ข่าวนี้ที่ 1

FETCO ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนทรุด ซบเซาครั้งแรกรอบ 4 ปี

FETCO ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนทรุด ซบเซาครั้งแรกรอบ 4 ปี

FETCO เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 72.75 ลดลง 9.91% กลับมาอยู่ในเกณฑ์ซบเซาเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี กังวลท่องเที่ยว-ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แนะจับตาการใช้จ่ายภาครัฐ กูรูคาดหุ้นไทย Q2/63 รีบาวน์แตะ 1,600 จุด พ.ร.บ.งบรัฐหนุนฯ ดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดเป็นประวัติการณ์


*** ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนทรุด เข้าเกณฑ์ซบเซารอบ 4 ปี


นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 63 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 9.91% มาอยู่ที่ระดับ 72.75 อยู่ในเกณฑ์ซบเซาเป็นเดือนแรกในรอบ 4 ปี โดยความเชื่อมั่นนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ซบเซา


ซึ่งหากพิจารณาเป็นรายกลุ่มพบว่า 1.กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ลดลงมาอยู่ที่เกณฑ์ซบเซาจากเกณฑ์ทรงตัวในเดือนก่อน 2.กลุ่มบัญชีนักลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์ซบเซามาอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว 3.กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่อยู่ที่เกณฑ์ซบเซาเช่นเดิม


*** ปัจจัยลบหลัก ท่องเที่ยวทรุด-ความขัดแย้งระหว่างประเทศ


ส่วนปัจจัยฉุดสำรวจพบว่านักลงทุนกังวลสถานการณ์การท่องเที่ยวและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่นักลงทุนมองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะการประกาศปันผลของบริษัทจดทะเบียน นโยบายภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศจากการลงนามทางการค้าของสหรัฐและจีน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด


ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามได้แก่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากเชื้อไวรัสโคโรน่า ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังการลงนามข้อตกลงทางการค้าขั้นที่ 1 ทิศทางนโยบายทางการเงินและนโยบายทางเศรษฐกิจของธนาคารกลางทั่วโลก


สำหรับปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจภาครัฐเพื่อกระตุ้นการลงทุน การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว แนวโน้มค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลง ผลของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และการไหลเข้าออกของเงินทุน


*** ลั่นหุ้นไทยไตรมาส 2/63 รีบาวน์ ปัจจัยลบคลี่คลาย


นายไพบูลย์ ระบุต่อว่า ในช่วงเดือนมกราคมดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปใกล้เคียง 1,600 จุด จากนั้นปรับตัวลดลงมากในระยะสั้นมาอยู่ที่ระดับ 1,550 จุดจากปัจจัยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และฟื้นตัวขึ้นโดยได้รับผลดีจากการลงนามข้อตกลงการค้าขั้นที่ 1 ระหว่างสหรัฐและจีน โดยดัชนีทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุดในช่วงกลางเดือน จากนั้นดัชนีเคลื่อนไหวลดลงค่อนข้างมากจากร่างพรบ.งบประมาณล่าช้าและปัญหาการแพร่ขยายของเชื้อไวรัสโคโรน่าในจีนและการห้ามนักท่องเที่ยวจีนกรุ๊ปทัวร์เดินทางไปยังต่างประเทศ โดยดัชนีฯ ลดลงมาอยู่ที่ 1,510-1,520 จุด ในช่วงปลายเดือน


ดังนั้นทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/63 คาดว่าจะมีโอกาสรีบาวน์กลับมาแตะ 1,600 จุด จากปัจจัยสนับสนุนอย่างพ.ร.บ.การเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลที่ไม่ได้ล่าช้าอย่างที่คาดการณ์ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และการระบาดของไวรัสโคโรนาที่เบาบางลงจากยอดผู้ติดเชื้อในปัจจุบันที่ประเมินว่าอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว จากปัจจัยทั้งหมดจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงดังกล่าว โดยประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในช่วง 2%-2.2%


*** ผลตอบแทนตราสารหนี้ลดลง แต่เชื่อปรับลงได้อีกไม่มาก


นนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนกุมภาพันธ์ 63 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปีและ 10 ปี ในรอบการประชุม กนง. มีนาคม 63 (ประมาณ 7 สัปดาห์ข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 50 และ 66 ตามลำดับ ลดลงจากครั้งที่แล้วเล็กน้อยเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลได้ปรับลดลงแล้วในช่วงต้นปีก่อนทำการสำรวจความเห็น ซึ่งได้มีการรับรู้เหตุการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณ

ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์แล้วจึงมีโอกาสลดลงอีกไม่มาก โดยผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงมีจำนวนมากขึ้น ดัชนีคาดการณ์จึงยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ไม่เปลี่ยนแปลง (Unchanged)” จาก 1.11% ในรุ่นอายุ 5 ปี และ 1.28% ในรุ่นอายุ 10 ปี ณ วันที่ทำการสารวจ (3 ก.พ. 63) โดยปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ อุปสงค์อุปทานในตลาดตราสารหนี้ที่ทรงตัว การขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัว และ Fund flow จากต่างชาติที่ลดลง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด