ข่าวนี้ที่ 1

ไปไม่รอด SET Indexร่วง ประเดิมเกณฑ์ใหม่เซอร์กิตฯ 8%

ไปไม่รอด SET Indexร่วง ประเดิมเกณฑ์ใหม่เซอร์กิตฯ 8%

       ตลท.ประเดิมเกณฑ์ใหม่เซอร์กิต เบรกเกอร์ 8% ก่อนปิดลบกว่า 102.78  จุด "ภากร"เผยร่วงทั่วโลกยันมาตรการที่มี "เอาอยู่" ไม่มีนโยบายปิดตลาดหุ้น ด้าน บล.เอเซียพลัส หั่นเป้ากำไร บจ.ปีนี้อีกรอบเหลือ 73.75 บาท หลังโควิด-19 แรงเกินคาด ขณะที่ ครม.เตรียมเคาะเยียวยา ปชช.เฟส 2 วันนี้(24 มี.ค.)     
    
    
***SET ประเดิมเกณฑ์เซอร์กิตเบรกเกอร์ หลังดิ่งแตะ 8%


    บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (23/03/63) เคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน และในที่สุด SET Index ก็ประเดิมเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) เกณฑ์ใหม่ ณ เวลา 15.25 น. โดยตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว 30 นาที หลังดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลงแตะระดับ 8% อยู่ที่ 1,037.05 จุด ลดลง 90.19 จุด จากเกณฑ์เดิมที่จะต้องปรับลดลงแตะระดับ 10% ถึงจะเข้าเกณฑ์เซอร์กิตเบรกเกอร์ 
    หลังเปิดการซื้อขายตลาดหุ้นยังดิ่งต่อเนื่อง ก่อนจะปิดลบ 102.78 จุด มาอยู่ที่ 1,024.46 จุด ลดลง 9.12% มูลค่าการซื้อขาย 60,000 ล้านบาท  
    โดยหุ้นที่กดดัชนี 5 อันดับแรกวันนี้ คือ AOT PTT SCC GULF และ BDMS 
     อนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์เพิ่งจะใช้คำสั่งเซอร์กิตเบรกเกอร์ต่อเนื่องกัน 2 วันซ้อนคือวันที่ 12 และ 13 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลงแตะที่ระดับ 10% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ใช้คำสั่งเซอร์กิตเบรคเกอร์ รวม 5 ครั้งนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาด
     การเซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งนี้ จึงนับเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ก่อตั้งตลาด และนับเป็นครั้งแรกหลังตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับเกณฑ์การหยุดการซื้อขายโดยอัตโนมัติ เป็นการชั่วคราว โดยให้ตลาดฯ พักการซื้อขายเมื่อดัชนี ปรับลง 8% (จากเดิม 10%)โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 


***บล.เอเซียพลัสหั่น EPS เหลือ 73.75 บ. โควิดแรงเกินคาด

 
        ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ออกบทวิเคราะห์ ระบุ COVID-19 กดดันกําไรบริษัทจดทะเบียนลดลงต่อ โดยการระบาดของไวรัส COVID-19 แม้ในจีนจะเริ่มมีผู้ติดเชื้อชะลอตตัว แต่สถานการณ์ในประเทศอื่นๆ กลับมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น อิตาลีและสหรัฐที่มียอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทยเองยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
     ขณะที่ภาครัฐออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เช่นปิดสถานที่พบปะคนจำนวนมากเป็นเวลา 22 วัน ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจหยุดชะงักชั่วคราว กดดันประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนให้ลดลงอีก
    แม้ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างพิจารณาตัวลขประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนอีกครั้ง แต่เบื้องต้นมีการปรับลดกำไรลงอีก 6.07 หมื่นล้านบาท มาจาก 4 กลุ่ม (5.9 หมื่นล้านบาท) และกลุ่มอื่น ๆ (0.1 หมื่นล้านบาท) ประกอบด้วย
    1. กลุ่ม ธ.พ. ปรับลดกำไรลงราว 4.3 หมื่นล้านบาท โดยฝ่ายวิจัยปรับกําไรสุทธิกลุ่มฯ (9 ธนาคาร ไม่รวม TCAP) ลง 20% มาอยู่ที่ 1.47แสนล้านบาท ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มชะลอตัว จึงปรับสมมตฐานให้อนุรักษ์นิยมมากขึ้น หลักๆ ได้แก่ 1.) ปรับอัตราการเติบโตสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (BBL, KBANK, KTB และ SCB) จากเดิมมองโต 3%- 4% yoy เป็นทรงตัวจากปีก่อน ส่วนธนาคารที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อย่าง KKP และ TISCO กลับอ่อนตัว 5% yoy หลังยอดขายรถยนต์ในประเทศ 2M63 อ่อนตัว 12.7% yoy และยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งปีมีแนวโน้มลดลงราว 11% yoy 2.) NIM อยู่บนสมมติฐานที่กนง. จะลดดอกเบี้ย 0.5% ในปี2563 โดยทุกๆ 25 bps จะกระทบกําไรกลุ่ม ราว 5% 3.) เพิ่มค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้ (ECL) กลุ่มฯ ประมาณ 10 bps 4.) ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานคงเดิม
    2. กลุ่มโรงพยาบาล ปรับลดกำไรลงราว 1.2 พันล้านบาท จากการปรับลดสมมติฐานรายได้จากผู้ป่วยต่างประเทศที่บินมารักษาโดยตรงลง 30% (ช่วง ก.พ. – ก.ค.) และผู้ป่วยภายนอก (OPD)ลง 10% จากอัตราผู้ป่วยภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
    3. กลุ่มค้าปลีกที่ไม่ได้ขายสินค้าจำเป็น (ยกเว้น CPALL, BJC และ MAKRO) ถกูกปรับลดกําไรลงเล็กน้อย 4 ร้อยล้านบาท เนื่องจากหน้าร้านถูกปิดชั่วคราว จากมาตรการควบคมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น
    4. กลุ่มขนส่งทางอากาศ ได้มีการปรับลดลง 1.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนผลกระทบโรคระบาด COVID-19 ที่ยาวนานและแรงกว่าคาด ต่อจํานวนผู้ใช้บริการทั้ง AOT ผู้ให้บริการสนามบินและสายการบิน (AAV, BA และ THAI) กระทบรายได้ค่าบริการลดลงสูงกว่าผลบวกต้นทุนที่สายการบินมีการปรับตัว โดยตัดลดกำลังการให้บริการ และต้นทุนน้ำมันปี 2563 บางส่วน ซึ่งยังไม่ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าจะได้ประโยชน์จากการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบของฝ่ายวิจัย
    สรุปกำไรบริษัทจดทะเบียนถูกปรับลดลง 6.07 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นเหลือ 7.93 แสนล้านบาท (จากเดิม 8.54 แสนล้านบาท) คิดเป็น EPS 73.75 บาท/หุ้น (จากเดิม 79.62 บาท/หุ้น) แต่สุดท้ายตัวเลขคาดการณ์กําไรยังไม่นิ่ง โดยจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งฝ่ายวิจัยจะสรุปตัวเลขสุดท้ายออกมาภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทำให้สามารถสะท้อนให้เห็น Downside ของตลาด ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
 
***AOT ร่วงกดตลาดมากสุด - แจงสองเดือนเที่ยวบินหด 3.3 หมื่นเที่ยว - รายได้ทรุด 30%

      นางสาวชนาลัย ฉายากุล เลขานุการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ว่า  ตามที่ได้เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างรุนแรง ทำให้ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบดำเนินงานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง 
     ทอท. ขอรายงานผลการดำเนินงานในเบื้องต้นให้ทราบว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19) ตามข้อมูล ณ วันที่ 3 มีนาคม 2563 มีสายการบินยกเลิกเที่ยวบินและแจ้งยกเลิกทำการบินล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2563 รวม 32,991 เที่ยวบิน เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ จำนวน 26,648 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 6,343 เที่ยวบิน
     คาดว่าจะส่งผลให้ ทอท. ได้รับผลกระทบในส่วนของรายได้ที่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aeronautical Revenues) เป็นค่าธรรมเนียมในการขึ้น-ลงอากาศยาน (Landing Charges) คิดเป็นร้อยละ 20.69 และค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (Passenger Service Charges : PSC) คิดเป็นร้อยละ 32.94 หรือรายได้ลดลงในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2563 คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 
     ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบของรายได้ที่ลดลงในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenues)และมาตรการที่ ทอท. ให้ความช่วยเหลือสายการบินและผู้ประกอบการ         

      ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าในการประกอบกิจการที่เป็นนัยสำคัญ ทอท. จะได้รายงานให้ทราบต่อไป
 
***ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันความพร้อม ทุกระบบทำงานได้ตามปกติ

     นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มี มาตรการรองรับผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างรอบคอบ และให้ความมั่นใจว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) บริษัท สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด (TCH) และบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)จะเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ภาวะการณ์ต่าง ๆ
    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ประกอบการในตลาดทุน อีกทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) และมั่นใจว่าระบบซื้อขาย ระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ ระบบงานหลักและระบบสนับสนุนต่าง ๆ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องตามปกติ 

*** ยันไม่มีนโยบายปิดตลาดหุ้น 

    นายภากร กล่าวว่า  การที่ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงวันนี้ สอดคล้องกับตลาดหุ้นโลกทั้งในเอเชียและยุโรปมี บางตลาดที่ปรับตัวลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวลดลงค่อนข้างมีนัยยะสำคัญ และการที่ไทยปรับเกณฑ์เซอร์กิตเบรกเกอร์ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไม่ลงแรงไปถึง 10% เหมือนอดีตถือได้ว่าเซอร์กิตเบรกเกอร์ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 
    ส่วนเหตุผลที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงวันนี้สืบเนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก 
    1.การประกาศล็อคดาวน์ กทม.เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งมีผลกระทบกับหุ้นที่เกี่ยวกับห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารต่างๆ ที่ทำธุรกิจในกรุงเทพฯ ค่อนข้างมาก  2.ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอีก 10% จากการที่สหรัฐอเมริกากับซาอุดิอาระเบียไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก และ 3.การรายงานยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีมากขึ้น ก็ทำตลาดมีความกังวลกับเรื่องดังกล่าว
    
    นอกจากนี้ ยืนยันว่าไม่มีนโยบายปิดตลาดหุ้น เหมือนกับจีนและฟิลิปปินส์ 

    "เราจะปิดก็ต่อเมื่อธนาคารพาณิชย์มีการปิดให้บริการ แต่ถ้าจากเหตุผลอื่นแทบจะบอกได้เลยว่าเราไม่มีนโยบายที่จะปิดตลาด" นายภากร กล่าว 

*** ยันมาตรการที่ออกมาทั้งหมดเอาอยู่-ไม่ถึงขั้นต้องใช้กองทุนพยุงหุ้น
 
     นายภากร กล่าวถึง เรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน ในส่วนของกองทุนพยุงหุ้นว่า เป็นมาตรการอีกอย่างที่มองไว้ เพียงแต่ว่าปัจจุบันมาตรการที่ใช้ยังมีประสิทธิภาพอยู่  ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในช่วง ตลท.ออกมาตรการใหม่ๆ ออกมา ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวน้อยกว่าตลาดอื่นๆ ทั้งเอเชียและยุโรป เพราะฉะนั้นมาตรการต่างๆ นี้ก็คงจะต้องพิจารณาเป็นระดับต่อไป
     ส่วนบริษัทที่มีแผนเสนอขายไอพีโอ อาจจะต้องเลื่อนออกไปจนกว่าสภาพวะตลาดจะฟื้น เชื่อว่าในที่สุดแล้ว บริษัทจะยังคงต้องการรระดมทุนในตลาดหุ้น เพราะต้องการเงินทุนไปขยายธุรกิจ เพียงแต่ว่าจะเข้ามาเมื่อไหร่ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับความแน่นอนของเหตุการณ์ 
  
***ครม. เคาะเยียวยาโควิดเฟส 2 วันนี้ (24 มี.ค.) 


     นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า การประชุม ครม. วันนี้ (24 มี.ค.) จะมีมาตรการดูแลและเยียวยาเศรษฐกิจระยะ 2 เสนอต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งจะเป็นการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงลูกจ้างในกิจการที่รัฐประกาศให้หยุดกิจการชั่วคราว อาทิ พนักงานโรงแรม ร้านนวด ผับ บาร์ อาชีพอิสระ เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแน่นอน
     นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวว่า มาตรการดูแลประชาชนทั่วไปนั้น ในวันอังคารที่ 24 มีนาคมนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอชุดมาตรการระยะที่ 2 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ ซึ่งยืนยันว่า จะเป็นมาตรการดูแลประชาชนครอบคลุมทุกกลุ่ม

***ส่งออก-นำเข้า ก.พ.ติดลบ 

    นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์มีมูลค่า 20,641.8 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 4.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีมูลค่า 40,267.5 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 0.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    ขณะที่การนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ มีมูลค่า 16,744.5 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 4.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีมูลค่า 37,925.9 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 6.32% 

    จากมูลค่าการส่งออกที่มากกว่านำเข้า ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนกุมภาพันธ์เกินดุล 3,897.3 ล้านดอลลาร์ และ 2 เดือนแรกของปีเกินดุล 2,341.6 ล้านดอลลาร์
    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกของไทยจะติดลบ แต่การส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า มูลค่ายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง นับตั้งแต่ปี 2558-2562 ที่มีมูลค่าเฉลี่ยที่ 19,871 ล้านดอลลาร์
    การส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ลดลง เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ลดลง และฐานสูงของอาวุธในการซ้อมรบในปีก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธ ยุทธปัจจัย พบว่า การส่งออกของไทยขยายตัว 1.5%

***เดือนมีนาคม ส่งออกมีแนวโน้มติดลบ

     นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มและมาตรการส่งเสริมการส่งออกปี 2563 มองว่า แม้ในช่วงเดือนมีนาคมการส่งออกของไทยยังมีโอกาสติดลบต่อเนื่อง แต่เชื่อว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสคลี่คลาย จะส่งผลให้การส่งออกของไทยกลับมาฟื้นตัวได้ดี โดยหากหลังจากนี้การส่งออกของไทยมีมูลค่าต่อเดือนอยู่ที่ระดับ 20,598 ล้านดอลลาร์ เชื่อว่า ทั้งปีจะส่งผลให้การส่งออกขยายตัวได้ตั้งแต่ 0% ขึ้นไป

     “การส่งออกของไทย รอเทคออฟ โดยเชื่อว่า การส่งออกไทยปลายไตรมาส 2 ถึงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวแน่นอน และมองว่าหากโรคหยุดนิ่ง การส่งออกของไทยจะไปโลด นั่นเป็นเพราะขณะนี้ในบางพื้นที่ติดในเรื่องของการขนส่งบ้าง แต่ในเรื่องของดีมานไม่ได้ลดลง”นางสาวพิมพ์ชนก กล่าว

  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด