ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นปิโตรฯ-โรงกลั่น เจ๊งยับ! ขาดทุนสต็อก-ค่าเงิน

หุ้นปิโตรฯ-โรงกลั่น เจ๊งยับ! ขาดทุนสต็อก-ค่าเงิน

    หุ้นปิโตรฯ-โรงกลั่น อ่วม! งบไตรมาส 1/63 ขาดทุนถ้วนหน้า หลังรายได้จากการขายลดลง ขาดทุนสต็อกน้ำมัน หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง พ่วงขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จากเงินบาทที่อ่อนค่า นำโดย"ไทยออยล์" ขาดทุน 13,754 ลบ. ตามด้วย "พีทีที โกลบอล เคมิคอล"ขาดทุนสุทธิ 8,784 ลบ. และ "ไออาร์พีซี" ขาดทุน 8,905 ลบ. โบรกฯคาดฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตัวแปรหลักคือทิศทางราคาน้ำมันดิบ

*** PTTGC ไตรมาส 1/63 พลิกขาดทุน 8,784 ลบ.

    บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 พลิกขาดทุนสุทธิ 8,784 ล้านบาท จากรายได้การขายที่ลดลง และมาร์จิ้นธุรกิจปิโตรเคมีลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงมากในสิ้นไตรมาส ส่งผลให้ขาดทุนสต็อกรวม 8,906 ล้านบาท รวมถึงยังมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก 2,193 ล้านบาทกระทบต่อผลประกอบการ 

    ในไตรมาส 1/63 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 93,036 ล้านบาท ลดลง 18% จากไตรมาส 1/62 โดยบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน และ ผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง) ในไตรมาส 1/63 อยู่ที่ 1,128 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีผลขาดทุน 1,005 ล้านบาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 212% 
     อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 1/63 ระดับราคาน้ำมันดิบได้มีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจาก 67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ณ สิ้นปี 62 มาเป็น 23 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ณ สิ้นไตรมาส 1/63 ส่งผลให้เมื่อรวมผลกระทบอื่นจากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) เป็นผลขาดทุน 8,906 ล้านบาท และจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องส่งผลให้บริษัทมีผลจากขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน 2,193 ล้านบาท ขณะที่มีขาดทุนสุทธิรวม 8,784 ล้านบาท หรือขาดทุน 1.96 บาท/หุ้น
  
*** คาดครึ่งปีหลังราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 30-38 เหรียญฯ-สเปรดพาราไซลีนดีขึ้น     
     
    คาดแนวโน้มตลาดและธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 30-38 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางความไม่แน่นอนการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันดีเซลที่ 11-12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล พร้อมทั้งปรับแผนลดการผลิตน้ำมันอากาศยานจากความต้องการใช้ที่ลดลงทำให้คาดว่าทั้งปี 63 จะมีอัตราการใช้กำลังการกลั่น 97% จากเป้าหมาย 100% ด้านส่วนต่าง (สเปรด) ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะฟื้นขึ้นจากอุปสงค์ขั้นปลายน้ำยังเติบโตดี 

*** บล.หยวนต้า มองฟื้นตัวปีนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป

     ในมุมมองของเรา ช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตัวแปรหลักคือทิศทางราคาน้ำมันดิบ ภายหลัง OPEC++ ปรับลดการผลิต ผสานกับอุปสงค์ที่กลับมาเป็นปกติภายหลังการยกเลิกมาตรการ Lockdown ช่วง 2H63 อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานหลักยังอยู่ระดับต่ำจาก 1) อัตราการกลั่น 2Q63 มีแนวโน้มลดลง QoQ 2) บริษัทไม่ได้ประโยชน์จากต้นทุนน้ำมัน (Crude premium) เหมือนโรงกลั่นอื่น เพราะยังเน้นการผลิตน้ำมันกำมะถันต่ำ (LSFO) ทำให้ไม่ได้ใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 3) ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ระดับต่ำยังกดดันอัตรากำไรธุรกิจโอเลฟินส์ มองว่าผลบวกจาก Spread ที่สูงขึ้นไม่สามารถชดเชยราคาน้ำมันที่ลดลงได้ เพราะเป็นผู้ผลิต Gas-based
    ปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2563 ลงเป็น 48.00 บาท (เดิม 49.00 บาท) อ้างอิง PBV ที่ 0.77x ซึ่งให้ส่วนลดจากค่าเฉลี่ยระยะยาว -2.5SD (เท่าเดิม) ราคาปัจจุบันซื้อขายบน PBV ที่ 0.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย -2.5SD ถือว่า Valuation ไม่แพง, ฐานะการเงินแข็งแกร่งด้วย D/E ต่ำ 0.5x, กำไรสะสมสูง ทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ, การทบทวนแผนการลงทุนโดยเฉพาะ Petrocomplex ขนาดใหญ่ที่สหรัฐฯ ช่วยลดความกังวลของตลาดได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการฟื้นตัวปีนี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เชิงกลยุทธ์จึงยังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน คงคำแนะนำ TRADING เพื่อรอจังหวะเข้าสะสมหลังรายงานงบ 1Q63

*** TOP ไตรมาส 1/63 ขาดทุนสุทธิ 13,754 ลบ. ราคาน้ำมันดิ่งฉุด
    
    บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP แจ้ง ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 ขาดทุนสุทธิ 13,754 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,984 ล้านบาท และลดลงจากกำไรสุทธิ 4,408 ล้านบาทในไตรมาส 1/62 หลังราคาน้ำมันดิบปรับลงแรงในช่วงสิ้นไตรมาส 1/63 เฉลี่ยที่ 33.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากราคาปิดสิ้นไตรมาส 4/62 ที่อยู่ระดับ 64.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสูงถึง 10,772 ล้านบาท 
    
    ขณะที่มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันติดลบ 10.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 15.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อรวมขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 19 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีผลขาดทุน EBITDA 12,248 ล้านบาท ลดลง 16,175 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้มีการบันทึกขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 จำนวน 377 ล้านบาท 

*** พ่วงขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ ยังมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 2,338 ล้านบาท (โดยเป็นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิของสินทรัพย์และหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศจำนวน 1,772 ล้านบาท) เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจาก ณ สิ้นไตรมาสก่อน ขณะที่มีต้นทุนทางการเงิน 1,105 ล้านบาท เมื่อหักค่าเสื่อมราคา และบวกการกลับรายการค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้ว ทาให้ในไตรมาส 1/63 กลุ่มไทยออยล์มีขาดทุนสุทธิ 13,754 ล้านบาท หรือ 6.74 บาทต่อหุ้น เทียบกับกำไรสุทธิ 1,984 ล้านบาทในไตรมาส 4/62
     เมื่อเทียบผลการดำเนินงาน ไตรมาส 1/63 กับไตรมาส 1/62 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายลดลง 14,974 ล้านบาท สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์และปริมาณการขายผลิตภัณฑ์รวมที่ปรับลดลง และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันลดลง 3.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เหตุผลหลักมาจากค่าการกลั่นที่ถูกกดดันอย่างหนักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกับน้ำมันดิบดูไบที่อ่อนตัวลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และกำไรขั้นต้นจากกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ลดลงจากภาวะอุปทานล้นตลาดที่เกิดจากการเปิดดำเนินการของโรงผลิตสารอะโรเมติกส์ในประเทศจีน 
    เมื่อรวมผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจากระดับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมากในไตรมาส 1/63 ทำให้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต็อกน้ามันลดลง 18.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อหักขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA ลดลง 19,137 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อรวมขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 377 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่เพิ่มขึ้น 2,990 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคา และบวกกลับรายการค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้ว ในไตรมาส 1/63 กลุ่มไทยออยล์มีผลขาดทุนสุทธิ 13,754 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิ 4,408 ล้านบาท ในไตรมาส 1/62

*** ตั้งงบลงทุน 5 ปี (63-67) รวม 3,486 ล้านเหรียญฯ ใช้ในโครงการ CFP

    ตั้งงบลงทุนช่วง 5 ปี (63-67) เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,486 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) 3,263 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโครงการขยายกำลังการกลั่นเป็น 4 แสนบาร์เรล/วัน และเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น โดยมีเป้าหมายแล้วเสร็จในไตรมาส 1/66
    ส่วนเงินลงทุนที่เหลือ 223 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ใช้สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงหนว่ยผลิตต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ,ต่อเนื่อง (Reliability) และมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ตลอดจนโครงการลงทุนทางด้านโลจิสติกส์และสาธารณูปโภค และการลงทุนอื่น ๆ เช่น โครงการ Digital Transformation โดยมีงบประมาณลงทุนเฉพาะในปี 63 รวมทั้งสิ้น 1,788 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
        
*** บล.กรุงศรี แนะนำ ซื้อ เป้า 48 บาท

    คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดของปีมาแล้ว และจะทยอยเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ 2Q20 โดยมีปัจจัยหนุนจากการผ่อนคลาย lockdown ของหลายประเทศทั่วโลกจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวหนุนความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น ด้าน Valuation ถือว่าไม่แพงมี PBV ต่ำเพียง 0.5 เท่า (เทรดต่ำบุ๊ค)
 
*** IRPC อ่วม!พลิกขาดทุน 8.9 พันลบ. วูบ 5,924% เหตุขาดทุนสต็อกน้ำมัน

    บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/63 พลิกขาดทุน 8,904.9 ล้านบาท ลดลง 5,924% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 152.9 ล้านบาท จากขาดทุนสต็อกน้ำมันหลังราคาน้ำมันดิบลดลงแรงและปริมาณขายที่ลดลง ประกอบกับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและขาดทุนการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน

    ในไตรมาส 1/63 ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างมาก จากช่วงต้นไตรมาสราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 67.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เทียบกับสิ้นไตรมาสที่ 23.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงถึง 43.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เป็นผลจากอุปทานล้นตลาด ประกอบกับการแพร่ระบาด ของ COVID-19 นำไปสู่การหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทขาดทุนสต็อกน้ำมันสุทธิ 6,811 ล้านบาท หรือ 12.66 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ Accounting GIM ลดลง 8,824 ล้านบาท และ EBITDA ลดลง 8,791 ล้านบาท ขณะที่ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น 211 ล้านบาท จากโครงการปรับปรุงและขยายงานที่แล้วเสร็จในปี 2562 เช่น โครงการ Catalyst Cooler เป็นต้น

    ไตรมาสนี้บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 43,617 ล้านบาท ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและปริมาณขายลดลง มีผลขาดทุนก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 6,436 ล้านบาท บันทึกขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน จำนวน 558 ล้านบาท นอกจากนี้ยัง มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 500 ล้านบาท

    สำหรับแนวโน้มตลาดน้ำมันดิบในไตรมาส 2/63 คาดความต้องการใช้น้ำมันยังคงลดลงต่ำกว่า 90 ล้านบาร์เรล/วัน ราคาน้ำมันดิบทรงตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 1/63 ในกรอบ 20-25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตามคาดความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/63 หลังสถานการณ์ไวรัสคลี่คลาย

*** บล.ทรีนีตี้ แนะนำ`ซื้อ` ราคาเป้าหมายที่ 3 บาท

      ประเมินราคาเป้าหมายที่ 3 บาท แนะนำซื้อ คาดผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว 2Q20E กำไรเริ่มฟื้น และ 2H20E demand น้ำมันจะเริ่มกลับมา และส่วนต่างผลิตภัณฑ์ที่จะดีขึ้น



Tags:

PTTGCTOPIRPC




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด