังการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ และสถานการณ์ภัยแล้ง กระทบต่อรายได้เกษตรกรและส่งผลเชิงลยต่อการบริโภคภาคเอกชน
    สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ปรับตัวดีขึ้นบ้าง โดยการส่งออกสินค้า การผลิตภาคอุตสาหกรรม เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวน้อยลง โดยการส่งออกในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาติดลบ 1.7% ซึ่งติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 7.7% จากมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่หดตัวลดลง หลังโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งที่ปิดซ่อมบำรุงในช่วงก่อนหน้าทยอยกลับมาดำเนินการปกติ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้น
    ด้านการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่กลับมาขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมาไทยในช่วงก่อนหน้า การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่ขยายตัว ตามวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน และผลดีชั่วคราวจากเทศกาลตรุษจีนที่มาเร็วกว่าปีก่อน

***ลงทุนเอกชนหดตัว -บริโภคเอกชนโตจากมาตรการกระตุ้น
       สำหรับการลงทุนภาคเอกชน หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเครื่องชี้การลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หดตัวลดลง ตามการนำเข้าสินค้าทุนที่กลับมาขยายตัว ขณะที่ยอดขายเครื่องจักรในประเทศและยอดจดทะเบียนรถยนต์ยังคงหดตัวสูง 
       ด้านการบริโภคภาคเอกชน โดยการใช้จ่ายหมวดบริการขยายตัวสูง ส่วนหนึ่งจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ และวันหยุดยาวในเดือนธันวาคมปีนี้ที่มากกว่าปีก่อน
       ส่วนการนำเข้า ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการปรับดีขึ้นในทุกหมวดสินค้า สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 0.87% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.49%


 



Tags:

SET




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด